×

The Taste of Homecoming จากรากแห่งท้องถิ่นทรงคุณค่า สู่ตำรับสร้างสรรค์ไม่มีวันรู้จบ

โดย THE STANDARD LIFE
29.04.2026
  • LOADING...
ภาพเชฟสองท่านกำลังอธิบายแนวคิด The Taste of Homecoming ที่เชื่อมโยงวัตถุดิบท้องถิ่นและรสมือแม่

“บ้านคือถิ่นที่เราอยู่อาศัย คือรากก่อกำเนิดตัวเรา อาหารก็เช่นกันวัตถุดิบท้องถิ่นทั้งหลายคือรากสะท้อนถึงตำรับพื้นถิ่น

 

และรสชาติดั้งเดิมที่คุ้นเคย” เชฟหวาย-สาละ ศักดาเดช แห่ง Rasik (Chiang Mai) อีกด้าน เชฟอ้น-อธิติ ม่วงทอง แห่ง Front Room (Waldorf Astoria Bangkok) สะท้อนมุมมองเดียวกันนี้ในอีกมิติ “เวลาคิดถึงบ้านจะคิดถึงรสมือแม่ หัวใจหลักของแม่ก็คือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนที่รัก แม่เลยมักเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดมาปรุงอาหารให้อร่อยที่สุด แล้วมันก็กลายมาเป็นหัวใจหลักของเราในทุกวันนี้ด้วยครับ” สองนิยามต่อความหมาย The Taste of Homecoming รสชาติแห่งความคิดถึงนี้ชวนเราให้ย้อนวันวานไปยังรากฐานดั้งเดิมตลอดจนรสมือต้นฉบับที่คุ้นเคย นั่นเป็นสิ่งที่หล่อหลอมและก่อร่างสร้างจิตวิญญาณรักการทำอาหารจนต่อยอดมาสู่เจ้าตำรับเลิศรสตามแบบฉบับของแต่ละคนในวันนี้

 

ภาพเชฟสองท่านกำลังอธิบายแนวคิด The Taste of Homecoming ที่เชื่อมโยงวัตถุดิบท้องถิ่นและรสมือแม่ 1

 

“ผมรู้จักกับเชฟหวายมาก่อนครับแล้ววันนึงเขามาชวนทำโปรเจกต์นี้ด้วยกัน ด้วยความที่เบสเขาอยู่เชียงใหม่แล้วร้านที่เราทำงานนั้นอยู่กรุงเทพฯ ก็เลยคิดว่าน่าจะทำแบบคอลแลปร่วมกันดีกว่า ก็เลยเกิดเป็นโปรเจกต์ Front Room x Rasik ครั้งนี้ขึ้นมาครับ” เชฟอ้นย้อนเล่าถึงที่ไปที่มาของการมาร่วมมือกัน ขณะเดียวกันเชฟหวายก็เสริมต่อว่า “ผมชอบรสชาติและฝีมือเขาอยู่แล้ว ก็เลยอยากชวนมาร่วมแจมโปรเจกต์นี้ด้วยกัน อันที่จริงเราเคยทำโปรเจกต์คอลแลปกันมาก่อนแล้ว แล้วพบว่าทัศนคติ ความคิด ตลอดจนอะไรหลายอย่างมันเข้ากันได้ลงตัว ไปด้วยกันได้ ทำด้วยกันแล้วสนุก ก็เลยอยากทำร่วมกันอีก อยากสร้างสรรค์อาหารในรูปแบบของเราให้คนได้ทานครับ” เอกลักษณ์ของการร่วมกันทำโปรเจกต์ความอร่อยของทั้งคู่นี้นอกจากจะถ่ายทอดรสมือของแต่ละคนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมแล้วตำรับอร่อยของทั้งสองยังดูเป็นหนึ่งเดียวแบบไม่แข่งกันเด่นอีกด้วย “เราจะเอาความถนัดของแต่ละคนมาแชร์กัน แล้วก็เอาเมนูที่แต่ละคนอยากนำเสนอมาคุยกันครับ โชคดีที่ว่าเราคุยกันรู้เรื่องเสมอ แนะนำกันและกันได้ สุดท้ายเราก็จะคัดเลือกเมนูที่เหมาะสมเพื่อมาทำเป็นลิสต์เดียวครับ มันเลยจะออกมาเป็นตำรับอาหารรวมกันที่ดูกลมกลืนลงตัวแต่ในขณะเดียวกันก็แสดงความโดดเด่นของแต่ละคนได้ดี เห็นความแตกต่างของแต่ละจานที่สะท้อนถึงแต่ละคนได้ชัดเจนไปพร้อมกัน” เชฟอ้นกล่าวทิ้งท้ายอีกครั้งถึงเสน่ห์ของสองตำรับที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว

