พอขึ้นตำแหน่งหัวหน้าทีม ผู้จัดการ หรือผู้บริหาร หลายครั้งที่คุณอาจพบว่าตัวเองนั่งอยู่ลำพังพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เผลอใช้อารมณ์ฉุนเฉียวใส่ลูกน้องในที่ประชุม หรือเผลอแสดงท่าทีเย็นชาใส่ทีมเพียงเพราะตัวเลขในรายงานไม่เป็นไปตามเป้า
เย็นไว้ สูดหายใจลึกๆ และบอกกับตัวเองว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเป็นหัวหน้าที่แย่” แต่ความกดดันที่แบกไว้บนบ่ามันหนักจนบางครั้งก็รับไม่ไหว
ผู้นำอารมณ์เสียง่าย ส่งผลอย่างไรต่อทีม
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมแค่หัวหน้าเดินหน้าบึ้งเข้าออฟฟิศ หรือกระแทกแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเพียงเบาๆ บรรยากาศที่เคยสดใสกลับอึมครึมลงทันตา
ในยุคดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยนักล่าอันตราย มนุษย์อยู่รอดมาได้ด้วยการอยู่รวมกันเป็นฝูงหรือเผ่าพันธุ์ เราต้องอ่านสัญญาณร่างกายจากผู้นำ หากผู้นำเผ่าแสดงอาการตื่นตระหนก หรือมีความเครียดสูง นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าภัยกำลังใกล้เข้ามา ในโลกออฟฟิศ หากผู้นำแสดงออกว่าอารมณ์ไม่ดี ทีมงานจะจะปิดโหมดการสร้างสรรค์และเปลี่ยนเข้าสู่โหมดป้องกันตัวแทน
Gallup สถาบันวิจัยและที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก รายงานว่าสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้พนักงานลาออกคือ ‘หัวหน้า’ โดยเฉพาะหัวหน้าที่เป็นต้นเหตุของความเครียดและไม่สามารถบริหารจัดการอารมณ์ของตนเองได้ ความเครียดในที่ทำงานไม่ได้เพียงแค่ทำให้คนลาออก แต่ยังนำไปสู่ภาวะลาออกทางใจ (Quiet Quitting) ซึ่งมีพนักงานทั่วโลกถึง 62% ที่อยู่ในภาวะนี้ ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกคิดเป็นมูลค่ากว่า 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
ทำไมยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น ความเครียดถึงยิ่งมาก
เช้าวันจันทร์ที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องกลยุทธ์ที่กระทบกับคนนับร้อย มีตัวเลขผลกำไรขาดทุนค้ำคอ และมีสายตาทุกคู่ในออฟฟิศจ้องมองมาที่คุณเพื่อรอคำตอบ ความกดดันที่ต้องแบกไว้ คือต้นตอที่ทำให้ระบบภายในของคุณเริ่มรวน
ตามหลักประสาทวิทยา เมื่อเราเผชิญความกดดันเรื้อรัง สมองส่วน Amygdala ซึ่งเป็นเครื่องตรวจจับภัยคุกคามจะทำงานหนักเกินไป จนเข้าข่าย ‘ยึดอำนาจ’ การตัดสินใจ ส่งผลให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่วางแผนและยับยั้งชั่งใจทำงานได้แย่ลง
ในชีวิตจริง มันคือช่วงวินาทีที่คุณเห็นอีเมลแจ้งปัญหาด่วนจากลูกทีมแล้วคุณก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันทีโดยไม่ยั้งคิด เพราะสมองของคุณไม่ได้มองว่านั่นคือ ‘ปัญหาที่ต้องแก้’ แต่มันมองว่าเป็น ‘ภัยคุกคามที่ต้องกำจัด’ ความเครียดของผู้นำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัย แต่เป็นเรื่องของชีวภาพที่สูญเสียสมดุล
เปลี่ยนตัวเองอย่างไร ไม่ให้เป็นหัวหน้า Toxic
ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ แค่ลองใช้กลยุทธ์การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
- ใช้กฎ 90 วินาที (The 90-Second Rule): เมื่อความโกรธพุ่งพล่าน ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายจะทำงานเพียง 90 วินาทีเท่านั้น หากคุณสามารถรับรู้และตั้งชื่ออารมณ์นั้นในใจ เช่น ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกกดดัน โดยไม่เติมเชื้อไฟด้วยการคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์นั้นจะสลายไปเองตามธรรมชาติ
- Micro-recovery (การฟื้นฟูระยะสั้น): อย่ารอให้ถึงวันหยุดยาว ผู้นำที่เก่งต้องรู้จักการพักสั้นๆ ระหว่างวัน เช่น การฝึกหายใจแบบ Box Breathing (เข้า 4 กลั้น 4 ออก 4 กลั้น 4) เพียง 1-2 นาที เพื่อรีเซ็ตระบบประสาทจากโหมดสู้หรือหนี ให้กลับมาสู่โหมดสงบและมีสติ
- สร้างความตระหนักรู้ขั้นสูงสุด (Radical Self-Awareness): หมั่นสังเกตสัญญาณทางกาย เช่น กรามที่ขบแน่น หรือหัวใจที่เต้นรัว ก่อนที่จะเปล่งเสียงออกไป การรู้เท่าทันกายจะช่วยให้คุณดึงอำนาจการตัดสินใจกลับมาสู่สมองส่วนหน้าได้ทันเวลา
การเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่การเป็นซูเปอร์แมนที่ไร้ความรู้สึก แต่คือการเป็นมนุษย์ที่รู้จักบริหารจัดการพลังงานของตัวเอง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนรอบข้างเติบโต
จำไว้ว่า ‘อารมณ์ของผู้นำคือสภาพอากาศขององค์กร’ และคุณมีสิทธิ์เลือกว่า วันนี้ในออฟฟิศของคุณจะมีแสงแดดที่อบอุ่น หรือจะมีแต่พายุที่เหน็บหนาว


