“20 ฤดูกาลของการเป็นนักขับเอฟวัน” ข้อความเริ่มต้นแบบนี้ ก่อนจะบอกต่อว่า
“มันเริ่มต้นด้วยความฝัน”
นี่คือข้อความส่วนหนึ่ง ของโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่ เซอร์ ลูอิส แฮมิลตัน โพสต์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาครับที่บอกเล่าถึงเรื่องราวการเดินทางในฐานะนักขับเอฟวันที่หน้าฉากแล้วหลายคนอาจจะจดจำในฐานะนักขับประสบการณ์สูงที่สุดคนหนึ่งและเป็นหนึ่งในสุดยอดนักขับตลอดกาลของเอฟวัน กับตำแหน่งแชมป์โลก 7 สมัย
แต่ในเบื้องหลังแล้ว 20 ปีที่ผ่านมามันเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่มีแต่เรื่องที่ดี เพราะมันย่อมมีเรื่องที่ร้ายปนอยู่ด้วยเสมอ
อ่านข้อความนี้แล้วเลยทำให้คิดถึงวันเก่าๆ ขึ้นมา
ในวันเวลาที่โลกเอฟวันต้องเจอกับปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เมื่อนักขับดาวรุ่งชาวอังกฤษที่ลงแข่งขันในฐานะ “รุกกี้” (Rookie) กลายเป็นหนึ่งในคู่แข่งแย่งตำแหน่งแชมป์โลกทันทีในฤดูกาลแรกของเขา
กับเรื่องราวในปี 2007
ปีเดียวกับที่สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัว iPhone และเราได้รู้จักกับนักขับมหัศจรรย์ที่ชื่อ ลูอิส แฮมิลตัน

ในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2007 หนังสือพิมพ์ The Guardian ตั้งคำถามที่น่าสนใจให้กับตำนานนักขับผู้ยิ่งใหญ่อย่าง นิกิ เลาดา และเอ็ดดี จอร์แดน ว่า “ลูอิส แฮมิลตัน จะคว้าแชมป์โลกได้ในฤดูกาลแรกของเขาเลยหรือไม่?”
ทั้งๆ ที่ฤดูกาลเพิ่งจะเริ่มต้นได้เพียงไม่ถึง 3 เดือนเท่านั้นเอง
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ามันเริ่มมีสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจที่ตำนานอย่างเลาดาและจอร์แดนมองเห็น
หรือพูดอีกทีหลายคนอาจมองเห็นมันได้ตั้งแต่โค้งแรกของการเปิดสนามที่อัลเบิร์ต พาร์ค ในเมืองเมลเบิร์น ออสเตรเลียเลยทีเดียว
ก่อนหน้าที่ฤดูกาลจะเริ่มต้นขึ้นนั้น ไม่มีใครคาดคิดอะไรกับการเซ็นสัญญาเข้าทีม McLaren-Mercedes ของนักขับหนุ่มชาวอังกฤษ ที่เกิดและโตในเมืองสตีฟเนจ มากไปกว่าเป็นการนักขับดาวรุ่งฝีมือดีที่น่าจับตามองคนหนึ่ง
แฮมิลตัน ทำผลงานได้ดีในระดับ F2 ต่อด้วยในรายการ GP2 ซึ่งทำให้ทีมตัดสินใจที่จะเซ็นสัญญาเขาเข้าร่วมทีมในฐานะนักขับมือ 2 เพื่อแทนที่ของ ฮวน มอนโตยา ที่หันไปขับรถแข่ง Nascar และคิมิ ไรโคเนน ที่ย้ายไป Ferrari
โดยมีเฟร์นานโด อลอนโซ แชมป์โลก 2 สมัยเป็นนักขับมือ 1 ของทีมที่ย้ายมาจาก Renault
แต่ข่าวคราวของเขา ซึ่งความเป็นจริงแล้วคือนักขับผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ของรถแข่งฟอร์มูลาวัน และยังคงเป็นคนเดียวจนถึงทุกวันนี้ไม่ได้รับความสนใจมากนักในช่วงเวลานั้น เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ มิชาเอล ชูมัคเกอร์ แชมป์โลก 7 สมัยผู้ยิ่งใหญ่ประกาศอำลาวงการพอดี

จนกระทั่งในการแข่งที่อัลเบิร์ต พาร์ค ที่แฮมิลตัน ก็แสดงให้เห็นถึงแววของอัจฉริยะให้ทุกคนได้เห็นตั้งแต่โค้งแรก
ที่สนามแห่งนี้โค้งแรกนั้นถือว่าเป็น ‘กับดัก’ สำหรับนักขับทุกคน เพราะภายหลังจากการปิดพักฤดูกาลมายาวนานหลายเดือน การเปิดฤดูกาลที่สนามแห่งนี้ทำให้ทุกคนและทุกทีมเร่าร้อนเป็นพิเศษ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ทันระวังโค้งหักศอก 90 องศา
เซียนจำนวนไม่น้อยเสียท่ามาแล้วที่โค้งนี้
แต่สำหรับแฮมิลตัน เด็กหนุ่มจากเมืองสตีเวนเนจ โค้งแค่นี้ไม่ได้คณามือเขาเท่าไรนักเมื่อเทียบกับการโชว์การเข้าโค้งด้วยความเร็วในระดับ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่สนามซิลเวอร์สโตน ในการแข่งระดับ GP2 (หรือ F2 ในปัจจุบัน) จนสามารถแซงคู่แข่ง 3 คันได้ในคราวเดียว
ความแตกต่างที่มากกว่าคือครั้งนี้เขาซึ่งควอลิฟายมาในฐานะอันดับ 4 ขอสู้กับ คิมี ไรโคเนน, อลอนโซ และเฟลิเป มาสซา ในระดับไม่ยอมลดราวาศอกให้ทั้งๆที่ตัวเองเป็นแค่น้องใหม่ที่ลงแข่งขันหนแรก ซึ่งความผิดพลาดแค่เล็กน้อยอาจจะทำให้เขาต้องออกจากการแข่งขันได้เลยทีเดียว
จากโค้งแรก แฮมิลตัน จบการแข่งด้วยการขึ้นโพเดียมได้ทันทีเมื่อเข้าอันดับที่ 3 ต่อจาก ไรโคเนน และอลอนโซ ที่ผ่านธงตราหมากรุกก่อนหน้า
นี่คือพายุลูกใหม่จากอังกฤษจะพัดโหมกระหน่ำใส่วงการเอฟวันอย่างรุนแรงหลังจากนั้น ด้วยการขับขี่ในระดับอัจฉริยะที่มาพร้อมกับหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่งและความนิ่งที่เกินตัวเกินวัยไปมาก
มากจนทำให้เลาดาตอบคำถามว่ามีโอกาสที่แฮมิลตันจะเป็นแชมป์โลกในฤดูกาลแรกได้ไหม? ว่า “มันอาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่มันเป็นไปได้ ผมมองเห็นลูอิสจะคว้าแชมป์โลกได้”
ความเห็นประกอบจากเลาดา คือเขาขับได้เร็วเท่ากับนักขับเบอร์หนึ่งผู้เป็นแชมป์โลกมาแล้วอย่างอลอนโซ แค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว และมันทำให้นักขับแชมป์โลก 3 สมัยผู้ผ่านความเป็นความตายของชีวิตมาแล้วในสนามแข่งยังต้องทึ่ง เพราะไม่เคยเจอ ‘รุกกี้’ คนไหนที่จะเปิดตัวได้เร่าร้อนขนาดนี้
หลังจากนั้นไม่นานแฮมิลตัน ก็สามารถคว้าแชมป์รายการแรกในชีวิตของตัวเองได้ที่แคนาดา กรังด์ปรีซ์ ซึ่งเป็นสนามที่ 6 จาก 17 สนามได้ ก่อนจะควบทะยานต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ได้แชมป์อีกที่ยูเอส จีพี, ฮังกาเรียน จีพี และเจแปนนีส จีพี รวม 4 สนามตั้งแต่ในฤดูกาลแรกของตัวเอง
เป็นสถิติใหม่และเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว
สิ่งที่น่าเสียดายและมันตรงกับสิ่งที่ เอ็ดดี จอร์แดน ตอบคำถามเดียวกับเลาดาคือ “คำถามว่าลูอิสจะสามารถคว้าแชมป์โลกได้ไหม มันแตกต่างเล็กน้อยกับการถามว่าลูอิสจะคว้าแชมป์โลกได้ไหม”
“มุมมองของผมคือเขามีโอกาสจะทำได้ แต่ที่สุดแล้วผมไม่คิดว่าเขาจะทำได้”
จอร์แดนมองว่าถึงแฮมิลตันจะมีขีดความสามารถที่มหัศจรรย์ แต่เราไม่อาจคาดหวังให้เด็กที่เพิ่งเกิด 2 สัปดาห์จะเดินได้ทันที การโหมกระแสจากสื่อเป็นเรื่องที่ควรต้องระมัดระวัง
อีกทั้งในสายตาของจอร์แดน คนจะเป็นแชมป์โลกได้มันต้องมีความเป็นคนไม่น่ารักอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นความเห็นแก่ตัว ความเย่อหยิ่ง เพราะคนพวกนี้จะเชื่อในขีดความสามารถของตัวเองอย่างร้ายกาจ (ซึ่งมันจำเป็น) แต่เด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนสุภาพ ดูขี้อาย และน่าดึงดูด แม้ว่าเชื่อว่าในตอนอยู่หลังพวงมาลัยจะเป็นอีกคนก็ตาม
สำคัญกว่านั้นคือเขามองว่ารถแข่งของ Ferrari ดีกว่า McLaren-Mercedes เล็กน้อยในเรื่องของการทำความเร็วในเวลานั้น
เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์ในช่วงท้ายของฤดูกาล เมื่อความผิดพลาดเริ่มเกิดขึ้นกับแฮมิลตัน โชคที่ไม่เข้าข้าง การวางกลยุทธ์ที่ผิดพลาดของทีม และการที่ต้องออกจากการแข่งในรายการไชนีส กรังด์ปรีซ์ ซึ่งป็นสนามรองสุดท้ายที่ทำให้คะแนนนำ 12 แต้มของเขาหายวับก่อนสนามตัดสิน
