“นี่อาจจะเป็นโมนาโก กรังด์ปรีซ์ ที่มีสีสันมากที่สุดในรอบหลายปีเลย”
ก่อนเรซ โมนาโก กรังด์ปรีซ์ 2026 จะเริ่มขึ้น เชื่อว่าต้องมีหลายคนที่จินตนาการถึงความน่าเบื่อของเรซนี้ และคิดว่า อันโตนิโอ ‘คิมี’ อันโตเนลลี ที่คว้าตำแหน่งโพล ถ้าไม่ทำอะไรผิดพลาด ก็น่าจะคว้าชัยได้แบบที่ไม่มีอะไรมาก
ความคิดนั้นอาจจะถูกแค่ครึ่งเดียว นั่นคือ คิมี ได้แชมป์ และแน่นอนว่ามันเป็นสถิติและความมหัศจรรย์ของนักขับดาวรุ่งวัย 19 ปีคนนี้ ส่วนอีกครึ่งที่บอกว่า “ไม่มีอะไรมาก” นั้น…ผิดถนัด เพราะมันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากทีเดียว
นักแข่งชาวอิตาลีจากทีมเมอร์เซเดส สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้ชนะที่มีอายุน้อยที่สุดในรายการโมนาโก กรังด์ปรีซ์ ด้วยวัยเพียง 19 ปี โดยทำลายสถิติเดิมของ เซอร์ลูอิส แฮมิลตัน ที่เคยทำไว้ในปี 2008 ขณะอายุ 23 ปี
นอกจากนี้ นี่ยังถือเป็นชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันของเขาในฤดูกาลนี้ ทำให้เขามีคะแนนนำโด่งในตารางชิงแชมป์โลก โดยมีคะแนนนำ แฮมิลตัน อยู่ 66 คะแนน และนำเพื่อนร่วมทีมอย่าง จอร์จ รัสเซลล์ อยู่ 68 คะแนน
ในเรซนี้ อันโตเนลลีได้ตำแหน่งโพลโพซิชัน และเริ่มเรซได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะที่ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน ซึ่งออกตัวจากแถวหน้าเช่นกัน ประสบปัญหาทางเทคนิคทำให้รถดับตั้งแต่ตอนออกตัวและต้องออกจากการแข่งขันไปอย่างน่าผิดหวัง
เกือบตลอดทั้งเรซ อันโตเนลลีขับได้อย่างสมบูรณ์แบบและทิ้งห่างคู่แข่งถึง 30 วินาที จนทำให้หลายๆ คนที่เดาว่า ‘คิมีจะคว้าชัยแบบไม่มีอะไรมาก’ เกือบเดาถูก
แต่ในช่วง 18 รอบสุดท้าย ความโกลาหลที่แท้จริงเริ่มเกิดขึ้น เมื่อพื้นผิวสนามบริเวณโค้งสุดท้ายเริ่มแตกตัวและหลุดร่อน เป็นผลให้มีรถต้องออกจากการแข่งขัน 2 คันติด
เริ่มจาก แลนซ์ สโตรลล์ นักขับจากแอสตัน มาร์ติน พุ่งชนแผงกั้นจนต้องมีเซฟตีคาร์ และเมื่อเซฟตีคาร์จบลงแบบสดๆ ร้อนๆ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ นักขับเจ้าถิ่นจากเฟอร์รารี ที่ตอนนั้นรั้งกลุ่มหัวแถวในอันดับที่ 2 ก็ประสบปัญหาเบรกและพุ่งชนในจุดเดียวกัน
หลังจาก เลอแคลร์จูบกำแพงเรียบร้อย ผู้อำนวยการแข่งถึงจะตัดสินใจตีธงแดงเพื่อซ่อมแซมพื้นผิวสนามที่พังเสียหาย โดยต้องหยุดพักการแข่งขันไปนานถึง 35 นาที
หลังจากการซ่อมแซมเสร็จสิ้น การแข่งขันกลับมาเริ่มต้นใหม่โดยเริ่มต้นที่จุดสตาร์ท ซึ่งทำให้อันโตเนลลีที่เคยนำอยู่ 30 วินาที ต้องกลับมาถูกกดดันโดย เซอร์ลูอิส แฮมิลตัน นักขับจอมเก๋าจาก เฟอร์รารี ที่อยู่ในอันดับ 2
แม้อันโตเนลลีจะออกตัวได้ช้ากว่าเล็กน้อย แต่อาศัยความนิ่งและการรักษาไลน์การขับที่ดี ทำให้เขาสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้จนจบการแข่งขัน
แต่แม้รถทุกคันจะเข้าเส้นชัยไปแล้ว ยังมีเรื่องราวการแจกโทษที่ต้องทำให้แฟนๆ ต้องมารอลุ้นอันดับนักแข่งที่ตัวเองเชียร์กันหลังจากนั้น
และเรื่องโทษตรงนี้เองก็เป็นอีกหนึ่งในความวุ่นวายที่เกิดขึ้น โดยในเรซนี้มีนักขับถึง 8 รายที่โดนโทษ และมีการลงโทษมากถึง 11 ครั้ง
เซร์คิโอ เปเรซ น่าจะเป็นคนที่โดนเล่นงานจากการลงโทษหนักหน่วงที่สุด โดยนอกจากจะโดนลงโทษมากถึง 3 กระทงแล้ว ผลกระทบจากโทษยังทำให้เขาอดได้แต้มแรกให้ทีมคาดิลแลค หลังโดนปรับ 10 วิฯ เนื่องจากจอดรถผิดตำแหน่งตอนรีสตาร์ท