 

ภาพเชฟสองท่านกำลังอธิบายแนวคิด The Taste of Homecoming ที่เชื่อมโยงวัตถุดิบท้องถิ่นและรสมือแม่ 2

 

ตำรับอร่อยของ Front Room x Rasik ในกิจกรรม LIFE TABLE: The Taste of Homecoming ครั้งนี้เป็นตำรับไทยผสมผสานหลากหลายภาคในสูตรเฉพาะตัวที่เล่าเรื่องราวของวัตถุดิบจากแต่ละแหล่งทั่วไทย ตั้งแต่ปลาทะเลจากวิถีประมงอันดามันที่ใส่ใจความยั่งยืน ไปจนถึงกุ้งจากทะเลตะวันออกที่ให้รสชาติอร่อยล้ำไม่เหมือนใคร แน่นอนว่าเสิร์ฟพร้อมตำรับพิเศษจากภาคเหนือที่เน้นนำเสนอการรังสรรค์เมนูอาหารลานนาแสนอร่อยปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล ตั้งแต่ผักยอดดอยไปจนถึงไส้อั่วสมุนไพรย่านถ่าน นอกจากนี้ก็ยังมีการสร้างสรรค์เมนูผสมผสานสองถิ่นที่ถ่ายทอดตำรับอร่อยของทะเลและภูเขาผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ รวมไปถึงเมนูขนมหวานสุดพิเศษที่คิดค้นขึ้นจากผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งได้มาจากแหล่งปลูกคัดสรรพิเศษซึ่งมีผลผลิตคุณภาพเยี่ยมและมอบความอร่อยไม่เหมือนใคร

 

ภาพเชฟสองท่านกำลังอธิบายแนวคิด The Taste of Homecoming ที่เชื่อมโยงวัตถุดิบท้องถิ่นและรสมือแม่ 3

 

“พวกเราเป็นคนที่ใส่ใจวัตถุดิบมากครับ นอกจากเรื่องคุณภาพแล้วเราก็ยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตามฤดูกาลด้วย ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการทำอาหารให้อร่อยในแต่ละช่วงเวลาด้วยเช่นกัน” เชฟหวายกล่าวเสริม “นอกจากนั้นเรายังชอบคิดค้นอะไรใหม่ ๆ พยามนำวัตถุดิบมาสร้างสรรค์สูตรใหม่ ๆ เฉพาะตัว ที่สำคัญยังใส่ใจในการใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าทุกส่วนให้มากที่สุดเพื่อที่ให้เหลือทิ้งเป็นขยะให้น้อยที่สุดด้วยครับ” เชฟอ้อนกล่าวเพิ่มเติมเช่นกัน ซึ่งการสร้างสรรค์ครั้งนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นความพิเศษในรสมือเฉพาะตัวหลากหลายรูปแบบ อาทิ การทำ “เครื่องแกง (พริกแกง)” อันเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญในตำรับไทยซึ่งเชฟนำพริกหลากหลายรูปแบบตั้งแต่พริกสดหลายพันธุ์ยันพริกแห้งคั่วหมอมกรุ่นมาตำและปรุงให้เป็นสูตรเฉพาะ เมื่อนำไปทำแกงให้รสชาติอร่อยและกลมกล่อมไม่เหมือนใคร หรือแม้แต่การตุ๋นซี่โครงหมูแบบฉบับพิเศษซึ่งผสมผสานซุปที่มีกลิ่นซับซ้อนของทะเลและภูเขาเข้าด้วยกันจนกลายเป็นตำรับรสเยี่ยมไม่ซ้ำใคร เป็นต้น ซึ่งทุกคนสามารถมาร่วมสัมผัสความพิเศษของสองตำรับในหนึ่งเดียวได้ที่กิจกรรมนี้

