‘ดอยมณีพฤกษ์’ สำหรับนักท่องเที่ยวอาจไม่โด่งดังและน่าไปเยือนเท่ากับดอยอื่นๆ ในจังหวัดน่าน แต่ในหมู่คนรักกาแฟ ดอยมณีพฤกษ์คือแหล่งปลูกกาแฟสเปเชียลตี้ชื่อดังที่คว้ารางวัลชนะเลิศมาแล้วในหลายเวทีการประกวด โดยเฉพาะสายพันธุ์ Geisha ที่ได้รับความนิยมมาก จนราคาขายพุ่งไปถึงกิโลกรัมละ 8,000-10,000 บาท
4 HOURS LIFE with คราวนี้ เราเอาใจสาวกกาแฟ พาคุณบุกไร่กาแฟบนดอยมณีพฤกษ์ จังหวัดน่าน ดูเบื้องหลังการปลูก การ Process กาแฟ ของ ชาติชาย แซ่ท้าว หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของ Ching’s Family Farm ชาวม้งที่ตัดสินใจเลิกปลูกขิง ทำไร่เลื่อนลอย แล้วหันมาปลูกกาแฟอย่างจริงจัง จนกลายเป็นกาแฟคั่วคุณภาพและคว้ารางวัลมาได้เกือบทุกปี
บทความที่เกี่ยวข้อง:
กว่าจะเป็น Ching’s Family Farm
“แต่ก่อนบ้านเราทำอาชีพปลูกขิงและกะหล่ำขายครับ” ชาติชายเล่าให้เราฟังขณะขับรถพาไปชมไร่กาแฟของ Ching’s Family Farm ซึ่งหลักๆ มีอยู่ 2 แห่ง จุดแรกเป็นสวนดั้งเดิมของพ่อฉิ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ไม่ไกล และอีกจุดเป็นส่วนของชาติชาย อยู่ลึกเข้าไปในป่า ต้องนั่งรถเข้าไปประมาณ 20 นาที บนความสูง 1,500 เมตร
“คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนที่บ้านปลูกขิง ปลูกที่เดิมก็ไม่ได้ ต้องย้ายไปเรื่อยๆ ย้ายแต่ละครั้งต้องไปไกลกว่าเดิม บุกเบิกที่ใหม่ ใช้แรงงานและทรัพยากรในการลงทุนมาก ทำไปเรื่อยๆ ชีวิตก็ล่มจมไปเรื่อยๆ เพราะถ้าขิงติดโรคก็เสียทั้งแปลง ส่วนกะหล่ำปลีเวลาปลูกต้องพ่นยาเยอะมาก เสียสุขภาพครับ”
มณีพฤกษ์เป็นดอยเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดน่าน โดยมีชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าม้งและลัวะ ก่อนจะหันมาปลูกกาแฟอย่างในปัจจุบัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ดำรงชีพด้วยการทำไร่เลื่อนลอย ปลูกขิง ปลูกกะหล่ำ เพราะได้เงินง่าย เร็ว ครอบครัวฉิ่งไม่ใช่ครอบครัวแรกที่ปลูกกาแฟบนดอยมณีพฤกษ์ แต่เป็นชาวพื้นเมืองกลุ่มแรกๆ ที่หันมาตั้งใจปลูกกาแฟอย่างจริงจัง โดยเริ่มปลูกจากรุ่นพ่อคือฉิ่ง ส่งต่อให้รุ่นลูกซึ่งก็คือชาติชาย ไร่กาแฟของที่นี่เป็นการปลูกคู่กับป่า ซึ่งต่างจากที่อื่นที่เป็นแบบไร่เชิงเดี่ยว ปลูกกาแฟเพียงอย่างเดียว ผลประโยชน์ที่ได้ นอกจากเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพแล้ว ยังสร้างระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างพื้นที่ป่าไปในตัว
“แต่ก่อนตรงนี้โล่งเลยนะ” พ่อฉิ่งเล่าให้ฟังพลางชี้นิ้วให้เราดู “พ่อเอากาแฟมาปลูก ตอนแรกก็ปลูกแต่กาแฟ แต่ต้นมันโทรมเร็ว ก็เลยสังเกตดูว่าต้นที่สภาพดีๆ ทำไมอยู่ใต้ร่มไม้หมดเลย ก็เลยปลูกไม้ยืนต้นเพิ่ม เผลอแป๊บเดียว ไร่โล่งๆ ก็กลายเป็นป่า เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขาก็ชอบ เพราะเหมือนเราปลูกป่าเพิ่มให้เขา”
Ching’s Family Farm ปลูกกาแฟหลักๆ อยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ Java, Typica, Catimor และ Geisha แต่หลังๆ เน้นไปที่ Java และ Geisha เพราะปลูกได้ราคา และมีความต้องการในตลาดสูง
“ถ้าพูดถึงรางวัล ต้องเริ่มจาก Catimor ปี 2019 เป็นปีแรกที่เราส่งเข้าประกวด ก็ได้ Rank 1 มาในปีนั้น หลังจากนั้นก็ส่ง Geisha ไปแข่งขันเวทีของ TCE ปีแรกที่จัดขึ้น ปีนั้นส่งในนามของคุณพ่อ ก็คว้าที่ 1 หมวด Natural Process มาครอง ได้ถ้วยพระราชทาน ส่วนผมในปีเดียวกันก็ส่ง Geisha แบบ Honey Process เวทีกาแฟพิเศษไทย ซึ่งผู้ประมูลไปก็คือ BIG BLACK BOX”
จากความรักสู่มืออาชีพ
“ตั้งแต่จำความได้ พ่อฉิ่งพาผมไปปลูกกาแฟตั้งแต่เด็ก พอโตมารู้ตัวว่าชอบกาแฟ ก็เลยตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย แล้วหันมาปลูกกาแฟเต็มตัว”
หลังจากพาเราไปดูต้นกาแฟในป่าทั้งสองแห่ง สอนเราชิมผลกาแฟแต่ละสายพันธุ์ พ่อฉิ่งและชาติชายก็พาเรามาดูวิธีการ Process กาแฟประเภทต่างๆ ตั้งแต่ล้าง คัดแยกเมล็ด กะเทาะเปลือก การหมัก ตากแห้ง สีเอากะลาออก จนกลายเป็นมากรีนบีน พร้อมส่งเข้าโรงคั่ว ซึ่งแต่ละขั้นตอน ทั้งคู่บอกว่าทำเองทั้งหมด
“เครื่องสีผลกาแฟนี้ได้มาจาก BIG BLACK BOX นะ” ชาติชายกล่าวพร้อมหัวเราะ “พอผมตั้งใจแล้วว่าจะเอาดีด้านกาแฟ ผมรู้สึกว่าเราต้องไปไกลมากกว่านี้ ผมรู้จัก BIG BLACK BOX ในการประมูลกาแฟล็อตนั้น เขาชอบการ Process กาแฟของผม เราเลยมาคุยกัน ผมมีพื้นที่ มีกาแฟ ส่วนทาง BIG BLACK BOX มีทุน มีความรู้ เรามาร่วมมือกันไหม เพื่อพัฒนากาแฟให้ส่งออกได้”
การสนับสนุนของ BIG BLACK BOX ไม่เพียงช่วยครอบครัวฉิ่งเรื่องทุนและเครื่องมือให้ได้มาตรฐานขึ้น แต่ยังสนับสนุนองค์ความรู้ที่ BIG BLACK BOX Academy โรงเรียนกาแฟในเครือ BIG BLACK BOX ที่ได้รับมาตรฐานจาก CQI (Coffee Quality Institute) ในฐานะ Q Venue Professional ที่นี่สอนความรู้ด้านกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำจากผู้เชี่ยวชาญ และยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างคนในวงการและผู้ที่สนใจด้วย
“คลาสที่ผมเรียนก็คือ Q Processing Level 2 Professional เราทำกาแฟมานานแล้ว ความรู้มันเริ่มไปไหนไม่ค่อยได้แล้ว พอ BIG BLACK BOX ติดต่อมาถามว่าอยากเรียนไหม ผมรู้สึกน่าสนใจก็เลยตอบตกลง
“คลาสนี้เรียนตั้งแต่การเก็บลูกกาแฟจากต้น การคัดเกรดเพื่อให้ได้กาแฟคุณภาพ อันที่ดีเอาไปทำอะไร อันที่ตกเกรดเอาไปทำอะไร ใช้อุปกรณ์ตัวไหนในการสีเพื่อให้เมล็ดกาแฟเสียหายน้อยที่สุด ฯลฯ แม้สิ่งที่เรียนจะดูเป็นสิ่งเดิม แต่ข้อมูลเจาะลึก ทำให้ผมรู้ว่าระหว่างทางเราผิดพลาดตรงไหนบ้าง เป็นระบบมากขึ้น ช่วยให้เราได้กาแฟคุณภาพใกล้เคียงกันหรือดีกว่าในปีถัดไป”
กาแฟ ป่า และชีวิต
รถ 4WD คันเดิมที่พาเราเข้าป่าไปดูไร่กาแฟตั้งแต่เช้าตรู่ พาเรามาจบทริปวันนี้ ณ โรงคั่วของ Ching’s Family Farm พระอาทิตย์เริ่มคล้อย แสงแดดเริ่มจางอ่อน มวลอากาศเย็นเข้มข้นขึ้น มาพร้อมกับกลิ่นหอมของกาแฟลอยมาจางๆ ตามอากาศ ชวนให้น่าตั้งโต๊ะเปิดสภากาแฟดื่มชิลๆ กันสักยก
ชาติชายยกโต๊ะ เก้าอี้สนาม พร้อมอุปกรณ์ชงกาแฟมาตั้งเรียบร้อย เขาเลือก Geisha Honey Process มาให้เราลิ้มลอง เมื่อมีกาแฟ บทสนทนาระหว่างดื่มย่อมตามมา เราคุยกันเรื่อยเปื่อยถึงรสชาติกาแฟของเขาไปจนถึงคุณภาพของกาแฟไทย ซึ่งชาติชายบอกว่า ตอนนี้สู้ต่างชาติได้แน่นอน ดูได้จากคะแนนการประกวดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีบวกปริมาณที่มากขึ้นด้วย อย่างไร่ของฉิ่งฟาร์มก็มีหลายประเทศเข้ามาติดต่อ
“ก่อนปลูกกาแฟ ครอบครัวเรารายได้ไม่ค่อยจะมีเลยครับ ผมตัดสินใจไม่เรียนต่ออุดมศึกษา เพราะดูรายได้ของครอบครัวแล้วคิดว่าเขาไม่สามารถส่งเราเรียนได้ ก็เลยคิดว่ากาแฟนี่แหละที่ทำได้ พอผมออกมาทำกาแฟแบบเต็มตัว รายได้ต่อปีก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันคงที่ ทุกวันนี้มีต่างชาติเข้ามาติดต่อ Ching’s Family Farm ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ล่าสุดมีสเปนมาติดต่อ”
ก่อนอาทิตย์ลาลับฟ้า บทสนทนาของเราเปลี่ยนเป็นเรื่องกาแฟกับป่า ชาติชายบอกว่า การปลูกกาแฟคู่กับป่า แม้ผลกาแฟจะเล็กกว่าเชิงเดี่ยว แต่ผลที่ได้มากกว่าแค่เมล็ดกาแฟ
“มันคือป่าครับ แต่ก่อนเราปลูกแต่กาแฟ ได้ผลดีจริง แต่เก็บผลได้ 3 ปี ต้นก็เริ่มแย่แล้ว แต่พอปลูกคู่กับป่า นอกจากเราจะเก็บเมล็ดได้นานขึ้น ต้นไม้ก็ขึ้นเยอะแยะเลย สัตว์น้อยใหญ่ก็เริ่มเข้ามา มีนก มีหนู มีอีเห็น เกิดเป็นป่า เป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ ร่มรื่นขึ้น น่าอยู่ขึ้น”
และนี่คือ 4 HOURS LIFE with Ching’s Family Farm ที่ทั้งสนุก ได้ความรู้ บทสนทนาดีๆ และความรื่นรมย์