ขณะที่โทษยอดฮิตในเรซนี้คือโทษทำผิดกฎความเร็วในพิตเลน โดยส่วนมากเกิดจากการขับตัดเส้นสีขาวในพิตเลน เพราะในปีนี้พื้นที่พิตเลนช่วงท้ายใกล้กับบริเวณของทีม คาดิลแลค มีลักษณะเปิดกว้างขึ้นกว่าปีก่อน ๆ ทำให้นักแข่งมักจะขับตัดเส้นสีขาวที่กำหนดเพื่อหาเส้นทางที่สั้นที่สุด
คนที่เสียหายที่สุดจากการโดนโทษนี้คือ ปิแอร์ แกสลีย์ นักขับฝรั่งเศสจากทีมอัลพีน ที่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยถูกลงโทษถึง 2 ครั้ง ทำให้เขาสูญเสียตำแหน่งบนโพเดียม จากอันดับ 3 ตกไปอยู่อันดับ 7
จอร์จ รัสเซลล์ ก็เป็นอีกคนที่โดนโทษ 5 วินาทีจากการทำผิดกฎการขับรถเร็วเกินกำหนดในพิตเลน แต่เขาไม่ได้ชดใช้โทษนี้ในการเข้าพิตครั้งถัดไป จึงถูกลงโทษซ้ำด้วย Drive-through penalty ทำให้เขาจบการแข่งขันในอันดับ 12
นอกจากนี้ ลูอิส แฮมิลตัน รวมไปถึง ออสการ์ ปิอัสทรี จากทีมแมคลาเรน, ฟรังโก โคลาปินโต จากอัลพีน ก็เป็นกลุ่มนักแข่งที่ได้รับโทษปรับเวลา 5 วินาทีจากการทำผิดกฎข้อนี้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีรถถึง 7 คันแข่งขันไม่จบในเรซนี้ ซึ่งอาจะเรียกได้ว่ามากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนรถที่ลงแข่งขันเลยก็ว่าได้
นอกจาก แม็กซ์ ที่รถเสียตั้งแต่ออกสตาร์ท กับ สโตรลล์ และ เลอแคลร์ที่ไปจูบกำแพงในโค้งสุดท้ายอย่างที่เล่าไปแล้วก่อนหน้านี้ ยังมี วัลต์เทรี บอตตาส จากคาดิลแลค, ออลลี แบร์แมน จากฮาส หรือแม้แต่แชมป์เก่าอย่าง แลนโด นอร์ริส จากทีมแมคลาเรน ก็แข่งขันไม่จบเช่นกัน
ขณะที่ คาร์ลอส ไซนช์ นักขับจากทีมวิลเลียมส์ นับได้ว่าน่าสงสาร หลังมีลุ้นเก็บ ดับเบิล พอยต์ ให้กับทีมวิลเลียมส์ คู่กับอเล็กซ์ อัลบอน อังศุสิงห์ แต่จากการปะทะกับ นิโก อูล์เคนแบร์ก หลังเรซกลับมารีสตาร์ท ทำให้เขาต้องออกจากการแข่งขันเรซนี้เป็นคันสุดท้าย
เคราะห์ยังดีที่ วิลเลียมส์ยังไม่ได้จบมือเปล่าในเรซนี้ หลังอัลบอน ขับเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 8 เก็บเพิ่มได้ 4 คะแนน รวมเป็น 5 แต้ม และเมื่อรวมกับคะแนนเดิมของ ไซนซ์ ทำให้ตอนนี้ วิลเลียมส์ มีเกิน 2 หลักที่ 11 แต้มแล้ว
ขณะที่ผู้นำในตารางคะแนนประเภททีมผู้ผลิตก็แน่นอนว่ายังเป็น เมอร์ซีเดสที่นำโด่งที่ 244 แต้ม จากการแข่งขันเพียง 6 เรซ ซึ่งในทุกสนามที่ผ่านมา รถของพวกเขาจะจบอันดับ 1 เสมอ
เฟอร์รารี ตามมาห่างๆ เป็นอันดับที่ 2 ที่ 165 คะแนน โดยที่แมคลาเรน ตามมาเป็นที่ 3 ด้วยคะแนน 118 คะแนน และเรดบูลล์มี 72 คะแนนตามลำดับ
สำหรับแฟน F1 ไม่ต้องรอกันนาน เพราะเรซหน้าในศึก บาร์เซโลนา-กาตาลุนญา กรังด์ปรีซ์ จะแข่งขันในสัปดาห์หน้า 14 มิถุนายนนี้เลย
ภาพ: Mark Thompson / Getty Images
อ้างอิง:
- https://racingnews365.com/adjusted-2026-f1-monaco-grand-prix-results-after-post-race-penalty
- https://www.the-race.com/formula-1/f1-monaco-gp-speeding-penalty-frenzy-explained/
- https://www.the-race.com/formula-1/cadillac-loses-first-f1-points-finish-after-perez-penalty/
- https://www.theguardian.com/sport/live/2026/jun/07/monaco-grand-prix-formula-one-live-updates
- https://www.theguardian.com/sport/2026/jun/07/kimi-antonelli-becomes-youngest-winner-of-f1-monaco-gp-after-late-drama
- https://www.bbc.com/sport/formula1/articles/cd95d3vy34lo
- https://www.the-race.com/formula-1/george-russell-double-penalty-f1-monaco-gp-explained/
- https://www.formula1.com/en/latest/article/all-the-penalties-dished-out-at-the-2026-monaco-grand-prix.4QOQDEUjcA3Rp3pEz5iZFN