 

ภาพเชฟสองท่านกำลังอธิบายแนวคิด The Taste of Homecoming ที่เชื่อมโยงวัตถุดิบท้องถิ่นและรสมือแม่ 4

 

“เสน่ห์ของอาหารไทยคือความอร่อยที่ซับซ้อนครับ ขณะเดียวกันก็ซ่อนไว้ด้วยความพิถีพิถันในการทำอาหารไม่แพ้ชาติไหน กว่าเราจะได้อาหารอร่อยมาสักจานนึงมันมีอะไรเบื้องหลังเยอะมาก แล้วพอได้สัมผัสรสชาติจะหลงรักแทบทุกคน” เชฟอ้นเป็นตัวแทนพูดถึงมุมมองของเสน่ห์อาหารไทยที่น่าหลงใหลเสมอ ในขณะที่เชฟหวายเป็นตัวแทนมุมมองพูดถึงการได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ของทั้งคู่ “รู้สึกดีใจมากที่เราทั้งคู่ได้ร่วมโปรเจกต์ครั้งนี้ ได้ทำในสิ่งที่เรารักแล้วยังได้ใช้อาหารร่วมช่วยเหลือผู้คนและเป็นประโยชน์ต่อสังคม อยากให้ทุกคนมาร่วมทำบุญและอร่อยกับมือพิเศษนี้ด้วยกันครับ” นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเสริมว่าอาหารไทยนั้นยังมีอะไรดี ๆ อยู่อีกมาก บ้านเรามีของดีอยู่มากมาย มีวัตถุดิบดี ๆ มีตำรับดี ๆ มีเครื่องปรุงดี ๆ แล้วอาหารไทยก็สามารถสร้างสรรค์ได้ไม่รู้จบ ในส่วนมืออร่อยได้บุญตำรับของ Front Room x Rasik โดยฝีมือของ เชฟอ้น-อธิติ ม่วงทอง และ เชฟหวาย-สาละ ศักดาเดช จะจัดขึ้นในวันที่ 21 มิ.ย. 2026 นี้ (ราคา 3,800 บาท/ท่าน) ณ Front Room @ Waldorf Astoria Bangkok ใครสนใจรีบสำรองที่นั่งกันได้เลย (ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)  

 

ภาพเชฟสองท่านกำลังอธิบายแนวคิด The Taste of Homecoming ที่เชื่อมโยงวัตถุดิบท้องถิ่นและรสมือแม่ 5

 

สำหรับกิจกรรม LIFE TABLE: The Taste of Homecoming ครั้งนี้ The Standard Life ร่วมแรงร่วมใจกับ ศิริราชมูลนิธิ (Siriraj Foundation) รังสรรค์ 4 มื้อพิเศษขึ้นเพื่อถ่ายทอดความหมายของ “การกลับบ้าน” บอกเล่าเรื่องราวชวนหวนคิดถึงวันวานในหลากหลายมุมมอง แล้วถ่ายทอดผ่านการสร้างสรรค์ตำรับอร่อยเฉพาะตัวในแบบฉบับของเชฟแต่ละท่าน พร้อมชวนทุกคนมาลิ้มลองตำรับพิเศษที่จะทำให้ประทับใจไม่รู้ลืม นอกจากนี้ทุกมืออร่อยในโครงการยังได้เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนเพื่อปรับปรุงห้องผ่าตัด โรงพยาบาลศิริราชอีกด้วย (สามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า)

สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมตลอดจนสำรองที่นั่งพร้อมร่วมบริจาคได้ที่  คลิก ›

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories