วันนี้ (2 กันยายน) ที่รัฐสภา จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประชุมหารือกับ เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) และคณะ กรณีพิจารณาเลื่อนบังคับใช้การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
จุลพันธ์กล่าวว่า กองทุนนี้เป็นเงินของลูกจ้างที่เราต้องการสร้างความมั่นคง หลังหยุดการทำงานหรือการเกษียณ ต้องการสร้างความปลอดภัยให้ลูกจ้างมีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของสภามา 20 ปีแล้ว และเลื่อนการบังคับใช้มาโดยตลอด วันนี้เป็นเพียงกระบวนการที่สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยอยากให้เลื่อนต่อไปด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งตนจะร่วมรับฟังความคิดเห็นแต่โดยพื้นฐานขณะนี้ เหตุของการเลื่อนคงเป็นไปได้ลำบาก และอยากขับเคลื่อนให้กองทุนนี้เกิดขึ้นมาจริงๆ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับลูกจ้างทุกคน
จุลพันธ์กล่าวอีกว่า เม็ดเงินที่จะสะสมเข้าไปในกองทุนนี้ มาจากนายจ้างและลูกจ้าง เพียงแค่ 0.25% ซึ่งค่อนข้างน้อยไม่ได้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และเม็ดเงินนี้ไม่มีใครสามารถเอาไปใช้ได้แม้กระทั่งภาครัฐที่จะเอาไปลงทุนหรือใช้ในกิจกรรมอื่น เพราะเงินนี้จะเก็บภายใต้ชื่อของลูกจ้างทั้งหมด สะสมมาเท่าไหร่จะเก็บไปเท่านั้นตามเงินที่ใส่ไป เมื่อหยุดการทำงานหรือเกษียณสามารถเรียกเงินคืนได้เต็มจำนวน บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่เกิดจากการฝาก อย่างไรก็ตามได้มีการพูดคุยกันหลายครั้งว่าได้มีการกำหนดขอบเขตในการเก็บไม่ให้เกินจำนวนเท่าไหร่ สำหรับลูกจ้างที่มีเงินเดือนสูง ซึ่งเรื่องนี้ก็จะนำมาพิจารณาหารือ โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็มีข้อพิจารณาในเรื่องนี้อยู่ พร้อมย้ำว่ากลไกนี้เป็นกลไกสำคัญและเป็นหลักประกันให้คนไทยทุกคน แต่จะรับฟังเหตุและผลของฝ่ายนายจ้างด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน จุลพันธ์ยังกล่าวถึงข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงาน ที่ออกมาเรียกร้องให้ชะลอมติและทบทวนการใช้สูตร CARE ว่า เรื่องนี้มีการหารืออย่างต่อเนื่องส่วนจะมีการชะลอหรือไม่นั้น ขอยืนยันว่าไม่มีกลไกใดที่จะไม่มีผลกระทบใดๆเลย แต่เมื่อเราเดินหน้าแล้ว และเชื่อมั่นว่าเป็นประโยชน์ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของสูตร CARE คือความเป็นธรรม
จุลพันธ์กล่าวอีกว่า ยิ่งเติมเงินไปในกองทุนประกันสังคมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ผลประโยชน์กลับมามากเท่านั้น ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีคนใส่เงินเข้ามา ในระบบประกันสังคมแล้วเมื่อเกษียณอายุ ไม่ได้รับเม็ดเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะได้ เราจึงมีการแก้จุดบอดตรงนี้ เพราะวันนี้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน การจ้างงานขยับเคลื่อนย้ายตลอดเวลา และมีความเสี่ยงที่ผู้ส่งเงินสมทบผู้ประกันตนจะได้รับเม็ดเงินชราภาพที่น้อยลง แต่สูตรใหม่ทุกบาทที่ใส่เข้าไป ไม่มีทางที่ทำให้เม็ดเงินชราภาพสุดท้ายของท่านลดน้อยกว่าเก่า
ทั้งนี้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อเป็นหลักประกันและช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน หรือเมื่อประสบความเดือดร้อนกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้าง หรือสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย มีอัตราสะสม 0.25% ของค่าจ้าง เป็นเงินออมระยะสั้นเพื่อรองรับการออกจากงาน ต่างจากประกันสังคมที่ต้องสมทบ 5% ของค่าจ้าง (ฐานสูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท) ที่คุ้มครอง เจ็บป่วย, คลอดบุตร, ทุพพลภาพ, ตาย, สงเคราะห์บุตร, ว่างงาน และชราภาพ (บำเหน็จ/บำนาญ)


