×

IMF คาด GDP ปี 69 ไทยโต 1.6% แนะรัฐบาลใช้งบอย่างระมัดระวัง เร่งแก้ปัญหาฟอกเงิน

14.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบ: รายงาน IMF คาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 โต 1.6% และข้อเสนอแนะเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสร็จสิ้นการหารือประจำปี (Article IV Consultation) สำหรับประเทศไทย โดยทางการไทยได้ยินยอมให้มีการเผยแพร่รายงานของเจ้าหน้าที่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการหารือในครั้งนี้

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยผลการหารือประจำปี (Article IV Consultation) กับประเทศไทย โดยประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังน่าเป็นห่วง คาดการณ์การเติบโตชะลอตัวต่อเนื่องเหลือเพียง 1.6% ในปี 2569 ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ พร้อมแนะไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างและใช้นโยบายการเงิน-การคลังอย่างรัดกุม

 

รายงานของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงต้าน (Headwinds) ที่เพิ่มขึ้น ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก การเติบโตของสินเชื่อที่ถูกจำกัด และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แผ่วลง ส่งผลให้ตัวเลข GDP ของไทยชะลอตัวลงตามลำดับ โดยปี 2567 เติบโต 2.5% ปี 2568 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 2.1% และปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลงอีกเหลือเพียง 1.6%

 

ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ และความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของตลาดการเงินโลก หรือสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง ด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงและหนี้ต่างประเทศในระดับปานกลาง

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF ได้ให้คำแนะนำสำคัญต่อทางการไทยในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ได้แก่

 

1. ภาคการคลัง ต้อง ‘ตรงจุด’ และ ‘ประหยัด’

 

เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยแคบลง IMF แนะนำว่ามาตรการช่วยเหลือทางการคลังควรเป็นแบบ มุ่งเป้า (Targeted) และ ใช้อย่างประหยัด (Parsimonious) โดยยึดมั่นในวินัยทางการคลังระยะปานกลาง

 

IMF เห็นด้วยกับความจำเป็นในการ “เพิ่มรายได้ภาครัฐ” เพื่อสร้างกันชน (Buffers) ทางการคลังกลับคืนมา และเปิดทางให้มีการลงทุนเพื่อกระตุ้นการเติบโตและสวัสดิการสังคมในอนาคต

 

2. ภาคการเงิน ยังมีช่องให้ ‘ผ่อนคลาย’ เพิ่มเติม

 

IMF เห็นด้วยที่ไทยใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และมองว่า “ยังมีช่องว่างให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้” โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนอุปสงค์และป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไป

 

พร้อมย้ำว่า อัตราแลกเปลี่ยน ควรทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงกระแทก (Shock Absorber) โดยควรแทรกแซงค่าเงินเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาความเป็นระเบียบของตลาดเท่านั้น และควรให้ความสำคัญของการประสานงานนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

 

3. ภาคการเงินและหนี้สิน

 

แม้ความเสี่ยงเชิงระบบจะยังจำกัด แต่ IMF เตือนให้จับตาความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่สูงขึ้น และภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยแนะให้เร่งแก้ปัญหา หนี้ครัวเรือน และสนับสนุน SMEs พร้อมกำชับเรื่องธรรมาภิบาลเพื่อป้องกันปัญหา Moral Hazard และเรียกร้องให้เข้มงวดการกำกับดูแล สหกรณ์ออมทรัพย์ ให้มากขึ้น พร้อมดำเนินการเสริมสร้างกรอบการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างต่อเนื่อง

 

4. เร่งปฏิรูปโครงสร้าง

 

ท้ายที่สุด IMF ย้ำว่าสภาพแวดล้อมภายนอกที่แย่ลง ทำให้ไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “เร่งปฏิรูปโครงสร้างอย่างเด็ดขาด” ทั้งการยกระดับผลิตภาพแรงงาน, การบูรณาการทางการค้าและการเงิน, การลดความการทำงานนอกระบบ และการขับเคลื่อนวาระด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising