คุณเดินเข้าคลินิกทันตกรรมครั้งล่าสุดเมื่อไร?
ใช่ตอนที่ Google Calendar แจ้งเตือนว่าถึงเวลาขูดหินปูนประจำปี หรือตอนที่เริ่มเสียวฟันเวลากินของเย็นๆ หรือเปล่า
แม้ว่าปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เดินเข้าคลินิกทันตกรรมจะเปลี่ยนไป ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษา แต่หันมาใช้บริการฟอกสีฟันหรือทำหัตถการอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับรายงาน Oral Care in Thailand (ฉบับปี 2024-2025) ของ Euromonitor International พบว่าผู้บริโภคชาวไทยมีกำลังซื้อผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลลัพธ์เฉพาะทางเพิ่มมากขึ้น ทั้งเรื่องความสะอาดและการดูแลเชิงป้องกัน
แต่การดูแล ‘สุขภาพช่องปาก’ ก็ยังถูกจัดไว้เป็นความสำคัญลำดับสุดท้ายเมื่อเทียบกับการกิน การออกกำลังกาย การดูแลความงาม
นั่นคือโจทย์สำคัญที่ ‘Resmile’ คลินิกทันตกรรมต้องการขับเคลื่อนวงการทันตกรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของ Wellness & Lifestyle พร้อมเปลี่ยนมุมมองจากการรักษาเมื่อเกิดปัญหาให้กลายเป็น ‘การลงทุนกับคุณภาพชีวิตระยะยาว’

สื่อสารด้วยแนวคิดใหม่
โจทย์แรกที่แบรนด์ต้องทำคือ เปลี่ยนแนวทางการสื่อสารเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่า ทำไมการดูแลสุขภาพช่องปากก่อนที่จะเกิดปัญหาถึงสำคัญ และควรทำให้เป็น Routine Lifestyle
พีรพล บริสุทธิ์สุนทร ผู้ก่อตั้ง Resmile บอกว่าการจัดฟันหรือขูดหินปูนไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นพื้นฐานของสุขภาพช่องปาก เมื่อฟันเรียงตัวดี ทําความสะอาดง่าย ก็ลดโอกาสที่จะเกิดโรคทางช่องปากในอนาคต
“จริงๆ แล้ว Wellness กับทันตกรรมเป็นเรื่องเดียวกันมาโดยตลอด มันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิต ดูแลตัวเอง เราไม่อยากให้คนมาคลินิกทันตกรรมเพราะเกิดปัญหา แต่อยากให้เขามาเพราะเข้าใจว่าการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นประจำส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเขาในระยะยาวยังไง”

จาก Functional สู่ Aspirational
ความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้การมาคลินิกทันตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ และเป็นเรื่องที่ต้องทำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความมั่นใจ
“เราเห็นพฤติกรรมของลูกค้าปัจจุบันที่มาฟอกสีฟันก่อนวันงานสำคัญ เช่น งานแต่ง ต้องไปสัมภาษณ์งาน ต้องขึ้นเวที ออกงานสังคม มันสะท้อนว่าพวกเขากำลังให้ความสำคัญกับเรื่องบุคลิกภาพและความมั่นใจ”
แบรนด์จึงวางกรอบ ‘3 Wells’ แนวคิดการให้บริการที่ให้มากกว่า Functional Benefit แต่ต้องมอบ Emotional Benefit
- Well Aesthetic: การมีรอยยิ้มและสุขภาพฟันที่ดีจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี นำมาซึ่งความมั่นใจในตัวเอง
- Well Interaction: เมื่อมีความมั่นใจย่อมส่งผลให้มีความกล้าในการเข้าสังคมและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น นำไปสู่การสร้างคอนเนกชันและโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต
- Well Appetite สุขภาพฟันที่แข็งแรงทำให้หมดปัญหาเรื่องการปวดหรือเสียวฟันเวลาเคี้ยวอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีและความสุขในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่แบรนด์เน้นย้ำก็คือ การดูแลสุขภาพช่องปากคือ ‘การลงทุนในคุณภาพชีวิตระยะยาว’

คลินิกทันตกรรมที่ออกแบบจาก User Experience
เปลี่ยน Mindset อย่างเดียวไม่พอ แบรนด์จึงลุกขึ้นมารีโนเวทคลินิกทั้ง 3 สาขา ลบภาพจำคลินิกทันตกรรมแบบเดิมๆ โดยหยิบแนวคิด Human-Centric Design มาเป็นโจทย์หลักในการออกแบบ คำนึงถึงบริบทของพื้นที่และพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหลัก พร้อมเลือกบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่
- สาขาสาทร: ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่ทุกนาทีมีค่า จึงเน้นบริการฟอกสีฟันแบบ Sit & Go ให้ลูกค้าแวะมาอัปเกรดรอยยิ้มก่อนไปสัมภาษณ์งานหรือดีลธุรกิจสำคัญ ภายใต้ดีไซน์ล้ำสมัยสไตล์อวกาศที่สะท้อนความทันสมัยของย่าน CBD
- สาขาอุดมสุข: ย่านที่พักอาศัยที่เน้นความเป็นครอบครัว พื้นที่จึงถูกออกแบบให้กว้างขวางและมีบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง เพื่อให้การมาทำฟันเป็นกิจกรรมที่ทุกคนในบ้านรู้สึกสบายใจ
- สาขาทองหล่อ: ย่านที่ผสานทั้งไลฟ์สไตล์เมืองและที่อยู่อาศัยเข้าด้วยกัน คลินิกจึงออกแบบให้มีทั้งโซนบริการเร่งด่วนสำหรับคนทำงาน และห้องรับรองพิเศษสำหรับครอบครัวหรือผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

