×

InnovestX คาด กระแสรถ EV พุ่งระยะยาว ฉุดการน้ำมันโลกร่วง แต่หุ้นโรงไฟฟ้าได้อานิสงส์หนุนการไฟฟ้าเพิ่ม

07.05.2024
  • LOADING...

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมิน ดีมานด์ใช้น้ำมันปีนี้ยังแข็งแกร่ง คาด OPEC+ จะขยายเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันรวม 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ออกไปถึงสิ้นปีนี้ ระบุยังต้องจับตาสถานการณ์สงครามใกล้ชิด

 

สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากปัจจัยความคืบหน้าในการเจรจาของอิสราเอลกับฮามาสที่ออกมาในเชิงบวก ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนต์ปรับตัวลดลงมาประมาณ 7% 

 

อีกทั้งตลาดประเมินว่า ภาพรวมของสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นการตอบโต้กันในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อพยายามทำให้ราคาน้ำมันไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปในระดับสูงจนเกินไป รวมถึงกำลังเข้าใกล้ช่วงการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ช่วงปลายปีนี้ ในทางการเมืองในต่างประเทศจึงไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมากจนเกินไปเช่นกัน

 

สำหรับปัจจัยพื้นฐานของราคาน้ำมันในส่วนของกลุ่ม OPEC ผลิตน้ำมันในเดือนเมษายนลดลงเล็กน้อยจากเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ภาคการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ดังนั้น ภาพอุปทานในระยะสั้นที่มีเพิ่มขึ้นจะเข้ามากดดันราคาในระดับหนึ่ง

 

จับตา OPEC+ ขยายเวลาลดกำลังผลิต

 

อย่างไรก็ดี องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ประเมินว่า ในปีนี้ภาพรวมของดีมานด์น้ำมันมากกว่าซัพพลายบนสมมติฐานว่า กลุ่ม OPEC+ จะขยายระยะเวลาในการลดกำลังการผลิตน้ำมันรวม 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ออกไปถึงสิ้นปีนี้ จากเดิมที่กำหนดไว้ในเดือนมิถุนายนปีนี้ โดยยังต้องติดตามมติผลประชุมของ OPEC+ ที่จะออกมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้

 

ดังนั้น ประเมินว่าภาพรวมของปัจจัยพื้นฐานตลาดน้ำมันยังคงมีความแข็งแรงอยู่ หลังราคาน้ำมันอ่อนตัวลงมาหลังจากรับรู้ข่าวความไม่สงบที่เริ่มคลี่คลายลง คาดว่าราคาน้ำมันจะยืนอยู่ในระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ประเด็นภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ดูคลี่คลายลง แต่ยังคาดเดาสถานการณ์ข้างหน้าได้ค่อนข้างยาก

 

ด้านปัจจัยแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระยะสั้นทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2567 ประเมินว่า ทั่วโลกมีการใช้รถ EV เพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปีก่อน โดยจะมีการใช้รถ EV เพิ่มขึ้นมาประมาณ 17 ล้านคัน ถือเป็นตัวเลขอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นจากปี 2566 ที่ขยายตัว 14% จากปี 2565 

 

ขณะที่ข้อมูลในปี 2566 ภาพรวมของตลาดการขายรถ EV กระจุกตัวอยู่ในตลาดจีน ยุโรป และสหรัฐฯ มีสัดส่วนมากกว่า 90% ของยอดขายรวมทั่วโลก จากปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม EV เพื่อผลักดันให้ประเทศเข้าสู่ Net Zero ของหลายๆ ประเทศ ซึ่งมีการออกมาตรการส่งเสริม รวมทั้งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในสหรัฐฯ, ยุโรป, อินเดีย รวมทั้งประเทศไทยเองก็มีมาตรการ EV3.5

 

อีกทั้งภาพรวมของราคาขายรถ EV ก็เริ่มทยอยปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลราคาขายรถ EV ขนาดเล็กในจีนเริ่มมีราคาถูก เมื่อเทียบกับราคารถสันดาป ส่งผลให้ทิศทางการมุ่งไปสู่การใช้รถ EV ในอนาคตมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสิทธิภาพของรถ EV และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น

 

อย่างไรก็ดี IEA ประเมินว่า แนวโน้มการเพิ่มการใช้ในระยะสั้นของรถ EV จะยังไม่มีผลกระทบต่อการใช้น้ำมัน เนื่องจากการขับรถ EV ทางไกล ผู้ใช้งานยังมีความกังวลในประเด็นการหาสถานีชาร์จไฟฟ้า แต่ในปี 2573 หรือ 6 ปีข้างหน้า IEA ประเมินว่า ความต้องการใช้น้ำมันของโลกอาจลดลงประมาณ 6% หรือประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันที่สร้างความกังวลให้กับธุรกิจน้ำมันในระยะยาว โดยแบ่งเป็น 2 ภาพดังนี้

 

  1. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมันอาจได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณการใช้น้ำมันในรถยนต์จะลดลง

 

  1. ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจะมีผลกระทบอย่างไร ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของผู้ประกอบการแต่ละราย โดยหลายบริษัทเริ่มทยอยปรับตัวทั้งในส่วนของรายได้และกำไร โดยการกระจายความเสี่ยงแหล่งที่มาของรายได้ที่ไม่ใช่จากธุรกิจน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เช่น ธุรกิจสถานีชาร์จ EV, ธุรกิจไลฟ์สไตล์ในสถานีบริการน้ำมัน จึงเริ่มเห็นแนวโน้มการลดสัดส่วนของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันลงต่อเนื่อง

 

หุ้นโรงไฟฟ้ารับอานิสงส์คลื่นความร้อน-ใช้รถ EV พุ่ง

 

สำหรับปัญหาคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้อากาศร้อนทั่วทั้งเอเชีย มีผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งไทย, เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีความต้องการใช้เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยไทยมีการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น ขณะที่เวียดนามมีการนำเข้าถ่านหินที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคา LNG มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากดีมานด์การใช้ในฝั่งเอเชียที่เพิ่มสูงขึ้น 

 

อย่างไรก็ดี ประเมินว่าผลประกอบการธุรกิจโรงไฟฟ้าในปี 2567 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แม้ต้นทุนราคา LNG จะมีทิศทางปรับเพิ่มสูงขึ้นบ้าง แต่เฉลี่ยยังลดลงมาประมาณ 10% เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2566 อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากแนวโน้มการใช้รถ EV ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้น จะส่งผลต่ออัตรากำไรหรือมาร์จิ้นของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าในปีนี้ให้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นด้วย

 

ประกอบกับข้อมูลจากกระทรวงพลังงานรายงานออกมาว่า ในปีนี้ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้าทำสถิติความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของระบบไฟฟ้า (Peak) ถึง 10 ครั้งต่อเนื่อง จึงมีโอกาสที่กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าจะขยายการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตในประเทศและในภูมิภาคมากขึ้น

 

สำหรับคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ แนะนำให้ลงทุนเน้นธีมของหุ้นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่กำลังทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/67 ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ โดยให้เลือกลงทุนในหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการจะออกมาดี แต่ราคาหุ้นยังไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนผลประกอบการที่จะออกมา แนะนำลงทุนในหุ้น 5 บริษัท ได้แก่ AOT, ERW, KCE, MINT และ OSP 

 

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงขึ้น อาจพิจารณาลงทุนในหุ้นขนาดกลางหรือขนาดเล็กที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่สูงในไตรมาส 1-2/67 แนะนำ TIDLOR, SNNP และ ONEE

 

ด้านนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่ม Defensive ได้แก่ กลุ่มการแพทย์, ขนส่งทางบก, ค้าปลีก, กลุ่มสื่อสาร รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ให้เงินปันผลในอัตราที่ดี มีหุ้นแนะนำ เช่น AP 

 

ธีมสุดท้ายคือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบในตะวันออกกลาง แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะเริ่มบรรเทาลง แต่ยังคาดการณ์สถานการณ์ข้างหน้าได้ค่อนข้างยาก จึงแนะนำหุ้นกลุ่มน้ำมันติดไว้ในพอร์ตเพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยง แนะนำเป็นหุ้นน้ำมันขั้นต้น 

 

อย่างไรก็ดี ประเมินว่า Downside ของตลาดหุ้นไทยที่ระดับปัจจุบันเริ่มมีจำกัด ถือเป็นจุดที่สามารถทยอยซื้อสะสมได้ โดยคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ที่เริ่มมีการเบิกจ่ายใช้งบประมาณปี 2567 ได้

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising