ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ญี่ปุ่น ถูกยกให้เป็นหนึ่งในชาติที่น่าจับตามอง ว่าจะเป็นหนึ่งใน “ม้ามืด” ที่น่ากลัวที่สุดในศึกฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนทีมแข่งขันเป็น 48 ทีม แต่หลังจากเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา (เช้ามืดวันที่ 15 มิถุนายน) ญี่ปุ่นได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาอาจจะไม่ใช่แค่ม้ามืด
ท่ามกลางอากาศร้อนระอุของพื้นที่เมืองอาร์ริงตัน ในมลรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามดัลลัส สเตเดียม หรือที่มีชื่อจริงว่า เอที แอนด์ ที สเดตียม ทีมชาติเนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่นเปิดฉากการแข่งขันในกลุ่ม F ด้วยเกมที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเป็นช่วงๆ ก่อนจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 โดย ไดจิ คามาดะ กลายเป็นฮีโร่ของญี่ปุ่น หลังยิงประตูตีเสมอในนาทีที่ 88 ช่วยให้ทีมเก็บแต้มสำคัญได้สำเร็จ
ทัพอัศวินสีส้ม ภายใต้การคุมทีมของ โรนัลด์ คูมัน คุมเกมและครองบอลได้เหนือกว่าอย่างชัดเจนถึง 60% โดยมี เฟรงกี เดอ ยอง เล่นได้อย่างโดดเด่นในการคุมจังหวะของเกมแดนกลาง
ทางฝั่งทัพซามูไร ญี่ปุ่น ซึ่งคุมทีมโดย ฮาจิเมะ โมริยาสุ ผู้ซึ่งตั้งเป้าหมายไปไกลถึงตำแหน่งแชมป์โลก มาในแผนระบบกองหลัง 3 คน
แม้จะเน้นตั้งรับในช่วงแรกและตกเป็นรอง แต่ก็มีโอกาสตอบโต้และเกือบได้ประตูในช่วงท้ายครึ่งแรกจากการยิงหลุดกรอบของ เคโตะ นากามูระ และ อายาเสะ อุเอดะ ที่ยิงเข้าข้างตาข่าย
โดยภาพรวมในครึ่งแรกทั้งสองทีมเล่นกันด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากกลุ่ม F ถือเป็นกลุ่มที่ยากซึ่งมีทีมแกร่งอย่างตูนิเซียและสวีเดนร่วมสายอยู่ด้วย
รูปเกมเริ่มเปิดกว้างและมีจังหวะลุ้นประตูมากขึ้นในครึ่งหลัง เริ่มจากนาทีที่ 50 เนเธอร์แลนด์ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะโหม่งของ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่บอลชนเสาด้านในและค่อยๆ กลิ้งข้ามเส้นไป แม้ฝั่งญี่ปุ่นจะประท้วงว่ามีการผลักเกิดขึ้นแต่ก็ไม่เป็นผล
ญี่ปุ่นเร่งเครื่องบุกทางฝั่งซ้ายและตามตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จในนาทีที่ 57 จากจังหวะยิงของ เคโตะ นากามูระ ที่บอลไปแฉลบ ยาน พอล ฟาน เฮคเก้ เข้าประตูไป
เนเธอร์แลนด์กลับมาขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 ในนาทีที่ 64 เมื่อ ครีเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ รับบอลจาก ไรอัน กราเวนเบิร์ช ก่อนจะพาบอลตัดเข้าในแล้วปั่นด้วยซ้ายเสียบมุมเสาไกลอย่างสวยงาม
ในจังหวะที่ดูเหมือนว่าเนเธอร์แลนด์กำลังจะคว้าชัยและกุมความได้เปรียบในหนึ่งในกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดของทัวร์นาเมนต์ กีฬาเป็นสิ่งที่ชอบสร้างความประหลาดใจอยู่เสมอ
ทันทีที่ลูกยิงแฉลบจากจังหวะเตะมุมของคามาดะพุ่งเข้าประตู ในนาทีที่ 88 นักเตะสำรองทีมชาติญี่ปุ่นที่สวมเสื้อกั๊กทุกคนต่างกรูกันลงสนามเพื่อร่วมฉลองอย่างสุดเหวี่ยง และในช่วงเวลานั้น
สุดท้ายเกมนี้จะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 ซึ่งเป็นผลเสมอที่ เนเธอร์แลนด์ รู้สึกว่าพวกเขาพ่ายแพ้ และญี่ปุ่น รู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นฝ่ายชนะ
ผลเสมอในเกมนี้ ทำให้ญี่ปุ่นได้ 1 คะแนนสำคัญ เพราะในกลุ่ม F ของพวกเขา เนเธอร์แลนด์ นับเป็นตัวเต็งของกลุ่มนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
อัศวินสีส้มเป็นชาติฟุตบอลชั้นแนวหน้าของยุโรป และแนวหน้าของโลก พวกเขามี FIFA Ranking อยู่ในอันดับ 8 และเป็นชาติเดียวในกลุ่มนี้ที่มีอันดับเหนือกว่าญี่ปุ่น
