บางคนดูเหมือนใช้ชีวิตได้เบากว่า ไม่ใช่เพราะชีวิตของเขาง่ายกว่าใคร แต่เพราะเขาฝึกใจให้มองเห็นคนละสิ่งกับคนส่วนใหญ่ ขณะที่หลายคนเผลอโฟกัสกับสิ่งที่ขาด สิ่งที่พลาด หรือสิ่งที่ยังไม่ถึง เขากลับเลือกให้ความสนใจกับสิ่งที่ยังพอมีอยู่ สิ่งที่ยังดีอยู่ และสิ่งเล็กๆ ที่ยังประคองใจได้ในแต่ละวัน
งานวิจัยด้านจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า attention bias สมองมนุษย์มีแนวโน้มจะจับจ้องกับสิ่งที่กระทบอารมณ์แรง โดยเฉพาะเรื่องลบ เพราะในเชิงวิวัฒนาการ มันช่วยให้เราเอาตัวรอดได้ดีขึ้น แต่ในชีวิตจริงของคนเมืองยุคนี้ กลไกเดียวกันกลับทำให้ใจเราหนักโดยไม่รู้ตัว เราเห็นข่าวร้ายได้ไวกว่าเรื่องดี เราจำคำวิจารณ์ได้ชัดกว่าคำชม และเรามักรู้สึกว่าชีวิตกำลังขาดบางอย่าง ทั้งที่ความจริงเราอาจมีอะไรอยู่มากมายแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ สมองสามารถฝึกใหม่ได้ กระบวนการนี้เรียกว่า neuroplasticity ยิ่งเราฝึกให้ความสนใจกับสิ่งแบบไหน สมองจะยิ่งสร้างเส้นทางความเคยชินให้กับสิ่งนั้นมากขึ้น คนที่ค่อยๆ ฝึกมองเห็นเรื่องดีในชีวิต ไม่ได้กำลังหลอกตัวเองว่าทุกอย่างสวยงาม แต่กำลังฝึกสมองให้ไม่จมอยู่กับด้านที่บั่นทอนใจเพียงด้านเดียว
การฝึกแบบนี้ไม่ต้องเริ่มจากอะไรยิ่งใหญ่ มันอาจเป็นการสังเกตว่าเช้านี้อากาศดีอย่างน่าประหลาด การได้กินข้าวมื้อเดิมแต่ยังรู้สึกอิ่มใจ การมีใครบางคนส่งข้อความมาถามว่าโอเคไหม หรือแม้แต่การที่เรายังพอมีแรงลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในวันที่ไม่ง่ายนัก เรื่องเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาชีวิตทั้งหมด แต่ช่วยให้ใจมีที่ยืนที่มั่นคงขึ้น
คนที่ฝึกมองแบบนี้ไปเรื่อยๆ มักไม่ได้กลายเป็นคนมองโลกสวยเกินจริง แต่กลายเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นทางใจสูงขึ้น พอเจอวันที่หนัก ก็ยังพอมีจุดเล็กๆ ให้ใจเกาะได้ ไม่รู้สึกว่าทุกอย่างพังไปพร้อมกัน พอเจอช่วงเวลาที่ดี ก็รับรู้ได้ลึกกว่า ไม่ปล่อยให้มันผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนไม่มีความหมาย
ความต่างของชีวิตที่รู้สึกหนักกับชีวิตที่รู้สึกเบา บางครั้งจึงไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ แต่อยู่ที่มุมที่เราใช้มองเหตุการณ์นั้นมากกว่า และมุมมองนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้
การฝึกใจให้ Notice the Good ไม่ได้ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบขึ้นทันที แต่ทำให้เราเริ่มรู้สึกว่า ชีวิตที่มีอยู่ตรงหน้า ยังพอมีอะไรดีๆ ให้เก็บไว้เป็นพลังได้จริง และแค่ความรู้สึกนี้เพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอจะทำให้หลายวันเบาลงอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตทั้งหมด


