ซีอีโอ KBank หวั่นใจเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ชี้ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไม่ตก เหตุมีหนี้ครัวเรือน ภาครัฐ และธุรกิจกว่า 250% ของ GDP แต่เศรษฐกิจกลับโตต่ำ ไม่ห่วงหากรัฐบาลกู้เพิ่ม แต่แนะว่า รัฐบาลควรเอาเงินและทรัพยากรไปใช้ในภาคส่วนที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ
วันนี้ (21 เมษายน) ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) กล่าวว่า แม้ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ธนาคารกสิกรไทยมีกำไร 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.35% เนื่องจากช่วงก่อนสงคราม หรือช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสแรกผลประกอบการออกมาค่อนข้างดี “แต่ก็แอบหวั่นใจว่า เหลืออีก 9 เดือนจะเป็นจะอย่างไร” เนื่องจากตามการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวในกรอบ 0.8% – 1.2% เท่านั้น โดยขึ้นอยู่ที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางด้วยว่าจะยืดเยื้อหรือลากยาวแค่ไหน
ขัตติยายังกล่าวในงาน MONEY 20/20 ในหัวข้อ ‘Technology, Trust, and the Future of Banking in Asia’ ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ภาคเอกชนคิดเป็นกว่า 250% ของ GDP ซึ่งถือว่า เป็นระดับที่สูงมาก แต่เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตต่ำกว่า 3% มาหลายปีติดต่อกัน
“ด้วยปัจจัยสองประการนี้ หมายความว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข ไม่เพียงแต่ปัญหาเชิงโครงสร้างในแง่ของหนี้และเศรษฐกิจเท่านั้น ยังมีเรื่องการฉ้อโกง การหลอกลวง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและอื่นๆ อีกมากมาย” ขัตติยากล่าว
ท่ามกลางกระแสข่าวว่ารัฐบาลไทยเล็งกู้เงินเพิ่มเพื่อรับมือกับสงครามในตะวันออกกลาง ขัตติยายังกล่าวต่อว่า ‘ไม่ห่วง’ เนื่องจากเชื่อว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ‘มีวินัยมาก’
พร้อมแนะว่า โจทย์ของรัฐบาลต่อจากนี้คือ ต้องเอาเงินและทรัพยากรไปใช้ในภาคส่วนที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ เช่นเดียวกับภาคธนาคาร ที่มีหน้าที่ให้สินเชื่อก็ต้องให้ในภาคส่วนที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้เช่นเดียวกัน พร้อมแนะให้รัฐบาลเร่งหาตลาดใหม่ๆ (Diversify) ควบคู่กัน
“การช่วยเหลือลูกค้าที่ปัญหาก็ยังคงทำประมาณหนึ่ง แต่ยังควรต้องไปสนับสนุนภาคส่วนที่จะพาประเทศโตไปได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ภาคส่วนที่สอดคล้องกับโครงการ Reinvent Thailand เช่น การแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness และยานยนต์ (Automotive)” ขัตติยากล่าว
กางแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง
ขัตติยาเปิดเผยอีกว่า ธนาคารกสิกรไทยได้เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางโดยการประเมินผลกระทบของลูกค้าเป็นรายกรณี ทางธนาคารได้ทำการคัดแยกข้อมูลกลุ่มลูกค้าที่มีการทำธุรกิจหรือการค้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคตะวันออกกลางออกมาตรวจสอบโดยเฉพาะ จากนั้นได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปพูดคุยและสอบถามลูกค้ากลุ่มนี้โดยตรง เพื่อติดตามดูว่าการดำเนินธุรกิจติดขัดปัญหาใดๆ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนสินเชื่อของธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นถือว่ามีจำนวนน้อยมาก
นอกจากนี้ ขัตติยายังย้ำว่า เพื่อดูแลต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ที่หลายฝ่ายเป็นกังวลนั้น ธนาคารกสิกรไทยก็มีแนวทาง ‘ระมัดระวัง’ มาตั้งแต่ปี 2565 เนื่องจากในช่วงปี 2565 ธนาคารกสิกรไทยเคยตั้งสำรองไว้สูงมาก ซึ่งธนาคารจะไม่กลับไปทำเช่นนั้นอีกแล้ว เนื่องจาก ปัจจุบัน กสิกรไทยปรับกลยุทธวิธีการปล่อยสินเชื่อ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าเดิมที่ธนาคารรู้จักและมีข้อมูลอยู่แล้ว และหันมาเน้นการปล่อยสินเชื่อแบบมีหลักประกันแทน
โดยการตั้งสำรองจะอยู่ในกรอบ 9,800 ถึงไม่เกิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นสภาวะปกติ เนื่องจากคุณภาพหนี้ของลูกค้าโดยรวมในปัจจุบันมีความแข็งแกร่ง ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) ของธนาคารกสิกร อยู่ที่ระดับ 3.19% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.95%
ขัตติยากล่าวต่อว่า ปัจจุบันสัญญาณ NPL ที่ไหลเข้าใหม่ปรับตัวลดลง แต่ธนาคารยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีการคัดแยกกลุ่มลูกค้าที่ทำการค้าเกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางออกมาประเมินความเสี่ยง และส่งทีมเข้าไปสอบถามเพื่อเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า
นอกจากนี้ โดยในรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ธนาคารกสิกรยังย้ำว่า จะเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ทุกฝ่าย
พร้อมการตั้งสำรองอย่างรัดกุม โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีนโยบายตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวัง โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้ตั้งสำรองไว้ที่ 9,823 ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคตที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ
รวมถึงยกระดับกลยุทธ์ ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’ โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน และพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมถึงบริการให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อช่วยประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงไปได้
“ธนาคารมีการเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างเต็มที่” ธนาคารกสิกรไทยระบุ