การได้ 1 คะแนนจากทีมที่เหนือกว่าเช่นนี้ นอกจากจะช่วยเรื่องขวัญ-กำลังในการแข่งขันนัดต่อๆ ไปในฟุตบอลโลกครั้งนี้แล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ว่าพวกเขา มีคุณภาพระดับใกล้เคียง หรืออาจจะถึงขั้นระดับเดียวกันกับทีมระดับท็อปของยุโรปแล้ว
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีสถิติอันยอดเยี่ยมด้วยการไม่แพ้ทีมจากยุโรปติดต่อกันถึง 10 นัด และยังเป็นชาติแรก ที่ไม่ใช่ทวีปเจ้าภาพ ที่ผ่านรอบคัดเลือกเข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากนี้ นับตั้งแต่จบฟุตบอลโลกที่กาตาร์ พวกเขายังสามารถพิชิตทีมระดับท็อปอย่างอังกฤษ, เยอรมนี รวมถึงบราซิลมาได้อีกด้วย
และต้องอย่าลืมว่า ญี่ปุ่น ที่พบกับ เนเธอร์แลนด์ เมื่อคืนที่ผ่านมา พวกเขาไม่มีนักเตะตัวหลักทั้ง คาโอรุ มิโตมะ และ วาตารุ เอ็นโด ที่ต่างมีอาการบาดเจ็บจนไม่สามารถมาร่วมการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้ได้
แม้รูปเกมโดยรวม ญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายครองบอลน้อยกว่า แต่นั่นดูเหมือนเป็นเรื่องของแท็กติกเสียมากกว่า เพราะเมื่อมาดูการเข้าทำ พวกเขาเท่ากันที่ 9 ครั้ง แต่อาจจะตรงกรอบ หรือไม่ตรงกรอบต่างกันออกไป
นอกจากนี้ตลอดเกม ญี่ปุ่นยังเล่นด้วยระเบียบวินัยที่ยอดเยี่ยม ไม่มีล้ำหน้า และ ไม่มีใบเหลืองเลยแม้แต่ใบเดียวตลอดทั้งเกม 90 นาที
สิ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถต่อกรกับชาติชั้นนำในระดับฟีฟ่าได้นั้น มาจากการที่นักเตะญี่ปุ่นจำนวนมากได้รับโอกาสไปค้าแข้งใน 5 ลีกระดับท็อปของยุโรป ทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์มหาศาลจากการลงเล่นและปะทะกับนักเตะระดับโลกในทุกๆ สัปดาห์
ความก้าวหน้าเหล่านี้ต้องยกเครดิตให้กับนักเตะระดับตำนานรุ่นพี่อย่าง ชุนซุเกะ นากามูระ, ฮิเดโตชิ นากาตะ และชินจิ โอโนะ ที่เป็นผู้เบิกทางเปิดประตูสู่เวทียุโรปให้กับนักเตะญี่ปุ่นในยุคปัจจุบัน
แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญและอดีตนักฟุตบอลหลายคน เช่น คริส ซัตตัน, ราเชล คอร์ซีย์ และสเตฟ ฮูตัน ต่างชื่นชมในทักษะการเล่นและสนับสนุนให้ญี่ปุ่นเป็นทีมอันตรายที่พร้อมจะสร้างเซอร์ไพรส์ได้ทุกเมื่อ
พวกเขาเชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นจะสามารถทำผลงานทะลุความคาดหมายและไปได้ไกลกว่าอันดับที่ 18 ของโลกที่ครองอยู่ในปัจจุบัน
และเมื่อมองไปในคู่ก่อนหน้า ที่เยอรมนี ไล่ปูพรมถล่มใส่กือราเซา 7-1 แล้ว ภาพที่ว่า ญี่ปุ่น ได้กลายเป็นทีมชาติระดับคุณภาพที่ต่อกรกับทีมชาติชั้นแนวหน้าของยุโรปได้ดี ยิ่งชัดเจนกว่าเดิม เพราะปัจจุบัน อันดับโลกของเยอรมนี เป็นรอง เนเธอร์แลนด์ด้วยซ้ำ
นับตั้งแต่ปี 2002 ที่ญี่ปุ่น เข้าสู่รอบน็อกเอาต์ในฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรก มาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 24 ปี แล้วที่ 20 ไม่สามารถเดินไปไกลกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกได้
เราคงไม่สามารถพูดได้ในตอนนี้หรอกว่า พวกเขาจะไปไกลกว่านั้นได้ในฟุตบอลโลกปีนี้ เพราะมันยังไม่เกิดขึ้น แต่ด้วยศักยภาพที่เราเห็นในเกมแรกกับเนเธอร์แลนด์นี้
อาจจะพูดได้ว่า พวกเขามีโอกาสดีมากทีเดียว ที่จะไปไกลกว่านั้น ในฟุตบอลโลก 2026 นี้ เพราะพวกเขา เป็นทีมชาติที่มีดีพอจะต่อกรกับทีมชาติชั้นแนวหน้าของยุโรปได้แล้ว
อ้างอิง
- https://inside.fifa.com/fifa-world-ranking/NED?gender=men
- https://inside.fifa.com/fifa-world-ranking/JPN?gender=men
- https://www.theguardian.com/football/2026/jun/13/best-in-asia-no-longer-enough-japan-world-cup-breakthrough
- https://edition.cnn.com/2026/06/14/sport/japan-fans-tidy-world-cup
- https://www.theguardian.com/football/2026/jun/14/netherlands-japan-world-cup-match-report
- https://www.bbc.com/sport/football/articles/c2ky51391jlo
ภาพ: ANP / Getty Images


