วันนี้ (23 เมษายน) เวลา 15.55 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการหารือกับ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ว่า เป็นการหารือเรื่องการสร้างความเข้าใจกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา โดยขอให้ช่วยสั่งการในนามของตนได้เลยในสิ่งที่ต้องดำเนินการในพื้นที่
ส่วนตนจะทำหน้าที่ประสานกระทรวงศึกษาธิการและฝ่ายปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจโดยใช้ความละมุนละม่อม ใช้ไมตรีจิตและมิตรภาพในการดำเนินการ ไม่ใช่การใช้กฎระเบียบหรืออำนาจตามกฎหมายเข้าไปตรวจสอบหรือพูดคุย เพราะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่ต้องใช้ความเป็นพี่น้องและภราดรภาพในการเข้าถึง ซึ่งวันมูหะมัดนอร์เห็นด้วยทุกประการ
นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงคดียิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยรับทราบร่วมกันว่ามีการจับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้ว และจะมีการสอบสวนขยายผลเพื่อดำเนินการไปให้ถึงผู้บงการให้มากที่สุด
ส่วนประเด็นที่ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าจะมีการตัดตอนหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน และไม่สามารถตัดตอนได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า วันมูหะมัดนอร์ได้ให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้ให้คำแนะนำจำนวนมาก โดยยืนยันว่าตนยังมีสุขภาพแข็งแรง หากมีการลงพื้นที่ก็พร้อมร่วมคณะไปด้วย รวมถึงหากมีการเดินทางไปเยือนหรือหารือกับประเทศมุสลิม ก็พร้อมร่วมคณะเพื่อช่วยทำงาน เนื่องจากมีเครือข่ายจำนวนมาก
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อได้รับฟังแล้วรู้สึกชื่นใจ เพราะเกรงใจในเรื่องสุขภาพและการเดินทางของวันมูหะมัดนอร์ แต่ได้รับการยืนยันว่าไม่มีปัญหา และมีความตั้งใจที่จะลงพื้นที่ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ภารกิจต่าง ๆ สำเร็จได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อถามว่า นอกจากภารกิจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว จะมีการมอบหมายงานด้านอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการได้มารับตำแหน่งที่ปรึกษาแล้ว
ส่วนกรณีที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เข้าพบนายกรัฐมนตรี ได้มีการให้กำลังใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แม่ทัพภาคที่ 4 รองเสนาธิการทหาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน และไม่มีความเห็นขัดแย้ง ทุกอย่างทำเพื่อความมั่นคงของประเทศ
เมื่อถามว่า เหตุใดจึงแต่งตั้ง ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า คณะเจรจาชุดก่อนพ้นวาระไปตามรัฐบาลก่อน จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง และต้องพิจารณาจากช่วงเวลา ซึ่งเป็นช่วงที่ฐนัตถ์มีเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
ตนได้ทำงานร่วมกันมาเกือบครึ่งปี เห็นว่าเป็นผู้มีความรอบรู้ มีศักยภาพ และมีข้อมูลเชิงลึก จึงเห็นว่าเหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าคณะเจรจาในสมัยที่สองของตน
ส่วนจะมั่นใจหรือไม่ว่าคณะเจรจาชุดใหม่จะสามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องมั่นใจ เพราะนโยบายมาจากรัฐบาล และจะถูกนำไปใช้ในการเจรจาต่อไป
วันนอร์ขอบคุณนายกฯ-ตร. จับ 5 คน จี้หาตัวบงการ-ผู้จ้าง
ก่อนหน้านั้นเวลา 14.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติตั้ง ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการข่าวกองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ รวมถึง พลเอก สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
วันมูหะมัดนอร์ เปิดเผยก่อนเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า วันนี้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อรายงานตัวกับนายกรัฐมนตรี หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ส่วนจะให้รับผิดชอบเรื่องใดบ้างนั้น ต้องรอหลังจากการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี
อีกเรื่องจะเข้าขอบคุณนายกรัฐมนตรี กรณีลงพื้นที่เร่งรัดติดตามคดีคนร้ายลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งล่าสุดสามารถจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ครบทั้ง 5 คนแล้ว โดยหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องสอบสวนต่อไป เพื่อสาวไปให้ถึงผู้บงการและผู้จ้างวาน เนื่องจาก กมลศักดิ์ ไม่ได้รู้จักกับผู้ก่อเหตุแม้แต่คนเดียว จึงเชื่อว่าต้องมีบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง
ทั้งนี้ ในฐานะประชาชน ขอขอบคุณและชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกฝ่าย ตั้งแต่ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ตำรวจภูธรภาค 9 ไปจนถึง พล.ต.อ.สำราญ รนวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ถือว่าพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ทั้งชิ้นส่วนรถที่ถูกชำแหละ อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ รวมถึงพยานแวดล้อมต่าง ๆ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้สามารถระบุสาเหตุของการก่อเหตุว่าเกี่ยวข้องกับการจ้างวานหรือไม่ วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสอบสวนต่อไป แต่เชื่อว่าไม่ยากแล้ว เนื่องจากมีหลักฐานครบถ้วน พร้อมชื่นชมการทำงานของตำรวจว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้ คือการหาผู้จ้างวานและผู้บงการ รวมถึงมูลเหตุและแรงจูงใจของการก่อเหตุครั้งนี้ หากไม่สามารถหาตัวผู้บงการได้ ก็จะเป็นภาระของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ต้องชี้แจงต่อสังคมว่า เหตุใดจึงมีการนำรถของ กอ.รมน. ไปใช้ก่อเหตุ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
“การจะสร้างความเชื่อมั่นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความมั่นคง หรือ กอ.รมน. กระทำการที่ไม่ถูกต้อง ต้องมีผู้จ้างวานและผู้ร่วมกระทำผิด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลภายใน มิฉะนั้นรถของ กอ.รมน. จะไม่สามารถนำออกไปใช้ได้ หากสามารถคลี่คลายทั้งหมดและจับผู้บงการได้ เรื่องก็จะจบลง ประชาชนก็จะมีความเชื่อมั่น”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะสงบหรือไม่ ภายหลัง พล.ท.นรธิป โพนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เข้าเยี่ยมคารวะจุฬาราชมนตรี วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นคนละประเด็นกัน กรณีจับผู้ต้องหาลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนกรณีแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สำหรับกรณีแม่ทัพภาคที่ 4 นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเข้าไปดำเนินการ หากพบข้อเท็จจริงก็ให้แก้ไข เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในพื้นที่ รวมถึงประเพณีและวัฒนธรรม หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว จึงจำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าคดีลอบยิง สส. จะมีการตัดตอน วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาโดยตลอด แม้ในช่วงแรกอาจยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มาก เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ครบ
แต่ขณะนี้มีทั้งผู้ก่อเหตุและพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้ดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า ไม่ว่าใครกระทำความผิด ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือได้รับการยกเว้นได้
วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ในฐานะรัฐบาลที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกับทุกคนและทุกหน่วยงาน และรู้สึกยินดีที่เห็นความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการเรื่องนี้ รวมถึงประเด็นอื่นๆ ด้วย โดยขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมาย
เมื่อถามว่า มติสภาความมั่นคงแห่งชาติในวันนี้ ได้มีการพูดถึงความร่วมมือกับมาเลเซีย เพื่อโน้มน้าวให้เข้ามาร่วมพัฒนาในพื้นที่ และมองว่าจะเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ วันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า มาเลเซียเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดี และมีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่า จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ได้ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ จึงต้องดำเนินการอย่างจริงจัง