สุดท้ายไรโคเนน นำรถ Ferrari แซงคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จด้วยคะแนนที่เฉือนแฮมิลตันเพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น

แต่ถึงสุดท้ายแล้วแฮมิลตันจะผิดหวังที่อดสร้างตำนานบทใหม่ด้วยการคว้าแชมป์โลกได้ในการแข่งฤดูกาลแรก มันก็เป็นหนึ่งในฤดูกาลที่สุดยอดที่น่าจดจำอยู่ดี
ในประวัติศาสตร์มีเพียง จุยเซปเป ‘นีโน’ ฟารีนา ที่คว้าแชมป์การแข่งได้ในฤดูกาลปฐมฤกษ์ในปี 1950 (ซึ่งส่วนนึงก็เพราะไม่เคยมีการแข่งมาก่อน) และคนก่อนหน้าที่เคยเกือบทำได้คือ ฌักส์ วิลเยอเนิฟ รุกกี้ที่เคยเป็นรองแชมป์โลกในปี 1996
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการที่แฮมิลตัน ขัดเกลาตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการกล้าที่จะงัดกับรุ่นพี่อย่างอลอนโซ ในระหว่างฤดูกาลอย่างหนักหน่วง (จนเป็นเหตุทำให้นักขับชาวสเปนขอย้ายทีม) สะท้อนให้เห็นถึงคุณสมบัติพิเศษบางอย่างที่จอร์แดนบอกว่า “แชมป์โลกมันไม่น่ารักสักเท่าไรหรอก” (และแฮมก็คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จในปีถัดมา)
เพราะลึกๆ แล้วทุกการเหยียบคันเร่งของแฮมิลตัน เขารู้ดีว่าเขาไม่ได้แบกแค่ความฝันของตัวเอง
แต่เขาแบกความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัวที่แม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อจะส่งให้เขามาถึงจุดนี้ได้ ดังนั้นหน้าที่ของเขาคือจะไม่ทำให้ครอบครัวผิดหวังอย่างเด็ดขาด
ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือสิ่งที่เรียกว่าความฝันที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
“ความฝันบางครั้งถูกเรียกว่าเรื่องตลกขบขันและไม่มีค่าสำหรับอะไร แต่ถึงอย่างนั้นความฝันนั้นไม่เคยเปลี่ยนและผมไม่เคยหยุดไล่ตามมัน”
“ความฝันมันต้องมาพร้อมกับการกระทำ และเหนืออื่นใดคือความเชื่อ ความเชื่อที่จะไม่มีวันแตกสลายไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม จะมีคนที่สงสัยในตัวคุณ คนที่พยายามขัดขวางคุณ แต่คุณต้องไม่หยุดที่จะต่อสู้”

แฮมิลตันบอกต่อในโพสต์ว่า “20 ปีมานี้มันมีทั้งจุดสูงสุดที่เหลือเชื่อและจุดตกต่ำที่เจ็บปวด มีความผิดพลาดมากยิ่งกว่าที่ผมจะนับได้ แต่ความผิดพลาดเหล่านี้เองที่ทำให้การผจญภัยนั้นยิ่งหอมหวาน คุณคือผู้ควบคุมโชคชะตาของตัวเอง สิ่งที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จอยู่ภายในตัวคุณแล้ว คุณอาจจะต้องการความช่วยเหลือระหว่างทางเหมือนที่ผมเป็น แต่ประกายไฟยังอยู่ภายในตัวเราเสมอ
“ผมรู้สึกซาบซึ้งกับบทเรียนต่างๆ ช่วงเวลาของความเงียบงัน ความโกลาหล และคนมากมายที่ช่วยผมไล่ล่าความฝัน ผมซาบซึ้งกับคนที่เคยสงสัยและคนที่พยายามจะอัดผมให้ร่วงลงไป”
“20 ปีผ่านมาผมยังอยู่ที่นี่ ยังยืนหยัด ยังหิวกะหาย และยังมุ่งมั่นกับความฝัน ไม่มีอะไรที่จะมาฉุดรั้ง”
ฤดูกาล 2026 จะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้พอดีและคงได้เห็นแล้วว่าแฮมิลตันทำผลงานเป็นอย่างไรบ้างในฤดูกาลที่หลายคนเชื่อว่าเขาจะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ภาพของเขาที่ยืนยิ้มกับรถแข่งสีขาวแดงในปี 2007 ยังเป็นภาพในความทรงจำของผู้คนมากมาย
เด็กหนุ่มมหัศจรรย์คนนั้น
กับความฝันที่ไม่มีวันหมดอายุ
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดทันในวันนั้น อนุญาตให้เอามือทาบหน้าอกได้เบาๆ ว่า “เราไม่เด็กแล้วสินะ”


