×

เราอยู่ตรงไหนของสงครามอิหร่าน จุดเสี่ยงวิกฤตพลังงานโลก?

15.03.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวิกฤตพลังงานโลก

สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางขณะนี้ กำลังก้าวข้ามการเป็นเพียงการปะทะทางอากาศที่จำกัดวง (Limited Airstrikes) ไปสู่ ‘สงครามยืดเยื้อ’ (War of Attrition) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งลากเอาทั้งภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกเข้ามารับผลกระทบร่วมกัน ส่งผลให้สถานการณ์โดยรวมกำลัง ‘แย่ลง’ อย่างมีนัยสำคัญ

 

นักวิเคราะห์มองว่า มีการยกระดับการโจมตีในหลายพื้นที่ทั้งจากฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอล และฝ่ายอิหร่าน มีเป้าหมายสำคัญคือ ‘ฮับพลังงาน’ โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารมากกว่า 90 จุดบน เกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จัดการการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน

 

แม้ทรัมป์จะระบุว่า ‘จงใจ’ เว้นโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันไว้ในรอบนี้ เพื่อ ‘มนุษยธรรม’ แต่เขาประกาศชัดเจนว่า หากอิหร่านยังไม่หยุดขัดขวางการเดินเรือ เขาสามารถเปลี่ยนใจสั่งถล่มคลังน้ำมันได้ทุกวินาที ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้กลับด้วยการโจมตีคลังน้ำมันหลักในหลายจุดสำคัญ รวมถึงในฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่า ท่าทีของอิหร่านพยายามจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดพลังงานโลก ทำให้สงครามขยายวงกว้างและบีบให้เกิดวิกฤตพลังงาน ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นอาวุธสำคัญที่จะต่อกรกับมหาอำนาจได้

 

ที่ผ่านมา อิหร่านไม่ได้มีท่าทีจะยอมถอยหรือยอมจำนนต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่กลับยกระดับการใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงขู่ว่าพร้อมจะเปลี่ยนฐานทัพสหรัฐฯ ให้กลายเป็น ‘กองขี้เถ้า’ และเสนอให้พันธมิตรทั้งหลายปิดฐานทัพสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้น ฐานทัพเหล่านั้นจะยังคงเป็น ‘เป้าหมายที่ชอบธรรม’ ของอิหร่าน

 

ปัจจุบันช่องแคบฮอร์มุซตกอยู่ในภาวะ ‘กึ่งปิด’ หลังจากอิหร่านประกาศห้ามเรือผ่านและมีการวางทุ่นระเบิด ส่งผลให้การจราจรทางน้ำลดลงกว่า 70% กระทบต่อการส่งออกน้ำมันและ LNG 1 ใน 5 ของโลก

 

แนวโน้มการสู้รบ

 

สหรัฐฯ-อิสราเอลจะยังคงเดินหน้าทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งรายงานระบุว่า ถูกทำลายไปแล้วราว 80% รวมถึงโจมตีฐานการผลิตขีปนาวุธของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธ (Terminal High-Altitude Area Defense: THAAD) จากประเทศเกาหลีใต้ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเสริมทัพและรับมือกับสงครามในครั้งนี้แล้ว

 

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกจากมาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยมีน้ำมันไหลผ่านถึงวันละประมาณ 21 ล้านบาร์เรล นักวิเคราะห์เตือนว่า หากเกาะคาร์กถูกถล่มจริง ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งไปถึง 150 ดอลลาร์ /บาร์เรลทันที

 

สิ่งที่ต้องจับตามองในช่วง 2-3 วันนี้คือ ทรัมป์จะขยับเป้าหมายจากโครงสร้างทางทหาร ไปสู่ โครงสร้างทางพลังงานบนเกาะคาร์กของอิหร่านหรือไม่ อีกทั้งจะมีการส่งกองเรือนานาชาติ นำโดยสหรัฐฯ เข้าไปเปิดทางในช่องแคบฮอร์มุซด้วยกำลังหรือไม่ รวมถึงอิหร่านจะขยายเป้าหมายไปยังประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับที่ให้การสนับสนุนกองกำลังสหรัฐฯ มากขึ้นเพียงใด

 

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่เพียงการปะทะกันด้วยกำลังทางทหารในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่คือ ‘การเดิมพันด้วยเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก’ ที่มีเข็มนาฬิกาเป็นตัวชี้วัดความอดทน หากสถานการณ์ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้ข้ามผ่านจุดที่เรียกว่า ‘การป้องปราม’ ไปสู่การ ‘ทำลายโครงสร้างพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ’ สงครามครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าจากการรบในสมรภูมิที่ห่างไกล กลายเป็นวิกฤตการณ์ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงกระเป๋าเงินของคนทั้งโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเชิงการทหาร แต่คือโลกจะรับมือกับ ‘ต้นทุนของความขัดแย้ง’ ที่อาจพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นี้ได้อย่างไร ในวันที่โต๊ะเจรจายังคงว่างเปล่าและเสียงของเครื่องยนต์สงครามยังคงดังระงมไปทั่วคาบสมุทรอาหรับ

 

แฟ้มภาพ: Morteza Nikoubazl / NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising