ปัจจุบันสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ขณะที่ในสหรัฐฯ เอง เสียงสนับสนุนจากภาคประชาชนต่อปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มมีสัญญาณในเชิงลบ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยเหล่านี้อาจกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางการเมืองของโดนัลด์ ทรัมป์
The Guardian เผยแพร่บทวิเคราะห์โดย เอดูอาร์โด พอร์เตอร์ นักข่าวสายเศรษฐศาสตร์และการเมือง ภายใต้หัวข้อ ‘How the war in Iran and its economic fallout could lead to Trump’s defeat’ โดยชี้ให้เห็นว่า แม้ทรัมป์อาจกุมความได้เปรียบในสมรภูมิรบ แต่ในสมรภูมิการเมืองภายในประเทศ เขากำลังเผชิญอุปสรรค ‘ที่ยากจะควบคุม’
พอร์เตอร์ระบุว่า สงครามต่อต้านอิหร่านครั้งนี้ ‘ไม่เป็นที่ยอมรับ’ ของมหาชนอย่างหนักมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติสำหรับสหรัฐฯ ที่มักได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการส่งกองกำลังออกไปรบ นอกจากนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมายังเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ที่จะฉุดรั้งคะแนนนิยมของรัฐบาลในระยะยาว
วิกฤตพลังงานและปากท้องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
แม้สหรัฐฯ จะพยายามประกาศถึงศักยภาพในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน แต่พอร์เตอร์มองว่าไม่อาจช่วยให้รอดพ้นจากผลกระทบได้ทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันถูกกำหนดโดยกลไกตลาดโลก ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงสุด นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง โดยทะลุระดับ 3.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่การคาดการณ์จากภาครัฐระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินจะยังไม่กลับเข้าสู่ระดับของปี 2025 จนกว่าจะถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2027 ส่วนราคาน้ำมันดีเซลจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีหน้า
ผลกระทบนี้ลุกลามไปยังภาคส่วนต่างๆ โดยบริษัทขนส่งสินค้าส่วนใหญ่เตรียมผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค เช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องรับภาระค่าเชื้อเพลิงและราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น ซึ่งจะถูกสะท้อนออกมาในราคาอาหาร ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกและสายการบินต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน
อุปสรรคต่อเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ย
ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกสะท้อนในตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนมีนาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่ในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่งจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.4% เมื่อเทียบรายปี ปัจจัยนี้จะกลายเป็น ‘อุปสรรคสำคัญ’ ต่อการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังมีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์ SUV ซึ่งเป็นกลุ่มรถยนต์ยอดนิยมในตลาดสหรัฐฯ
ทรัมป์ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อคะแนนนิยมในจุดเปราะบางนี้ จึงพยายามงัดทุกมาตรการออกมาเพื่อฉุดราคาน้ำมันลง ล่าสุดรัฐบาลได้เปิดมาตรการค้ำประกันความเสี่ยงเดินเรือบรรทุกน้ำมัน และจัดขบวนเรือรบคุ้มกันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันบางส่วนของรัสเซีย และพิจารณาขยายกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาเพื่อเติมเต็มอุปทานที่ขาดหายไป
ชัยชนะจากการโจมตีทางอากาศไม่การันตีจุดจบของสงคราม
อย่างไรก็ตาม พอร์เตอร์มองว่าการแก้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงที่สุดในรอบกว่า 30 ปีนั้น ลำพังเพียงมาตรการเหล่านี้ ‘อาจไม่เพียงพอ’ ตราบใดที่สงครามยังไม่ยุติ หรือสหรัฐฯ ยังไม่สามารถลดทอนขีดความสามารถของอิหร่านจนถึงระดับที่ไม่สามารถคุกคามเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซได้
แม้ทรัมป์จะแสดงความเชื่อมั่นผ่านแถลงการณ์ว่าเขาสามารถบีบให้อิหร่าน ‘ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข’ และอ้างว่าสงครามใกล้จะจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่นักวิเคราะห์มองว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังบาซิจ (Basij) จะไม่ยอมวางอาวุธหรือสละอำนาจง่ายๆ แม้โครงสร้างพื้นฐานจะถูกทำลาย แต่เครือข่ายนักรบภาคพื้นดินยังคงมีขีดความสามารถในการตอบโต้และพยายามรักษาระบอบปกครองในอิหร่านต่อไป
บทวิเคราะห์สรุปว่า ทรัมป์อาจต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการยอมถอยจากการเรียกร้องให้ยอมจำนน เพื่อประกาศชัยชนะและถอนทหาร หรือการตัดสินใจส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไป ซึ่งไม่มีแนวทางใดที่นำไปสู่บทสรุปที่รวดเร็ว ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจจึงมีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไป
และยุทธศาสตร์การกำจัดผู้นำฝ่ายตรงข้าม (Beheading Strategy) ที่อาจเคยใช้ได้ผลในที่อื่น อย่างเช่นกรณีของนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาที่ถูกทรัมป์โค่นล้ม ‘อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับสงครามครั้งนี้’
แฟ้มภาพ: Nathan Howard / Reuters
อ้างอิง:


