วันนี้ (2 พฤศจิกายน) รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า การประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย อุดรธานี บึงกาฬ เลย หนองคาย และหนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งมีทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายรวม 170 โครงการ วงเงินกว่า 78,461 ล้านบาท เพื่อเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดอุดรธานี วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ พิจารณา
ประเด็นสำคัญ
ข้อเสนอทั้งหมดครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร 38 โครงการ วงเงิน 7,956 ล้านบาท การพัฒนาการค้าชายแดน 35 โครงการ วงเงิน 57,578 ล้านบาท ซึ่งมีวงเงินสูงสุด การส่งเสริมการท่องเที่ยว 66 โครงการ วงเงิน 9,887 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนโครงการมากที่สุด และการปราบปรามยาเสพติด 31 โครงการ วงเงิน 3,039 ล้านบาท
แบ่งเป็นมาตรการเร่งด่วน (Quick Win) ที่มีความพร้อมดำเนินการทันที 101 โครงการ วงเงิน 2,879 ล้านบาท และโครงการระยะยาว 69 โครงการ วงเงิน 75,582 ล้านบาท
เมื่อจำแนกตามพื้นที่ พบว่าข้อเสนอระดับกลุ่มจังหวัดมีวงเงินสูงสุด 35,064 ล้านบาท รองลงมาคือ บึงกาฬ 17,334 ล้านบาท เลย 10,137 ล้านบาท หนองคาย 8,334 ล้านบาท อุดรธานี 5,887 ล้านบาท และหนองบัวลำภู 1,702 ล้านบาท
‘ทรงศักดิ์’ ดันภาคเกษตรเป็นวาระสำคัญ มุ่งสู่ครัวโลก
ทรงศักดิ์กล่าวว่า การพิจารณาข้อเสนอครั้งนี้ให้ความสำคัญกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละพื้นที่ ภายใต้ 4 กรอบหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารและเกษตรกรรม การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการปราบปรามยาเสพติด โดยเมื่อได้ข้อสรุปร่วมกันแล้ว สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะรวบรวมเสนอ ครม.สัญจร เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
“การขับเคลื่อนภาคเกษตรถือเป็นวาระสำคัญตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพราะโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกรรม ไทยจึงมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวไปเป็นครัวโลก โดยเฉพาะเครื่องเทศและวัตถุดิบอาหารไทยที่ปรุงรสชาติได้หลากหลาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างมีเอกลักษณ์” ทรงศักดิ์กล่าว
ด้านดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า การคัดเลือกโครงการจะพิจารณาความสอดคล้องกับศักยภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรบนพื้นที่เดิม และยกระดับไปสู่สินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าสูง ควบคู่กับการพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าเกษตรแปรรูป
ขณะเดียวกันจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสะพานข้ามแดน เพื่อเพิ่มศักยภาพการค้าและยกระดับรายได้ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน
ชงถนน 4 เลน 2.7 หมื่นล้าน-สนามบินบึงกาฬ 9.7 พันล้าน
สำหรับข้อเสนอด้านการค้าชายแดน ซึ่งมีวงเงินรวมสูงสุดกว่า 57,578 ล้านบาท โครงการขนาดใหญ่ที่สุดคือ การก่อสร้างทางหลวง 4 ช่องจราจรแนวใหม่ เชื่อมทางหลวงหมายเลข 2 กับหมายเลข 222 จากอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ถึงจังหวัดบึงกาฬ วงเงิน 27,085 ล้านบาท
รองลงมาคือ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานบึงกาฬ วงเงิน 9,711 ล้านบาท โครงการทางเลี่ยงเมืองเลยด้านทิศตะวันตก 5,200 ล้านบาท โครงการพัฒนาทางหลวงหมายเลข 2 ตอนโนนสะอาด-อุดรธานี 4,000 ล้านบาท และโครงการเพิ่มช่องจราจรทางหลวงหมายเลข 2 ตอนน้ำสวย-สะพานมิตรภาพไทย-ลาว จังหวัดหนองคาย อีก 4,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอศึกษาความเหมาะสมในการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 7 ในจังหวัดเลย การติดตั้งระบบตรวจสอบตู้สินค้า Fixed X-Ray ที่นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี การพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าชายแดนอัจฉริยะ (Smart Border Trade O2O) และศูนย์นาทาอัจฉริยะและระบบนิเวศการส่งออก (Agro-Logistics Hub) จังหวัดหนองคาย
ทั้งนี้ กลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน 1 มีแนวชายแดนติดกับ สปป.ลาว ยาวกว่า 527 กิโลเมตร โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าชายแดน 174,000 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ จึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
ยกระดับเกษตรมูลค่าสูง แก้ปัญหาพื้นที่ชลประทานน้อย
ส่วนข้อเสนอด้านเกษตรและอาหาร วงเงินกว่า 7,956 ล้านบาท มุ่งยกระดับกลุ่มจังหวัดจากฐานการผลิตวัตถุดิบไปสู่การผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และยางพาราที่สำคัญ แต่มีพื้นที่ชลประทานครอบคลุมเพียงร้อยละ 7.12 ของพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเผชิญความเสี่ยงจากภัยแล้ง
โครงการสำคัญ ได้แก่ ศูนย์นวัตกรรมอาหารอนาคตและห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานอาหาร (Sabaidee Future Food Innovation Lab) วงเงิน 47.3 ล้านบาท โครงการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตโคขุนลุ่มน้ำโขง และโครงการ Sandbox โคขุนลุ่มน้ำโขง จังหวัดหนองคาย
ปัดฝุ่น ‘กระเช้าภูกระดึง’ 1.7 พันล้าน ดัน Medical Tourism
ด้านการท่องเที่ยว มีข้อเสนอรวม 66 โครงการ วงเงินกว่า 9,887 ล้านบาท โดยโครงการสำคัญที่ถูกเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ได้แก่ โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง จังหวัดเลย วงเงิน 1,757.95 ล้านบาท และโครงการศูนย์เชี่ยวชาญระดับพรีเมียมสาขาโรคหัวใจและการปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลอุดรธานี วงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับศักยภาพด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ทั้งนี้ ในปี 2568 กลุ่มจังหวัดมีนักท่องเที่ยว 11.98 ล้านคน ลดลงจาก 12.08 ล้านคนในปี 2567 ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงจาก 30,100 ล้านบาท เหลือ 29,800 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 98,000 คน และรายได้เพิ่มขึ้น 320.67 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทุ่ม 3 พันล้านแก้ยาเสพติด เน้นบำบัด-ฟื้นฟู
สำหรับข้อเสนอด้านการปราบปรามยาเสพติด รวม 31 โครงการ วงเงินกว่า 3,039 ล้านบาท พบว่าให้น้ำหนักกับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดมากที่สุด วงเงิน 2,578.45 ล้านบาท หรือร้อยละ 84.83 ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่การปราบปรามมีวงเงิน 325.26 ล้านบาท และการป้องกัน 135.81 ล้านบาท
โครงการสำคัญ ได้แก่ การติดตั้งกล้องวงจรปิด AI CCTV และโดรนเฝ้าระวังตามแนวชายแดน การจัดตั้งจุดตรวจ X-Ray รถยนต์ต้องสงสัย และโครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดเลยแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่
ดนุชากล่าวเพิ่มเติมว่า สศช. จะรวบรวมรายละเอียดโครงการที่ผ่านการพิจารณาในระดับจังหวัดแล้ว เสนอต่อที่ประชุม ครม.สัญจร ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ โดยจะให้ความสำคัญกับโครงการที่มีความพร้อมดำเนินการ เพื่อเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจและประชาชนในพื้นที่ต่อไป

