สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และโอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ โดยสาระสำคัญของการเจรจา คือการจัดระเบียบเส้นทางเดินเรือใหม่เป็นเวลา 60 วัน โดยแบ่งเขตการเดินเรือระหว่างฝั่งอิหร่านกับโอมาน พร้อมเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อเปิดให้มีการเดินเรืออย่างเต็มรูปแบบ
ประเด็นสำคัญ
แม้ข้อตกลงนี้อาจช่วยให้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวกลับมาไหลสู่ตลาดโลก แต่ประเด็นที่ยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจน คือ อิหร่านจะมีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซมากเพียงใด ขณะที่สหรัฐฯ และประเทศอ่าวอาหรับจะยอมรับบทบาทดังกล่าวหรือไม่
ข้อตกลงชั่วคราวมีรายละเอียดอย่างไร
เมื่อคืนนี้ (6 สิงหาคม) Reuters และ Axios เปิดเผยว่า อิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงกับโอมานในการจัดการช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 60 วัน โดยอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำรายละเอียด แต่ยังไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลง
เบื้องต้น รายงานของ Axios ระบุว่า สาระสำคัญของการเจรจา คือ การจัดสรรช่องทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งแบ่งเป็นฝั่งโอมานและอิหร่าน กล่าวคือ เรือทุกลำที่เดินทางผ่านช่องแคบเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียจะต้องใช้เส้นทางด้านเหนือ ซึ่งอยู่ในน่านน้ำของอิหร่าน ส่วนเรือขาออกจะใช้เส้นทางด้านใต้ผ่านน่านน้ำโอมาน โดยมีการประสานงานกับอิหร่าน
นอกจากนี้ ข้อตกลงยังระบุว่า จะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมในช่วง 60 วันแรก แม้อิหร่านเคยเสนอให้เรือจ่ายค่าธรรมเนียมราว 5-7% ของมูลค่าสินค้า ขณะที่โอมานสนับสนุนค่าธรรมเนียมอัตราราว 3%
อีกองค์ประกอบสำคัญของการหารือ คือ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดทางทะเลออกจากเส้นทางภายใน 30 วัน โดยมีการวางแผนว่า เมื่อเส้นทางดังกล่าวปลอดภัยแล้ว จะถูกนำมาใช้สำหรับเรือทั้งขาเข้าและขาออก ภายใต้ข้อตกลงระยะยาวที่อิหร่านและโอมานจะเจรจากันต่อไป
ปัจจุบัน เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า ทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันเรื่องพิกัดทางภูมิศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือแล้ว แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่อาจรับประกันความปลอดภัยในช่องแคบได้ เนื่องจากการปิดล้อมท่าเรือของสหรัฐฯ และการดำเนินการทางทหารต่ออิหร่านยังเป็นปัจจัยคุกคามต่อความมั่นคงทางทะเล
ส่วน คาซิม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยว่า เส้นทางใหม่นี้จะเป็นมาตรการชั่วคราว มีอายุราว 2-4 เดือน แต่ยังไม่ชี้แจงว่า อิหร่านจะมีอำนาจควบคุมเรือ ตรวจสอบสินค้า หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในรูปแบบใด
ใครกำลังเจรจากับใคร
ปริศนาดีลฮอร์มุซ ใครกำลังคุยกับใครอยู่
อนึ่ง ความคลุมเครือของการเจรจาครั้งนี้ คือแต่ละฝ่ายให้ข้อมูลไม่ตรงกัน โดยอิหร่านยืนยันมาตลอดว่า กำลังเจรจากับโอมานเท่านั้น และไม่ได้เจรจากับสหรัฐฯ โดยตรง พร้อมกล่าวหาว่า การแทรกแซงและคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การหารือล่าช้า
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในตะวันออกกลางระบุว่า ทำเนียบขาวมีส่วนร่วมในการเจรจาอย่างใกล้ชิด โดยมีการติดต่อระหว่าง สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ กับ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน และบัดร์ อัล-บูไซดี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศโอมาน
นอกจากนี้ กาตาร์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย ยังมีบทบาทในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างข้อเรียกร้องของอิหร่านกับเงื่อนไขของสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอ่าวอาหรับ
แหล่งข่าวระบุว่า อารักชียอมรับข้อตกลงในหลักการตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ แต่ยังต้องรอการอนุมัติจากผู้นำสูงสุดอิหร่านและสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลว่า คณะผู้แทนเจรจาของอิหร่านไม่มีตัวแทนจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งมีอำนาจโดยตรงเหนือปฏิบัติการในช่องแคบ และจะต้องให้ความเห็นชอบต่อรายละเอียดของข้อตกลงก่อนจึงจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
อิหร่านได้อะไรจากข้อตกลงนี้
มีการวิเคราะห์ว่า สิ่งที่อิหร่านอาจได้รับมีความสำคัญยิ่งกว่ารายได้จากค่าผ่านทาง เนื่องจากข้อตกลงจะมอบบทบาทให้เตหะรานกำกับดูแลเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นอำนาจที่อิหร่านไม่เคยมีมาก่อนเกิดสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ อิหร่านยังจะมีบทบาทในการประสานงานกับการเดินเรือฝั่งโอมาน การดูแลความมั่นคง การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้บริการทางทะเล โดยนักวิเคราะห์มองว่า เตหะรานกำลังพยายามเปลี่ยนอำนาจต่อรองที่ได้จากสงครามให้กลายเป็นอิทธิพลทางการเมืองในระยะยาว หากทำสำเร็จ อิหร่านจะสามารถรักษาบทบาทเหนือเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก โดยไม่ต้องอาศัยการโจมตีเรือหรือปิดช่องแคบอย่างต่อเนื่อง
มีการวิเคราะห์ว่า อำนาจในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็น ‘เส้นแดง’ ที่มีความสำคัญไม่ต่างจากสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งอิหร่านอาจไม่ยอมผ่อนปรนในการเจรจากับสหรัฐฯ
เหตุใดสหรัฐฯ จึงยอมให้อิหร่านมีบทบาทมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มักแสดงท่าทีคัดค้านไม่ให้ประเทศใดควบคุมเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ โดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เคยเตือนว่า หากยอมให้อิหร่านควบคุมช่องแคบ เรียกเก็บเงิน และโจมตีเรือที่ไม่ปฏิบัติตาม อาจสร้างบรรทัดฐานอันตรายให้ประเทศอื่นใช้กำลังควบคุมเส้นทางเดินเรือในส่วนอื่นของโลก
อย่างไรก็ตาม CNN วิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญข้อจำกัดทางทหารและการเมืองมากขึ้น เนื่องจากปฏิบัติการโจมตีต่อเนื่องหลายเดือน ไม่สามารถทำลายอำนาจของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซได้ ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยังประสบปัญหาด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ในสงคราม หลังอาวุธนำวิถีระยะไกลและกระสุนบางประเภทลดลงอย่างมาก
ส่วนทรัมป์ก็เผชิญแรงกดดันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยผลสำรวจชี้ว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนสงครามที่ยืดเยื้อ ทำให้เขาเลือกชะลอปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ เพื่อเปิดพื้นที่ให้กระบวนการทางการทูตดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ดี มีการมองว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังเสี่ยงล้มเหลว โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน หลังทำเนียบขาว โอมาน และประเทศผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคเคยเชื่อว่า สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้แล้ว แต่เตหะรานกลับมาโจมตีเรืออีกครั้ง ส่งผลให้เกิดการสู้รบนาน 2 สัปดาห์ และเกือบขยายตัวเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ ข้อตกลงฉบับใหม่ยังมีคำถามสำคัญที่ไม่ได้รับคำตอบ เช่น IRGC จะยอมลดอำนาจเหนือช่องแคบหรือไม่ อิหร่านจะตรวจค้นหรือสกัดเรือภายใต้เงื่อนไขใด และเรือรบต่างชาติ รวมถึงเรือของสหรัฐฯ จะได้รับอนุญาตให้ผ่านเส้นทางดังกล่าวหรือไม่
ภาพ: Stringer / Reuters
อ้างอิง:


