Menu

ถอดรหัส Kim Kardashian หนึ่งในผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลสุดในยุค Disruptive ที่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไรอยู่

19.06.2018
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

10 Mins. Read
  • พอคิมเรียนมัธยมฯ เธอตัดสินใจไม่เรียนมหาวิทยาลัย และเริ่มเป็นสไตลิสต์จัดตู้เสื้อผ้าของดาราชื่อดังอย่าง เซเรนา วิลเลียมส์, ซินดี ครอว์ฟอร์ด และ ปารีส ฮิลตัน ซึ่งอะไรที่ลูกค้าอยากโละทิ้ง เธอก็จะนำไปขายต่อทางเว็บไซต์ eBay
  • ในปี 2017 คิมตั้งบริษัท KKW Beauty เป็นของตัวเองที่ผลิตเครื่องสำอางและน้ำหอม ซึ่งเธอดูแลทุกสัดส่วนเอง โดยในวันแรกที่ปล่อยเซตคอนทัวร์และไฮไลต์ออกมา คิมก็ขายได้ 300,000 ชุดภายใน 3 ชั่วโมง และมีการคาดการณ์ว่าทำเงินไป 14.4 ล้านเหรียญ!
  • สิ่งที่คิมอยู่เหนือคนอื่น คือเธอเข้าใจการใช้โซเชียลมีเดียในยุค Disruptive ที่มีคอนเทนต์ออกมากมาย แต่จะทำอย่างไรให้คอนเทนต์ของเธอแหวกมาอยู่ด้านหน้าได้ และเป็นที่พูดถึงเสมอ โดยถ้าแบรนด์อยากให้เธอลงภาพโปรโมต คิมก็คิดราคาอยู่ที่ 500,000 เหรียญหรือราว 16 ล้านบาทต่อโพสต์
  • ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาคิมได้ตัดสินใจไปประชุมกับประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวเพื่อต้องการให้เขาใช้อำนาจการอภัยโทษแก่ อลิซ มารี จอห์นสัน ที่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตโทษฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการค้าโคเคน ซึ่งพอได้มีการหารือ ทรัมป์ก็ยินยอมที่จะปล่อยตัวอลิซ

 

 

การจะจับประเด็นของตระกูลคาร์ดาเชียนมาเขียนเป็นอะไรที่เราต้องคิดแล้วคิดอีกเสมอ เพราะเข้าใจว่าข่าวของครอบครัวนี้สามารถสร้างยอดคลิก ยอดไลก์ ยอดแชร์ และคอมเมนต์มหาศาล…นอนกับใคร แต่งตัวอะไร ลิปสติกเฉดไหน ใช้การลดน้ำหนักสูตรอะไร…แต่ในหลายเรื่องที่ท่วมฟีดโซเชียลของเราในทุกๆ ชั่วโมง เรารู้สึกมันก็เป็นการรีไซเคิลข่าววนอยู่เดิมๆ และเรากำลังทรีตผู้หญิงตระกูลนี้เหมือนพลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้ และนำมาหยิบใช้ทุกครั้งเพื่อ ‘ต้องการยอด’ ยิ่งที่เศร้าคือในยุคที่หลายคนประกาศสร้างจุดยืนเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง แต่พอพูดถึงตระกูลคาร์ดาเชียน ที่พวกเธอเชิดชูเรื่องพลังของผู้หญิงตั้งแต่แรกเริ่ม หลายคนก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ไว้ก่อน ซึ่งก็ไม่ผิดถ้าใครจะคิดแบบนั้น เพราะแต่ละบุคคลมีคอนเน็กชันกับตระกูลที่แตกต่างกันออกไป

 

แต่อย่างหนึ่งที่คงเถียงยากคืออำนาจในกำมือของตระกูลนี้ โดยเฉพาะกับคิม คาร์ดาเชียน ที่ถือว่าถึงขั้น ‘ปฏิวัติ’ สังคมในรูปแบบที่เราไม่เคยคาดคิดว่าผู้หญิงที่แต่เดิมชื่อเสียงพัวพันกับเซ็กซ์เทป เรียลิตี้โชว์ และเคยถูกมองว่าเป็นเพื่อนรักของ ปารีส ฮิลตัน จะเดินทางมาถึงจุดนี้ และกำลังเป็นผู้เล่นสำคัญในวงการบิวตี้ แฟชั่น ธุรกิจ เทคโนโลยี บันเทิง และแม้แต่การเมือง

 

THE STANDARD จะขอถอดรหัสและทำให้เห็นว่าเธอคือผู้มีอิทธิพลมากที่สุดขณะนี้และเป็นตัวแทนของยุค Disruptive ว่าใครก็สามารถมีชื่อเสียงได้และเป็นที่รู้จักในช่วงข้ามคืน

 

 

ตอนที่ 1: ก่อนจะมาเป็น ‘Kim Kardashian’

คิมถือว่าโชคดีที่เธอเกิดและเติบโตในลอสแอนเจลิส ศูนย์กลางของวงการบันเทิงทุกภาคส่วน โดยคุณพ่อโรเบิร์ต คาร์ดาเชียน เป็นทนายความชื่อดังในคดีแห่งยุค 90s ของนักอเมริกันฟุตบอล โอ.เจ. ซิมป์สัน และคุณแม่ของเธอ คริส เจนเนอร์ ก็กำลังคบหากับ บรูซ เจนเนอร์ (ตอนนี้คือ เคทลิน เจนเนอร์) ที่เป็นนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกชื่อดัง ซึ่งในตอนนั้นคิมก็เรียนที่โรงเรียนเอกชน Marymount High School ที่เธอเติบโตมากับก๊วนลูกดาราและคนฮอลลีวูด เช่น นิโคล ริชชี เป็นต้น ทั้งคู่ยังเคยจัดงานวันเกิดด้วยกันที่บ้านของไมเคิล แจ็คสัน

 

พอคิมเรียนมัธยมฯ จบเธอก็ตัดสินใจไม่เรียนมหาวิทยาลัยและทำงานเลย โดยเธอเริ่มเป็นสไตลิสต์จัดตู้เสื้อผ้าของดาราชื่อดังอย่าง เซเรนา วิลเลียมส์, ซินดี ครอว์ฟอร์ด และ ปารีส ฮิลตัน ซึ่งอะไรที่ลูกค้าเธออยากโละทิ้งเธอก็จะนำไปขายต่อทางเว็บไซต์ eBay เพื่อหากำไร

 

มาในปี 2005 คิมก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะเพื่อนสนิทของ ปารีส ฮิลตัน ที่เธอเป็นสไตลิสต์ให้ด้วย โดยทั้งคู่มักจะออกไปเที่ยวช้อปปิ้ง กินข้าวและไปไนต์คลับทั่วลอสแอนเจลิส เพื่อให้เหล่าปาปารัซซีตามมาถ่ายรูป ซึ่งในตอนนั้นโซเชียลมีเดียก็เริ่มมีบทบาทและภาพของดาราก็กลายเป็น ‘สินค้า’ ขายดีเป็นอย่างมาก

 

แต่พอมาปี 2007 ชื่อเสียงของคิมก็ก้าวกระโดดหลังมีเซ็กซ์เทปออกมาที่ถ่ายกับแฟนหนุ่ม เรย์ เจ (น้องชายของนักร้อง แบรนดี้ ที่คิมเป็นสไตลิสต์ให้) ซึ่งคิมมีการฟ้องร้องค่าย Vivid Entertainment แต่ก็ตัดสินใจยุติคดีโดยได้เงินไกล่เกลี่ยมา 5 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังคงได้ค่าลิขสิทธิ์ทุกปีเพราะยังขายได้ถล่มทลาย

 

 

ตอนที่ 2: รายการเรียลิตี้โชว์ ‘Keeping Up With The Kardashians’

8 เดือนต่อมาหลังจากเซ็กซ์เทปของคิมปล่อยออกมา เธอพร้อมครอบครัวคาร์ดาเชียนและเจนเนอร์ก็ประกาศจัดทำเรียลิตี้โชว์แนว ‘Docuseries’ ชื่อ Keeping Up with the Kardashians ทางช่อง E! Entertainment ที่อยู่ภายใต้ Comcast บริษัทพ่อ โดยคุณแม่ของเธอเป็นคนไปขายคอนเซปต์รายการนี้ให้กับ ไรอัน ซีเครสต์ ที่สนใจและตัดสินใจลงทุนทำร่วมกับบริษัท Bunim/Murray Productions ที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายการเรียลิตี้โชว์ที่เก่งสุดในวงการ

 

กราฟความสำเร็จของรายการถือว่าพุ่งขึ้นเรื่อยๆ และมีการทำโปรเจกต์รายการ spin-off ต่างๆ เพื่อให้ชื่อเสียงของตระกูลยังอยู่ในกระแสตลอด เช่น Kourtney and Kim Take New York และ Kourtney and Kim Take Miami ที่ติดตามคิมและพี่สาวคอร์ทนีย์ ไปเปิดร้านมัลติแบรนด์สโตร์ที่พวกเธอเป็นเจ้าของ DASH ซึ่งเราก็ได้เห็นครอบครัวนี้ใช้คอนเซปต์ Synergy เชื่อมต่อธุรกิจของตัวเองอย่างเฉลี่ยวฉลาดกับรายการทีวีที่เป็นแพลตฟอร์มที่มี Exposure เป็นอย่างมาก

 

เมื่อปี 2017 ทางตระกูลคาร์ดาเชียนก็เพิ่งเซ็นสัญญาใหม่กับช่อง E! จนถึงปี 2020 สำหรับรายการ Keeping Up With The Kardashians พร้อมเงินค่าตอบแทนที่บางสื่อบอกว่าสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเราเชื่อว่าครอบครัวนี้จะไม่ปล่อยให้รายการนี้จบลงง่ายๆ เพราะถ้ารายการทีวีจบลง ข่าวสารของครอบครัวนี้ก็จะฮวบลงทันที เพราะทุกวันนี้สื่อก็ยังคงนำประเด็นต่างๆ ในแต่ละตอนมาเขียน แถมครอบครัวสามารถใช้เป็นช่องทางโปรโมตโปรเจกต์ต่างๆ ของพวกเขา ซึ่งก็ถือว่า ‘วินวิน’

 

 

ตอนที่ 3: วงการแฟชั่น

วงการแฟชั่นมีความสำคัญต่อสายอาชีพของคิมเป็นอย่างมาก แต่ก็มาพร้อมขวากหนามมากมาย อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ คิมเคยเป็นสไตลิสต์มาก่อน และเคยเปิดร้านมัลติแบรนด์สโตร์ DASH สี่สาขาทั่วอเมริกา ที่เพิ่งปิดตัวลงไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาหลังเปิดกิจการมา 12 ปี ซึ่งจะบอกว่าคิมคลุกคลีกับวงการแฟชั่นก็คงไม่ผิด แต่ต้องเข้าใจว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นมีหลายระดับ ตั้งแต่เสื้อผ้าไฮเปอร์มาร์เก็ตแบบที่ Tesco Lotus เสื้อผ้าห้างสรรพสินค้า เสื้อผ้า Fast Fashion อย่าง Zara และก็เสื้อผ้าลักชัวรีเป็นต้น ซึ่งคิมก็เคยก็มีไลน์เสื้อผ้ากับห้าง Sears ชื่อ Kardashian Kollection ที่ประสบความสำเร็จพอสมควร และเป็นการสร้างสรรค์สินค้าที่เข้าถึงฐานลูกค้าทั่วไปได้ดี

 

แต่ในช่วงแรก วงการแฟชั่นระดับไฮเอนด์ก็แทบหันหลังใส่คิมทั้งหมด เพราะเป็นประเพณีอยู่แล้วที่ดาราจากรายการเรียลิตี้โชว์จะถูกเมินใส่ว่าดูแพงไม่พอ และอาจทำให้ภาพลักษณ์ที่เอ็กซ์คลูซีฟของแบรนด์ลดลง แต่พอเธอมาเริ่มคบหาและแต่งงานกับ คานเย เวสต์ สามีของเธอก็เหมือนเป็นสะพานเชื่อมต่อให้วงการแฟชั่นลักชัวรีมองเห็นถึงคุณค่าเธอ โดยเฉพาะด้านมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งพอคิมได้ใส่ชุดแต่งงานของ Givenchy ดีไซน์โดย ริคคาร์โด ทิสซี และแอนนา วินทัวร์ ก็ตัดสินใจให้เธอขึ้นปก Vogue อเมริกาเดือนเมษายนปี 2014 คู่กับคานเย ที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 20% จากเดือนก่อนที่ริฮานนาขึ้นปก สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนเป็นสัญญาณไฟเขียวให้วงการแฟชั่นลักชัวรีทำงานกับคิมได้ ทำให้เราได้เห็นเธอขึ้นปกนิตยสารชั้นนำทั่วโลก ไปนั่งแถวหน้าตามแฟชั่นโชว์เช่น Balenciaga และยังขึ้นแคมเปญโฆษณาของ Balmain, Alexander Wang และ Calvin Klein

 

มากไปกว่านั้น เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาคิมก็เพิ่งได้รับรางวัล Influencer Award จากสมาคมดีไซเนอร์แห่งอเมริกา CFDA ท่ามกลางผู้ชนะรางวัลอื่นอย่าง นาโอมิ แคมป์เบลล์ และ ดอนนาเทลลา เวอร์ซาเช่ ซึ่งก็ตอกย้ำพลังของคิมในอุตสาหกรรมของแฟชั่นทุกภาคส่วน และการที่เธอสวมใส่หรือถือสินค้าของแบรนด์อะไรก็ตามแต่ ภาพที่ออกมาก็เป็น Coverage และเม็ดเงินมหาศาลที่แบรนด์จะไม่แคร์ไม่ได้ในยุคนี้ที่ยอดขายขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา

 

 

ตอนที่ 4: วงการบิวตี้

จะพูดว่าธุรกิจความงามได้กลายเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงอาณาจักรพันๆ ล้านของคิม และครอบครัวก็คงไม่ผิด ทุกกระเบียดนิ้วของความงามบนใบหน้าของคิมหรือทรงผมก็จะกลายเป็นเทรนด์บิวตี้ที่คนต้องทำตามมาหลายปี เพราะคิมเป็นเจ้าแม่เซลฟี (เธอถึงขั้นมีหนังสือรวบรวมภาพกับสำนักพิมพ์ Rizzoli ชื่อ ‘Selfie’) และอยู่หน้ากล้องตลอดเวลา ซึ่งเธอก็จะมีช่างแต่งหน้าอย่าง Mario Dedivanovic และช่างทำผม Chris Appleton มาทำให้ทุกวัน แม้จะแค่ไปรับลูกจากโรงเรียน แต่เธอต้องผ่าฝูงปาปารัซซีและมีรูปตลอดเวลา ซึ่งถ้ามีสิวเม็ดหนึ่งก็จะกลายเป็นข่าวตื่นตูมและเป็นข่าวด้านลบ

 

ในยุคแรกๆ ของ Keeping Up With The Kardashian คิมจะรับงานเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ความงามเป็นส่วนใหญ่ ที่นำชื่อของเธอไปใช้และให้เธอโปรโมต เช่น ไลน์เครื่องสำอาง Kardashian Beauty, ไลน์สเปรย์แทน Kardashian Sun Kissed ที่ทำกับ Ulta Beauty และไลน์น้ำหอมที่ทำกับบริษัท Lighthouse Beauty ซึ่งขายในร้าน Sephora เป็นต้น

 

แต่ถึงแม้คิมจะได้เงินค่าตัวสำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้เจ็ดแปดหลัก แต่ก็เป็นราคาตายตัวและเธอจะไม่ได้ยอดส่วนแบ่งของรายได้ที่ถือว่าเป็นกอบเป็นกรรม เพราะเหตุนี้ในปี 2017 คิมเลยลงทุนตั้งบริษัท KKW Beauty เป็นของตัวเองที่ผลิตเครื่องสำอางและน้ำหอม ซึ่งเธอดูแลทุกสัดส่วนเอง ตั้งแต่การสร้างผลิตภัณฑ์ มาร์เก็ตติ้ง แบรนด์ดิ่ง การจัดส่ง และการโปรโมต

 

ภายในแค่ปีเดียว KKW Beauty ก็ได้สร้างแม่แบบของการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ที่ไม่ต้องเพิ่งพาสูตรสำเร็จเดิมๆ แค่วันแรกที่ปล่อยเซตคอนทัวร์และไฮไลต์ออกมา คิมก็ขายได้ 300,000 ชุดภายใน 3 ชั่วโมง และมีการคาดการณ์ว่าทำเงินไป 14.4 ล้านเหรียญ! โดยเธอขายผ่านเว็บไซต์อย่างเดียว และไม่ต้องไปเสียเงินค่าวางสินค้าตามร้าน ส่วนด้านโปรโมตสินค้าคิมก็แค่อาศัยลงภาพตามช่องทางโซเชียลของเธอ แถมเธอก็ยังจัดส่งสินค้าให้เหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์ และเพื่อนดาราได้ลองใช้ ซึ่งทุกคนก็จะลงขอบคุณและช่วยให้ Exposure ก้าวกระโดด โดยไม่ต้องไปลงโฆษณาในนิตยสาร ทีวี หรือจัดปาร์ตี้ใหญ่โต

 

 

ตอนที่ 5: วงการเทคโนโลยี

แฟชั่นและบิวตี้ดูเหมือนเป็นสองตลาดที่เหมาะกับแบรนด์ ‘Kim Kardashian’ ในการลงทุนและต่อยอดไปได้เรื่อยๆ แต่สำหรับเทคโนโลยี แม้จะเป็นอะไรที่ดารามักจะไม่เข้าไปพัวพันเพราะไม่ได้เชี่ยวชาญ (ไม่นับโซเชียลมีเดีย) คิมกลับลองลงทุนและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก เริ่มจากเกม Kim Kardashian: Hollywood ที่ทำร่วมกับบริษัท Glu Mobile ซึ่งสามารถทำเงินได้มากกว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 6 เดือนแรกที่ปล่อยออกมา (จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่คิมได้รับส่วนแบ่งยังไม่มีการเปิดเผย) และต่อมาก็มีดาราอย่าง บริตนีย์ สเปียร์ส, เคที เพอร์รี และ นิกกี้ มินาจ ออกเกมคล้ายๆ กัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่า

 

ส่วนอีกหนึ่งโปรเจกต์ด้านเทคโนโลยีที่คิมได้ทำ คือเคสมือถือแบรนด์ ‘LuMee’ ที่กรอบจะมีแผงไฟ LED เพื่อช่วยในการถ่ายรูปเซลฟี โดยในตอนแรกคิมเป็นแค่ลูกค้าของแบรนด์ แต่ต่อมาตัดสินใจว่าอยากถือหุ้นด้วย ซึ่งเราเห็นพลังของเธออีกครั้งหลังยอดขายของเดือนมกราคมปี 2016 หลังคิมโพสต์ลงโซเชียลก็สูงกว่ายอดขายปี 2015 ทั้งปี

 

ด้านแอปพลิเคชันมือถือคิมก็ไม่น้อยหน้า โดยเธอมีแอปฯ แบบจ่ายเงินชื่อ ‘Kim Kardashian West’ ที่ทำร่วมกับบริษัท Whalerock Industries ซึ่งเธอก็จะมีการฟีดคอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟตลอดเวลาเกี่ยวกับชีวิต ไลฟสไตล์ ทิปส์ต่างๆ และมีการลิงก์กับสินค้าต่างๆ ของเธอ ให้คนได้ไปช้อปต่อ ซึ่งทาง Whalerock Industries ก็ยังทำอีกแอปฯ ‘Kimoji’ ออกมาด้วย ที่มีอีโมจิรูปต่างๆ ของหน้าคิมที่ก็ฮิตตามเคย และคิมได้เอาเหล่า Kimoji มาทำสินค้าต่างๆ ทั้ง ห่วงยาง สติกเกอร์ และเคสมือถือที่ทำร่วมกับ LuMee

 

 

ตอนที่ 6: โซเชียลเน็ตเวิร์ก

ถ้าคิมไม่มีอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือสแนปแชต เราเชื่อว่าชื่อเสียงของเธอจะไม่มาถึงในจุดนี้ เพราะแพลตฟอร์มออนไลน์เปรียบเสมือนเวทีระดับโลกที่คิมทำให้คนรู้จักเธอได้อย่างฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินเหมือนการดูรายการ Keeping Up With The Kardashian ทางช่องเคเบิล E! ที่กลายเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของความดังของเธอทุกวันนี้

 

สิ่งที่คิมอยู่เหนือกว่าคนอื่น คือเธอเข้าใจการใช้โซเชียลมีเดียในยุค Disruptive ที่มีคอนเทนต์ออกมากมาย แต่จะทำอย่างไรให้คอนเทนต์ของเธอแหวกมาอยู่ด้านหน้าได้แล้วเป็นที่พูดถึงเสมอ อย่างแรกคือคอนเทนต์แบบ ‘Shock Value’ หรือ ‘Break The Internet’ ที่เรียกร้องความสนใจ ซึ่งเธอจะโชว์สรีระสุดวาบหวิวของเธอ ไม่ว่าจะเป็นแค่ภาพเซลฟีหน้ากระจกห้องน้ำ ภาพโปรโมตน้ำหอมตัวใหม่ ‘Body’ ที่เธอเปลือยกายหมด ทรงผมใหม่ หรือชุดที่เผยส่วนของร่างกายที่บางคนถึงขั้นกดรีพอร์ต ซึ่งแน่นอนทุกครั้งที่ภาพเหล่านี้ออกมาก็จะปั่นกระแสที่ชื่อของคิมจะเป็นที่พูดถึงทั้งในโซเชียลเองหรือในสื่อช่องทางอื่นๆ แถมมีการรีโพสต์ต่ออย่างไม่หยุด แต่ก็โชคดีที่ในยุคสมัยนี้คนเริ่มชิน และคิมถูกมองว่าเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่มั่นใจ เฉลิมฉลองเรือนร่างผู้หญิง และเป็นการโปรโมตหุ่นที่ไม่ต้องผอมแห้ง

 

แต่ท่ามกลางคอนเทนต์เรต x ,y, z ของเธอ คิมก็จะผสมผสานรูปของลูกๆ ทั้งสามคน สามี และครอบครัวที่จะสร้างความอบอุ่น ทำให้คนร้อง ‘Awww’ และสะท้อนคิมในบทบาทคุณแม่ ภรรยา พี่สาว น้องสาว และคุณน้าที่เป็นเหมือนเสาหลักครอบครัว เช่นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่ คานเย เวสต์ สภาพจิตใจย่ำแย่และแปรปรวน คิมก็ออกมาปกป้องตลอดเวลา

 

ต่อไป อีกรูปแบบหนึ่งที่คิมใช้กับโซเชียลเน็ตเวิร์กก็คือ การคอนเน็กต์กับแฟนคลับตัวเอง และทำให้ดูเข้าถึงง่าย เช่นทำโพลในทวิตเตอร์ให้เลือกสีขวดน้ำหอม หรือเธอก็จะไปไลก์ และฟอลโลว์เพจแฟนคลับที่มีท่วมทุกแพลตฟอร์มติดตามทุกฝีก้าวของเธอ

 

ปิดท้ายด้วยคอนเทนต์เชิงความเวอร์วังที่คิมก็จะโพสต์ของที่เหล่าดีไซเนอร์ส่งให้เธอและลูกๆ เช่น อเล็กซานเดอร์ แวง ส่งกระเป๋าให้ลูกสาวคนโตของเธอ นอร์ธ เวสต์ ฟรี หรือภาพตอนไปเที่ยวรีสอร์ตคืนหลักแสน ซึ่งคอนเทนต์แบบนี้ก็เป็นการเพิ่มมูลค่าให้เธอ และเป็นการสร้างเหมือนฝันให้คนอยากมีตาม แม้จะดูฟุ่มเฟือย แต่ก็เพราะเหตุนี้เมื่อปี 2016 คิมก็โดนกลุ่มผู้ร้ายมาปล้นเพชรมูลค่ากว่า 350 ล้านบาท ซึ่งต้นตอก็คือผู้ร้ายได้ติดตามการเคลื่อนไหวของเธอที่ลงโซเชียลอยู่ตลอดเวลา

 

 

 

ตอนที่ 7: การเมือง

แม้เสรีภาพทางความคิดและคำพูดต่อเรื่องการเมืองเป็นสิ่งที่มนุษย์เราทุกคนควรมี แต่สำหรับดาราและเซเลบแล้ว สิ่งนี้เป็นอะไรที่บอบบางและเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ เพราะไม่รู้คนจะตอบโต้อย่างไรต่อทัศนคติและสิ่งที่พูดออกไป ซึ่งสำหรับครอบครัวคาร์ดาเชียนและคิมเอง พวกเธอก็หลีกเลี่ยงมาเสมอ

 

แต่เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาคิมได้ตัดสินใจไปประชุมกับประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว เพื่อต้องการให้เขาใช้อำนาจอภัยโทษแก่ อลิซ มารี จอห์นสัน ที่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่ปี 1996 โทษฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการค้าโคเคนที่เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี พอคิมได้ยินเรื่องราวของอลิซ เธอก็รู้สึกว่าไม่แฟร์ต่อนักโทษที่ทำผิดครั้งแรก และไม่ได้มีการไปฆ่าหรือใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น คิมเลยติดต่อไปยัง อิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวของทรัมป์ และให้เธอช่วยจัดประชุมกับประธานาธิบดี พร้อมกับ จาเร็ด คุชเนอร์ สามีของอิวานกา และที่ปรึกษาระดับสูงของทรัมป์ ซึ่งคิมก็รอกว่าหกเดือนกว่าประชุมจะเกิดขึ้น และสุดท้ายพอได้หารือกัน ทรัมป์ ก็ยินยอมที่จะปล่อยตัวอลิซในที่สุด

 

จากเหตุการณ์นี้หลายคนก็ต่างออกมาชื่นชมคิมอย่างท่วมท้น และยกย่องเธอว่าได้ใช้แพลตฟอร์มและชื่อเสียงของเธอในการส่องสปอตไลต์ต่อปัญหากฎหมายของประเทศอเมริกาที่ไม่ได้ถูกพูดถึงมากนัก โดยคิมก็ได้ออกมาสัมภาษณ์ว่าสิ่งที่เธอทำไม่ได้มีเจตนาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองใดๆ และเธอเองก็ไม่ได้สนับสนุนทรัมป์ตามสามีของเธอ แต่เธอแค่มองว่าคนเราต้องแยกแยะเรื่องความคิดด้านการเมืองและปัญหาของสังคมให้ออก และโฟกัสในสิ่งที่ควรแก้ไข

 

ถามว่าเรื่องนี้จะช่วยชื่อเสียงของคิมด้านบวกไหม ก็แน่นอน แต่เราไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งที่คิมคำนวณมาเพื่อผลประโยชน์ตัวเองอย่างเดียว และเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ของเธอ เพราะเธอก็ต้องเสี่ยงในระดับหนึ่งที่จะมายุ่งเรื่องนี้ ซึ่งต่อไปเธอเองก็คงต้องแบกภาระในการเป็นเหมือนผู้นำในประเด็นนี้ และช่วยเหลือคนที่ประสบปัญหาเหมือนอลิซ

 

 

ตอนที่ 8: ธุรกิจและรายได้

มีการคาดการณ์ว่าทุกวันนี้คิมมีมูลค่าทางทรัพย์สินอยู่ที่ 175 ล้านเหรียญหรือราว 5,730 ล้านบาท โดยรายได้ของเธอมาจากหลากหลายช่องทาง และตลาดที่เธอได้ลงทุน ความน่าสนใจคือในช่วงแรกคิมจะนิยมการไปเป็นเซเลบออกงาน เช่น ปาร์ตี้ที่ลาสเวกัส ที่เธอจะมีค่าตัวต่อครั้งสูงถึง 500,000 เหรียญหรือราว 16 ล้านบาท ที่ต้องมาพร้อมเครื่องบินส่วนตัว ที่พัก ค่าหน้าผม และบอดี้การ์ด แต่หลังจากเหตุการณ์โจรกรรมที่ปารีสในปี 2016 และคิมอยากปรับภาพลักษณ์เป็นนักธุรกิจสาว ช่วงสองปีที่ผ่านมาเธอก็เลี่ยงรับงานรูปแบบนี้ แต่ใครที่คิดเสียดายแทนเธอก็ไม่ต้องห่วง เพราะด้วยอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้คิมก็ทำเงิน 500,000 เหรียญเหมือนกันจากการโพสต์หนึ่งรูปบนโซเชียล เพื่อโปรโมตสินค้าที่แบรนด์จ้างเธอ เช่นบริษัท ‘Flat Tummy’ ที่ผลิตชา โปรตีนเชก และลูกอมช่วยลดน้ำหนัก โดยเธอจะโพสต์ผ่านอินสตาแกรมที่มีคนตาม 112 ล้านคน และบางสินค้าก็สามารถซื้อต่อเป็นแพ็กให้ลงบนเพจเฟซบุ๊กของเธอที่มีคนตาม 30 ล้านคนและทวิตเตอร์ที่มี 60.2 ล้านคนด้วย

 

 

ตอนที่ 9: บทสรุป

การกล่าวหาว่าคิมไม่มีความสามารถเลยเป็นสิ่งที่เรามองว่าไม่ถูกต้องเลยทีเดียว เพราะในแต่ละโปรเจกต์ที่เธอทำ และก้าวที่เธอเดินในฐานะตัวแทนแบรนด์ ‘Kim Kardashian’ ล้วนแล้วแต่อาศัยการวางเกมและเข้าใจสังคมว่ากำลับขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน ซึ่งเธอมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากในยุค ‘Disruption’ ที่ทำอะไรแบบเดิมๆ ไม่ได้ เราเชื่อว่าอีกสองปีข้างหน้าพอกลับมาอ่านบทความนี้ คิมอาจประกอบอาชีพหรือทำโปรเจกต์ในตลาดที่เราไม่คาดคิดมาก่อน เพราะเธอมักวิ่งนำคนอื่นอยู่เสมอ

 

เราต้องยกย่องให้ผู้หญิงคนนี้ที่เธอพูดมาตั้งแต่เด็กว่าอยากดัง อยากเป็นที่รู้จัก และอยากเป็น ‘Someone’ ซึ่งพอเธอคว้ามันมาได้เธอก็ได้ใช้มันในทางที่สังคมเราไม่เคยเห็นมาก่อน และทำให้เห็นว่าไม่ใช่แค่นักการเมือง ผู้นำประเทศ ศิลปิน หรือนักแสดงอย่างเดียวถึงจะกลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

 

 

อ้างอิง:

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US