กลางกรุงโรม เมืองแห่งอารยธรรมและประวัติศาสตร์ รถยนต์คลาสสิกอิตาเลียนกว่า 70 คันจากทั่วโลก รวมตัวกันเพื่อแสดงความงาม งานฝีมือ และวิถีชีวิตแบบ La Dolce Vita ที่ทำให้อิตาลีมีวัฒนธรรมยานยนต์ทรงอิทธิพล
นี่คือ “Anantara Concorso Roma” งานคอนคอร์โซครั้งปฐมฤกษ์ที่ Anantara Hotels & Resorts และ UBS จัดขึ้นในกรุงโรม ระหว่างวันที่ 16-19 เมษายนที่ผ่านมา โดยมี Anantara Palazzo Naiadi Rome Hotel เป็นศูนย์กลาง พร้อมใช้สถานที่สำคัญอย่าง Villa Borghese, Casina Valadier และ Piazza Bucarest เป็นฉากหลังให้รถคลาสสิก งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์อิตาเลียน

Anantara Concorso Roma มากกว่างานรถ คือประสบการณ์ La Dolce Vita
สำหรับคนรักรถ Anantara Concorso Roma คือการรวมตัวของ Ferrari, Lamborghini, Maserati, Alfa Romeo, Lancia และ Fiat ในสภาพที่หาชมได้ยาก แต่สำหรับคนที่สนใจการเดินทางและวัฒนธรรม นี่คือภาพของกรุงโรมในอีกมิติ เมืองที่นำประวัติศาสตร์ งานฝีมือ อาหาร และเสน่ห์ของสถานที่ มาสร้างประสบการณ์ร่วมสมัยที่ชวนให้ผู้คนอยากเดินทางไปสัมผัส

กรุงโรม เมืองนิรันดร์ที่กลายเป็นเวทีของ La Dolce Vita
เสน่ห์ของ Anantara Concorso Roma เริ่มต้นจากการเลือก “กรุงโรม” เป็นฉากหลัก เพราะในอิตาลี รถคลาสสิกไม่เคยเป็นเพียงวัตถุสะสม แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับศิลปะ แฟชั่น สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตมาอย่างยาวนาน การพารถยนต์อิตาเลียนกลับมารวมตัวกันใน Eternal City จึงไม่ต่างจากการพางานออกแบบจากหลายยุคสมัยกลับมาสนทนากับต้นกำเนิดของตัวเองอีกครั้ง
งานนี้มี Anantara Palazzo Naiadi Rome Hotel เป็นจุดเริ่มต้น ก่อนที่ไฮไลต์ในวันเสาร์ที่ 18 เมษายน จะพารถทุกคันไปจัดแสดง ณ Casina Valadier และ Piazza Bucarest ภายใน Villa Borghese รถคลาสสิกเหล่านี้จึงไม่ได้ถูกวางไว้ในฮอลล์ปิดแบบงานยานยนต์ทั่วไป แต่ปรากฏอยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์จริงของกรุงโรม มีทั้งประวัติศาสตร์ ความงาม แสงแดด และจังหวะชีวิตของเมืองเป็นองค์ประกอบร่วม

งาน Anantara Concorso Roma เป็นประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่างานรวมรถคลาสสิก โดยจัดแสดง Ferrari, Lamborghini, Maserati และแบรนด์ดังอื่นๆ ให้เข้ากับการเดินทางและสถาปัตยกรรมของกรุงโรม ภายใต้แนวคิด La Dolce Vita delle Automobili งานนี้จึงไม่เพียงเป็นการประกวดรถคลาสสิกครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี แต่ยังเป็นการคืนวัฒนธรรมยานยนต์อิตาเลียนสู่ชีวิตเมือง และทำให้กรุงโรมเป็นส่วนสำคัญของงาน ไม่ใช่แค่ฉากหลัง
บรรยากาศงานต่อเนื่องด้วยมื้อกลางวันพร้อมแชมเปญ และค่ำคืนที่ Palazzo Brancaccio ที่รวมอาหาร ความบันเทิง และบทสนทนาไว้ในประสบการณ์เดียวกัน รถคลาสสิกจึงเป็นสื่อกลางพาผู้คนเข้าสู่โลกอิตาลี ที่ความงามไม่ได้มีแค่บนตัวรถ แต่อยู่ในแสงเมือง รสอาหาร เสียงสนทนา และจังหวะชีวิตแบบโรมัน
70 รถคลาสสิกอิตาเลียน เมื่อยนตรกรรมกลายเป็นภาษาทางวัฒนธรรม
จุดเด่นของงานปีแรกคือการเปลี่ยน “รถคลาสสิก” ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอิตาเลียนอย่างแท้จริง ผ่านรถยนต์กว่า 70 คัน และการประกวด 16 คลาส ตั้งแต่รถ Zagato ก่อนสงครามจนถึงไฮเปอร์คาร์ แบรนด์ดัง เช่น Ferrari, Lamborghini, Maserati, Alfa Romeo, Lancia, Fiat และ Pagani สะท้อนภาพ La Dolce Vita delle Automobili โดยเน้นการมองรถเหล่านี้ในฐานะงานออกแบบที่แสดงถึงรสนิยม เทคโนโลยี และจิตวิญญาณของแต่ละยุค



รถคลาสสิกถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอิตาลี เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรม แฟชั่น และอาหาร รถอิตาเลียนโดดเด่นด้วยสมรรถนะ เส้นสายที่เปี่ยมอารมณ์ งานฝีมือ และการผสมผสานศิลปะกับการใช้งาน การเดินชมรถที่ Villa Borghese จึงเหมือนการชมแกลเลอรีกลางแจ้งที่จัดแสดงยานยนต์ซึ่งมีประวัติศาสตร์ เคยโลดแล่นบนถนนและการแข่งขันจริง
Maserati V4 Sport Zagato รถที่กลับบ้านพร้อมเรื่องเล่าเกือบหนึ่งศตวรรษ
ในงานที่เต็มไปด้วยรถอิตาเลียนระดับตำนาน Maserati V4 Sport Zagato ปี 1932 คือคันที่ได้รับรางวัลสูงสุด Best of Show หรือ La migliore automobile del Concorso ไม่ใช่แค่เพราะความงามหรือความหายาก แต่เพราะรถคันนี้มีประวัติศาสตร์เข้มข้นพอ ๆ กับเมืองที่มันเดินทางกลับมาเยือนอีกครั้ง

รถคันนี้เคยมีเจ้าของคนแรกเป็นแพทย์ผู้มั่งคั่งในกรุงโรม ก่อนจะหวนคืนสู่เมืองแห่งนี้อีกครั้งในรอบ 94 ปี ตัวรถถูกผลิตขึ้นเพียง 2 คันทั่วโลก โดยคันที่คว้ารางวัลในงานนี้คือคันที่สอง ต่อมาได้รับการออกแบบตัวถังใหม่โดย Zagato ในปี 1934 เป็นโรดสเตอร์สีเขียวทูโทนอันเป็นเอกลักษณ์
ความพิเศษอยู่ที่เครื่องยนต์ V16 ซึ่งเกิดจากการนำเครื่องยนต์ Tipo 26 ขนาด 2,000 ซีซี จำนวน 2 เครื่องมาวางต่อกัน จนกลายเป็นงานวิศวกรรมเชิงทดลองของอิตาลีในทศวรรษ 1930 และเคยพา Maserati V4 ทำสถิติความเร็วโลกในปี 1929 ด้วยความเร็ว 246 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หลังจากนั้น รถคันนี้ถูกขายให้ Erik Verkade ชาวเนเธอร์แลนด์ ก่อนจะถูกถอดแยกชิ้นส่วนหลังการรุกรานของเยอรมนี โดยเครื่องยนต์ V16 ถูกซ่อนไว้ในห้องนอนนานถึง 5 ปี ต่อมารถถูกส่งต่อให้นักสะสมในสหราชอาณาจักร และได้รับการบูรณะอย่างพิถีพิถันจนกลับมาสง่างามอีกครั้ง
ชัยชนะของ Maserati V4 Sport Zagato ในกรุงโรมจึงไม่ใช่แค่ชัยชนะของรถที่สวยที่สุดในงาน แต่เป็นชัยชนะของเรื่องเล่า งานฝีมือ และความทรงจำที่ยังเดินทางต่อได้ แม้เวลาจะผ่านไปเกือบหนึ่งศตวรรษ

Anantara กับบทบาทของโรงแรมหรูในฐานะผู้สร้างประสบการณ์
Anantara Concorso Roma สะท้อนบทบาทของโรงแรมหรูในวันที่ “การเข้าพัก” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ที่กว้างกว่าเดิม เพราะ Anantara Palazzo Naiadi Rome Hotel ไม่ได้เป็นแค่สถานที่ต้อนรับแขกหรือจุดนัดพบของเจ้าของรถ แต่กลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมกรุงโรม รถคลาสสิก อาหาร การเดินทาง และบทสนทนาเข้าด้วยกัน ก่อนต่อยอดประสบการณ์ทั้งหมดออกไปสู่พื้นที่สำคัญอย่าง Villa Borghese, Casina Valadier และ Palazzo Brancaccio

ความร่วมมือกับ UBS, Richard Mille, Lockton Wattana และพันธมิตรลักชัวรีอื่นๆ ทำให้งานนี้เป็นมากกว่าอีเวนต์รถยนต์ แต่เป็นการรวมโลกยานยนต์ งานฝีมือ การลงทุน การเดินทาง และไลฟ์สไตล์ระดับสูงไว้ในประสบการณ์เดียวกัน วิลเลียม ไฮเน็ค ผู้ก่อตั้ง Minor International บริษัทแม่ของ Anantara และนักสะสมรถคลาสสิก เห็นว่างานครั้งแรกนี้ประสบความสำเร็จเกินคาด ทั้งจากคอลเล็กชันรถอิตาเลียน ฉากหลังของกรุงโรม และการนำ ‘La Dolce Vita’ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง



