ads
Menu
179437

Istanbul 101 เที่ยวอิสตันบูลฉบับคนไปครั้งแรก มีที่ไหนต้องเช็กอินบ้างนะ

14.01.2019
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

8 Mins. Read
  • เสน่ห์ของฮาเกียโซเฟียคือรายละเอียดอันผิดแปลกต่างจากศาสนสถานอื่นๆ ไอคอนสำคัญทางคริสต์ศาสนาอยู่เคียงคู่ตัวอักษรอารบิกอันหมายถึงชื่อพระเจ้าของศาสนาอิสลาม เบื้องล่างมีมิหร็อบ (Mihrab) หันหน้าไปทางเมกกะ นับเป็นสถานที่เดียวในโลกที่เห็นสองศาสนาอยู่ภายใต้อารามศักดิ์สิทธิ์เดียวกัน
  • ปลายศตวรรษที่ 17 พระราชวังท็อปกาปีเริ่มเสื่อมความสำคัญลง สุลต่านและราชวงศ์หลายพระองค์นิยมเสด็จไปประทับยังพระราชวังใหม่แบบยุโรป ว่ากันว่าความหรูหราอลังการของพระราชวังนี้ทำให้จักรวรรดิอันเฟื่องฟูล่มสลาย

If the earth were a single state, Istanbul would be its capital. – จักรพรรดินโปเลียนที่ 1

มีสถานที่ไม่กี่แห่งในโลกที่เรายังสามารถยืนประจันหน้ากับอดีตพร้อมรับรู้เหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งอิสตันบูลเป็นหนึ่งในนั้น คุณสามารถยลทิวทัศน์ท้องน้ำเดียวกันกับสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ท่ามกลางกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากคาเฟ่ซึ่งอยู่ติดกัน สักการะพระเยซู ณ โบสถ์เดียวกับจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช พลางฟังท่วงทำนองบทสวดจากสมาร์ทโฟนเครื่องโปรด เหยียบย่ำบนถนนสายโบราณซึ่งคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ล้ำสมัย เสน่ห์ความต่างอันเป็นหนึ่งเดียวทำให้อิสตันบูลน่าหลงใหลสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

 

ในปี 2019 เราคาดว่าอิสตันบูลจะป๊อปมากในหมู่ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินลีราที่อ่อนตัวลง กระแสการเที่ยวเมืองใหม่ๆ นอกจากญี่ปุ่นและเกาหลี สำหรับใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวอิสตันบูลหรือกำลังลังเลใจว่าจะไปดีไหม THE STANDARD POP รวบรวมสถานที่ A Must ในอิสตันบูลให้คุณดูเป็นไอเดียไว้วางแผนเที่ยวครั้งแรก

 

 

มหาวิหารเซนต์โซเฟีย

คุ้นหูกันในชื่อ ฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) ตั้งอยู่บริเวณย่านสุลต่านอาห์เหม็ด เขตเมืองเก่าแหล่งรวมสถานที่สำคัญหลายแห่งของอิสตันบูล มหาวิหารที่เราเห็นอยู่เบื้องหน้าเป็นโบสถ์หลังที่ 3 ซึ่งถูกสร้างขึ้นครอบหลังเดิม หลังพังทลายลงด้วยไฟไหม้จากเหตุจลาจล โดยหลังปัจจุบันเป็นการดำริสร้างของจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 เพื่อหวังสร้างโบสถ์หลังเก่าให้ยิ่งใหญ่และงดงามกว่าโบสถ์ใดๆ โดยกวาดต้อนซื้อและนำวัสดุก่อสร้างจากอาณาจักรต่างๆ เช่น เสาแบบเฮเลนิสติกจากวิหารอาร์ทิมิส เมืองเอเฟซุส หินเนื้อดอกจากอียิปต์ หินอ่อนเขียวจากแคว้นเทสซาลี หินดำจากแถบบอสฟอรัส และหินเหลืองจากซีเรีย

 

 

เทคนิคการสร้างมหาวิหารเรียกได้ว่าเข้าขั้นอัจฉริยะ อาคารใหญ่โตโอ่โถ่งกลับไม่มีเสาต้นใหญ่ค้ำยัน แต่ใช้หลักการถ่ายเทน้ำหนักจากหลังคาลงสู่ผนัง ท้าทายความคิดของผู้คนสมัยนั้นที่ว่าทำไม่ได้ เมื่อสร้างแล้วเสร็จ ความงดงามอลังการของมหาวิหารก็สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นจนกลายเป็นมาตรฐานของสถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์ ซึ่งเป็นต้นแบบสิ่งก่อสร้างของออร์โธดอกซ์ โรมันคาทอลิก และอิสลามต่อมาอีกหลายศตวรรษ

 

นอกจากโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม เสน่ห์ของฮาเกียโซเฟียคือรายละเอียดอันผิดแปลกต่างจากศาสนสถานอื่นๆ ไอคอนสำคัญทางคริสต์ศาสนาอยู่เคียงคู่ตัวอักษรอารบิกอันหมายถึงชื่อพระเจ้าของศาสนาอิสลาม เบื้องล่างมีมิหร็อบ (Mihrab) หันหน้าไปทางเมกกะ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเมื่อครั้งถูกปกครองโดยจักรวรรดิออตโตมัน ฮาเกียโซเฟียได้ถูกเปลี่ยนหน้าที่จากโบสถ์คริสต์มาเป็นสุเหร่าอิสลาม ภาพใดๆ ที่แสดงถึงคริสตจักรถูกเอาปูนฉาบกลบหมดสิ้น จนเมื่ออาณาจักรออตโตมันก้าวผ่านสู่สาธารณรัฐตุรกี ภาพโมเสกเหล่านั้นจึงถูกค้นพบและอวดโฉมอีกครั้งเคียงคู่อักษรอารบิก นับเป็นสถานที่เดียวในโลกที่เห็นสองศาสนาอยู่ภายใต้อารามศักดิ์สิทธิ์เดียวกัน

 

 

อุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาทัน (Yerebatan Sarnici)

สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียนเมื่อราวศตวรรษที่ 6 เพื่อเป็นที่เก็บน้ำสำหรับใช้ในพระราชวังและสำรองไว้ยามถูกข้าศึกล้อม โดยมีแหล่งน้ำอยู่ห่างออกไปไกลถึง 20 กิโลเมตร ใกล้กับทะเลดำ เสาหินนับร้อยต้นถูกนำมาค้ำยันพื้นแผ่นดินเบื้องบน ที่มาของเสาแต่ละต้นนั้นนำมาจากซากปรักหักพังของอาคารในหลายเมืองที่โรมันมีชัยเหนือ ฉะนั้นอย่าแปลกใจถ้าได้เห็นเสารูปร่างประหลาด เช่น เสาหยาดน้ำตา หรือเสาประดับรูปศีรษะเมดูซากลับหัวลงและตะแคงข้าง ที่นี่ยังถูกใช้เป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง James Bond 007 From Russia With Love สมัย ฌอน คอนเนอรี ยังรับบทเป็นสายลับ 007 และในภาพยนตร์เรื่อง Inferno ของ แดน บราวน์ อีกด้วย

 

 

สุเหร่าสุลต่านอาห์เหม็ด (Sultan Ahmed Mosque)

รู้จักกันดีในชื่อของ บลูมอสก์ (Blue Mosque) เหตุที่เรียกเช่นนั้นมาจากกระเบื้องสีน้ำเงินของดีของเมืองอิซนิก (Iznik) ที่ถูกสั่งมาประดับสุเหร่าทั้งหลัง สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 สมัยสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 1 เนื่องจากต้องการเอาชนะความอลังการของมหาวิหารเซนต์โซเฟีย ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ความยิ่งใหญ่ของบลูมอสก์แม้ไม่ตระการตาเท่ามหาวิหารเซนต์โซเฟีย แต่ก็เป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาวออตโตมัน โถงสุเหร่าขนาดใหญ่ค้ำยันด้วยเสา 4 ต้นขนาด 10-12 คนโอบ ตัวอาคารประดับด้วยกระเบื้องสีน้ำเงินตัดกับพรมสีแดงซึ่งอยู่เบื้องล่าง ผนังกรุหน้าต่างถึง 260 บาน รับแสงแดดในช่วงเช้า ลักษณะเป็นกระจกสลับสีวางเรียงเป็นลวดลายเรขาคณิตตามฉบับมุสลิม ด้านนอกโดดเด่นด้วยหอมินาเร็ตมากถึง 6 หอ ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในอิสตันบูล ภายหลังสร้างเพิ่มอีกหนึ่งรวมเป็น 7 หอ เพื่อลดคำครหาการตีเสมอสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ณ เมืองเมกกะของศาสนาอิสลาม

 

 

Grand Bazaar

ตลาดเก่าแก่ในร่มอายุกว่า 1,500 ปี สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ตามคำสั่งของสุลต่านอาห์เหม็ดผู้พิชิต หรือสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 2 ร้านรวงกว่า 5,000 ร้านบรรจุอยู่ในอาคารทรงโดมคล้ายมัสยิด ซึ่งชาวตุรกีเรียกว่า Bedesten การมาเยือนตลาดนี้นอกจากจะมึนงงกับตรอกซอกซอยที่มีเยอะจนเวียนหัว สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังขึ้นใจคือราคาสินค้า ไกด์แนะนำว่าให้ต่อลงไปเลย 50-70% ไม่ต้องไปกลัว ไม่ต้องเกรงใจ เพราะพ่อค้าที่นี่เขาบวกเพิ่มเรียบร้อย ต่ออย่างเดียวไม่พอ ต้องขอของแถมอีก

 

 

สุเหร่าสุไลมานิเย (Suleymaniye Mosque)

ผลงานชิ้นเอกของสถาปนิกหลวงซีนาน (Sinan) ในศตวรรษที่ 16 ผู้เป็นอาจารย์ของสถาปนิกผู้สร้างบลูมอสก์ ว่ากันว่าเป็นสุเหร่าต้นแบบบลูมอสก์อีกทอดหนึ่ง มองจากระยะไกลถือเป็นสุเหร่าที่สวยงามมากจนหลายคนโหวตให้เป็นสุเหร่าที่สวยที่สุดในอิสตันบูล ด้านหลังสุเหร่ายังเป็นสุสานฝังศพของสุลต่านสุไลมานและอัครมเหสี ก่อสร้างเป็นโดมครอบ บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยป้ายหินหลุมศพขนาดใหญ่ ทว่าให้ความรู้สึกเงียบสงบและสวยงามมากกว่าความน่ากลัว

 

 

ตลาดเครื่องเทศ สไปซ์ มาร์เก็ต (Spice Market)

ตลาดขายเครื่องเทศซึ่งมีอายุอานามตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 รู้จักกันดีในนามตลาดอียิปต์ เนื่องจากอดีตเป็นแหล่งรวมเครื่องเทศและสินค้าจากกรุงไคโร ชาวบ้านท้องถิ่นนิยมมาจับจ่ายซื้อหาเครื่องเทศท้องถิ่น เมล็ดถั่ว ชา และขนมหวานประจำชาติ เตอร์กิชดีไลต์ (Turkish Delight) ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายร้าน หลายสูตร ชอบร้านไหนก็เข้าร้านนั้น คำเตือนอย่างเดียวของตลาดนี้คือนักช้อปอิสตรีอย่าเผลอหลงคารมและการปรนนิบัติพัดวีของพ่อค้าบุรุษหน้าตาคมเข้มเป็นอันขาด เพราะเผลอแป๊บเดียวคุณอาจหลวมตัวซื้อข้าวของเยอะเสียจนงงว่าซื้อทำไม ช้อปอย่างมีคุณภาพต้องมาพร้อมสตินะคะ ท่องไว้ในใจ

 

 

พระราชวังท็อปกาปี (Topkapi Palace)

พระราชวังเก่าแก่ซึ่งใช้เป็นที่พำนักขององค์สุลต่านในจักรวรรดิออตโตมันยาวนานกว่า 4 ศตวรรษ สร้างขึ้นตามความประสงค์ของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 หลังจากตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลแตกพ่าย ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ไว้จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของจักรวรรดิ โดยเฉพาะถ้วยโถโอชามและเพชรนิลจินดาทั้งหลาย ซึ่งใครเห็นเป็นต้องตะลึงว่าเหลือกินเหลือใช้เหลือเกิน ไม่ใช่แค่ขนาดที่ใหญ่มากเสียจนจินตนาการไม่ออกถึงเวลาที่ต้องสวมใส่ แต่รูปทรงก็โดดเด่นร่วมสมัยจนอยากเก็บไว้ใช้เองสักเส้นสองเส้น

 

 

ตัวพระราชวังแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ บริเวณส่วนด้านหน้าที่กินอาณาเขตตั้งแต่ประตู Imperial Gate ไปจนถึง Gate of Salutation หรือที่รู้จักกันในนาม Middle Gate ก่อนย่างก้าวผ่านประตูเข้ามายังส่วนที่ 2 บริเวณนี้เป็นสถานที่ตั้งส่วนราชการสำคัญต่างๆ ห้องครัว โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงเชื่อมต่อกับฮาเร็ม (Harem) และส่วนชั้นในที่ประทับส่วนของสุลต่านและพระราชวงศ์ โดยมี Gate of Felicity และหอการค้าคั่นสายตาจากคนภายนอกอีกทอดหนึ่ง

 

ความสวยงามของพระราชวังท็อปกาปีมิได้ใหญ่โตอลังการแบบพระราชวังในยุโรปที่โอ่โถงและระยิบระยับไปด้วยทองและเฟอร์นิเจอร์แบบหลุยส์ แต่เป็นกลุ่มอาคารหลังเล็กอยู่รวมกันคล้ายกระโจมของชาวเติร์กในอดีต ภายในตกแต่งเรียบง่ายด้วยกระเบื้องลวดลายธรรมชาติและเรขาคณิต โดยเฉพาะลายเถาไม้และดอกทิวลิป สัญลักษณ์ประเทศตุรกี

 

 

พระราชวังโดลมาบาห์เช (Dolmabahçe Palace)

ปลายศตวรรษที่ 17 พระราชวังท็อปกาปีเริ่มเสื่อมความสำคัญลง สุลต่านและราชวงศ์หลายพระองค์นิยมเสด็จไปประทับยังพระราชวังใหม่แบบยุโรปซึ่งอยู่ริมฝั่งช่องแคบบอสฟอรัส พระราชวังโดลมาบาห์เชสร้างโดยสุลต่านอับดุลเมจิตในยุคปลายอาณาจักรออตโตมัน ว่ากันว่าความหรูหราอลังการของพระราชวังนี้ทำให้จักรวรรดิอันเฟื่องฟูล่มสลาย สะท้อนให้เห็นถึงความคลั่งไคล้ยุโรปของสุลต่านอับดุลเมจิตอย่างเต็มเปี่ยม นักวิจารณ์หลายท่านวิพากษ์ว่าเป็นพระราชวังที่ดูแปลกประหลาด สะท้อนความไร้รสนิยม แม้เต็มไปด้วยของตกแต่งชั้นเลิศ แต่ดูสะเปะสะปะไร้จุดยืน

 

 

ย่านทักซิมสแควร์ (Taksim Square)

ย่านช้อปปิ้งชื่อดังของอิสตันบูลซึ่งเปรียบได้ดั่งสยามสแควร์บ้านเรา แหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนมท้องถิ่นและระดับโลก แต่กว่าจะเป็นย่านคึกคักที่เราเห็นในทุกวันนี้ ทักซิมสแควร์เคยเป็นทั้งอ่างเก็บน้ำเก่าแก่ ค่ายทหารปืนใหญ่ทักซิม ซึ่งต่อมากลายเป็นทักซิมสเตเดียม (Taksim Stadium) และถูกทำลายไปในระหว่างการก่อสร้าง Taksim Gezi Park ในปี 1940 การมาที่นี่นอกจากเลือกชิม ชม ช้อปของที่อยากได้แล้ว อย่าลืมนั่งรถรางออนทัวร์ไปลงสถานี Tünel ซึ่งถือเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่เก่าแก่ที่สุดในโลกลำดับที่ 2 รองจากกรุงลอนดอน

 

 

โบสถ์โครา (Chora Church)

โบสถ์เก่าสมัยอาณาจักรไบแซนไทน์เช่นเดียวกับฮาเกียโซเฟีย และมีชะตากรรมเปลี่ยนเป็นสุเหร่าเหมือนกันในศตวรรษที่ 16 ความงามของภาพไอคอนหลายสิบที่เห็นเบื้องหน้าไม่ทำให้ฉันรู้สึกผิดหวังแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นโมเสกและเฟรสโก หลายสิบภาพสมบูรณ์เกินกว่าจะเรียกว่าเป็นของเก่า อาทิ Christ Pantocrator, Saint Peter หรือ Anastasis ปัจจุบันโบสถ์โคราถูกแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้สนใจได้เยี่ยมชม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราแนะนำว่าต้องมาให้ได้หากมาเยือนอิสตันบูล

 

ภาพ: Shutterstock

พิสูจน์อักษร: าสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US