‘Dental Wellness Community’ คอมมูนิตี้ของคนที่อยากเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น
โจทย์ต่อมาคือ ทำอย่างไรให้ ‘คลินิกทันตกรรม’ เป็นพื้นที่ดูแลสุขภาพช่องปากและกายใจสำหรับทุกคน
แบรนด์มองเห็นความเชื่อมโยงที่เหมือนกันของกลุ่มลูกค้าที่สนใจเรื่อง Wellness คือ ความต้องการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุกด้าน จึงทลายกรอบ ‘คลินิกทันตกรรม’ สู่การเป็นพื้นที่ของการดูแลตัวเองในทุกมิติ ด้วยการสร้าง
‘Dental Wellness Community’ ที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคลาสโยคะในสวน Sound Healing หรือกิจกรรม Wellness รูปแบบอื่นๆ ที่จะตามมา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดกับคลินิกมากขึ้น
“เราเชื่อว่าเมื่อคนรู้สึกผ่อนคลายและใกล้ชิดกัน ความกังวลในการมาคลินิกก็จะค่อยๆ หายไป”

หลอมรวมทันตกรรมให้กลายเป็นงานศิลปะ
เพราะ ‘ทันตกรรม’ ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในโลกการแพทย์ แต่สามารถเชื่อมต่อกับศิลปะ ความงาม ความยั่งยืน และไลฟ์สไตล์ เพื่อทำให้การดูแลช่องปากเป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าถึงได้มากขึ้น Resmile จึงขับเคลื่อนแนวคิดนี้ผ่านกลยุทธ์ Cross-Industry Collaboration จับมือกับศิลปินและองค์กรต่างๆ เพื่อพาทันตกรรมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น
หนึ่งในความร่วมมือที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือการทำงานร่วมกับศิลปินไทยอย่าง Gongkan และ Nutdao เพื่อออกแบบเคสจัดฟันใสและดิสเพลย์หน้าสาขา

พีรพล บอกว่า ความร่วมมือนี้ไม่เพียงสะท้อนว่าศิลปะกับทันตกรรมเป็นเรื่องเดียวกันได้ ทำให้การดูแลฟันดูเป็นมิตรและใกล้ตัวมากขึ้น แต่ยังช่วยโปรโมตนักวาดภาพประกอบไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
นอกจากศิลปะและไลฟ์สไตล์ Resmile ยังขยายบทบาทสู่ความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่น N15 Technology ที่นำพลาสติกเหลือใช้จากเคสจัดฟัน นำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน เพื่อให้ทุกการรักษามีส่วนช่วยดูแลโลกใบนี้ด้วย รวมไปถึงการสนับสนุนองค์กร Operation Smile โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากบริการจะนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อช่วยเหลือการผ่าตัดเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้ลูกค้าของ Resmile ได้มีส่วนร่วมในการช่วยให้เด็กกลับมายิ้มได้

เปลี่ยน Medical Object ให้เป็น Beauty Object
เมื่อวางบทบาทแบรนด์เป็นผู้ดูแลสุขภาพช่องปากแบบครบวงจรในทุกช่วงเวลาของชีวิต นำไปสู่การพัฒนา Dental Product Line-up เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์จากคลินิกสู่การดูแลตัวเองที่บ้าน ทำให้การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นกิจวัตรที่ทำได้ทุกวัน
โจทย์คือเปลี่ยนอุปกรณ์ทันตกรรมให้ดูเหมือนไอเท็มความงาม ผลิตภัณฑ์ของ Resmile จึงถูกออกแบบให้สวยงาม ทันสมัย พกพาง่าย และกลมกลืนกับไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างความรู้สึกเชิงบวก และทำให้ผู้ใช้รู้สึกภูมิใจในการดูแลตัวเอง

โดยยังคงผสมผสาน Functional Benefit เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาช่องปาก เช่น แผ่นแปะฟอกฟันขาวหรือเม็ดฟู่ทำความสะอาด เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าการดูแลฟันไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่เป็นกิจวัตรที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
“แผนระยะยาว เราตั้งใจขยายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกมิติของช่องปาก ตั้งแต่ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ไปจนถึงไอเท็มความงามที่เชื่อมโยงสุขภาพช่องปาก เพื่อให้เราดูแลสุขภาพช่องปากแบบครบวงจร ไม่ว่าจะอยู่ที่คลินิกหรือที่บ้าน”

กุญแจสำคัญคือ ‘ความสม่ำเสมอ’
การดูแลฟันที่ได้ผลที่สุดคือการดูแลอย่างสม่ำเสมอ Resmile จึงมุ่งสร้างพฤติกรรมระยะยาวผ่านระบบ Dental Subscription และโปรแกรม Membership เพื่อทำให้การดูแลฟันกลายเป็นกิจวัตรที่เกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยเข้าคลินิก
ระบบ Subscription ของ Resmile ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่คือเครื่องมือในการสร้าง Health Behavior Change ด้วยระบบตัดบัตรอัตโนมัติ ทำเพื่ออำนวยความสะดวกให้การดูแลฟันกลายเป็นเรื่องง่าย
“ผลลัพธ์คือสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านการรักษาที่ลดลงในระยะยาว”
“เราอยากให้คนจดจำ Resmile ในฐานะผู้นำเปลี่ยนแปลงวงการทันตกรรมที่ผลักดันให้การดูแลสุขภาพช่องปากและการมาคลินิกทันตกรรมเป็นเรื่องเดียวกับการดูแลสุขภาพ” พีรพล กล่าวทิ้งท้าย
อ้างอิง
#TheStandardLife #resmile #dentalwellness

