แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้ว แต่ภาคธุรกิจญี่ปุ่นกลับมองว่า ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอาจไม่ได้จบลงพร้อมกับความขัดแย้ง และอาจไม่มีวันกลับไปสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนเกิดวิกฤตอีกต่อไป
นักวิเคราะห์และภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นประเมินว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘New Normal’ ของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งหมายถึงการดำเนินธุรกิจท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ตลอดจนการกระจายแหล่งจัดหาสินค้าเพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงการส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคมากขึ้น
ย้อนไปที่ผ่านมาญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและแนฟทาจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ขณะที่ช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของหลายๆประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้ แนฟทาเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่ใช้ผลิตสินค้าในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ตั้งแต่พลาสติก, ฟิล์มห่ออาหาร, หมึกพิมพ์, ตัวทำละลาย, ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร เมื่อราคาวัตถุดิบชนิดนี้ปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจึงลามไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเริ่มใช้มาตรการลดต้นทุนอย่างจริงจัง ทั้งการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์สีขาว-ดำแทนการพิมพ์สีเต็มรูปแบบ ลดขนาดสินค้าแต่คงราคาเดิม หรือที่เรียกว่า Shrinkflation รวมถึงทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
แม้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะระบุว่า การเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาดำเนินการได้ภายใน 30 วัน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การฟื้นตัวของระบบโลจิสติกส์จะใช้เวลานานกว่านั้นมาก เพราะยังมีปัญหาที่ต้องสะสางอีกหลายด้าน ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การระบายเรือสินค้าที่ตกค้าง การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการฟื้นฟูกำลังการผลิตน้ำมัน
ยูกิ โทงาโนะ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยญี่ปุ่น ประเมินว่า แม้ในกรณีที่ดีที่สุด ช่องแคบฮอร์มุซอาจต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนจึงจะกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ และอาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน กว่าการผลิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจะฟื้นตัวเต็มที่
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเดินเรือยังคงระมัดระวังต่อสถานการณ์ โดย Mitsui OSK Lines ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเรือบรรทุกน้ำมันรายใหญ่ของโลก กล่าวว่า บริษัทจะกลับมาเดินเรือก็ต่อเมื่อได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้วเท่านั้น
ด้าน Mitsui Chemicals ยอมรับว่า แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีความกังวลว่าตะวันออกกลางอาจไม่สามารถส่งมอบวัตถุดิบได้ในปริมาณเท่าเดิมอีกต่อไป ทำให้บริษัทต้องพิจารณากระจายแหล่งจัดซื้อไปยังภูมิภาคอื่นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดียว
ตลอดช่วงเวลากว่า 100 วันที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก บริษัทญี่ปุ่นหันไปนำเข้าน้ำมันดิบและแนฟทาจากสหรัฐฯ แอลจีเรีย และเปรู แม้จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนได้ แต่ก็มาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยบางช่วง แนฟทาจากนอกตะวันออกกลางมีราคาสูงกว่าวัตถุดิบจากภูมิภาคเดิมถึง 2 เท่า
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนมายังสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันแล้ว ยกตัวอย่าง Taishi Food ผู้ผลิตอาหารจากจังหวัดอาโอโมริ ได้ลดขนาดบรรจุภัณฑ์ถั่วงอกและเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เต้าหู้เป็นแบบขาว-ดำเพื่อลดการใช้หมึกพิมพ์ โดยบริษัทแจ้งว่า มาตรการเหล่านี้มีแนวโน้มจะกลายเป็นการปรับตัวระยะยาว
ขณะที่ Seven-Eleven Japan เริ่มจำหน่ายข้าวปั้นโอนิกิริในบรรจุภัณฑ์สีขาว-ดำเป็นหลักเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการกำลังมองหาวิธีลดต้นทุนในทุกจุดของกระบวนการผลิต
มาซาฮิโระ ทานากะ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายของ Taishi Food คาดว่า อาจต้องใช้เวลาอีก 6 เดือนถึง 1 ปี กว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมเปิดเผยว่า ซัพพลายเออร์บางรายได้แจ้งปรับขึ้นราคาบรรจุภัณฑ์แล้วราว 20%
ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภคมากขึ้น ต่างจากช่วงหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ที่บริษัทญี่ปุ่นยังไม่คุ้นชินกับการปรับขึ้นราคา หลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อต่ำมาเป็นเวลานานหลายปี
อีกทั้ง ปัจจุบัน ภาคธุรกิจญี่ปุ่นมีความพร้อมในการส่งผ่านต้นทุนมากขึ้น จึงคาดว่าราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นเร็วๆนี้ โดยข้อมูลจาก Teikoku Databank พบว่า มีสินค้าอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 1,000 รายการปรับขึ้นราคาในเดือนมิถุนายน และจะมีมากกว่า 2,000 รายการที่ปรับขึ้นราคาในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม
ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เคยถูกออกแบบให้เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ กำลังถูกปรับโครงสร้างใหม่โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การสร้างความยืดหยุ่นผ่านการกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มสต็อก และการลดการพึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง ล้วนมีต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นราคาที่ต้องจ่าย
“สิ่งที่เรากำลังมุ่งหน้าไปไม่ใช่การกลับสู่ภาวะปกติก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่เป็นการเข้าสู่ความปกติรูปแบบใหม่ ที่ต้นทุนสูงขึ้นกลายเป็นเรื่องถาวร” โทงาโนะ ย้ำ
ภาพ:QQMinh88/shutterstock
อ้างอิง:

