IMF คาดเอเชียจะก้าวข้าม ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ สำเร็จภายในปี 2050
แนะการนำ AI มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ในเอเชียได้เฉลี่ย 0.8% ต่อปี ขณะที่การลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีผ่านการรวมกลุ่มในภูมิภาค จะสามารถกระตุ้น GDP ได้เพิ่มขึ้นถึง 1.8% ในระยะยาว
วันนี้ (5 พฤษภาคม) คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในงาน ‘Asia in 2050 Conference’ โดยเชื่อมั่นว่า เอเชียจะสามารถก้าวข้าม ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ ได้สำเร็จภายในปี 2050 หากสามารถเปลี่ยนความท้าทายด้านเทคโนโลยีให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม กรรมการจัดการ IMF กล่าวต่อว่า เอเชียยังต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 ประการ คือ การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี AI, การรับมือสังคมสูงวัย และการเพิ่มการบูรณาการทางการค้าระหว่างกัน
IMF คาดการณ์ว่าการนำ AI มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ในเอเชียได้เฉลี่ย 0.8% ต่อปี พร้อมทั้งประเมินว่า เอเชียกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งภายในปี 2050 จำนวนผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
IMF จึงเสนอให้เอเชียสร้าง ‘ตลาดภายใน’ (Internal Market) ที่เข้มแข็งแบบสหภาพยุโรป เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและสร้างแรงขับเคลื่อนจากดีมานด์ในภูมิภาค ขณะที่การลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีผ่านการรวมกลุ่มในภูมิภาค จะสามารถกระตุ้น GDP ได้เพิ่มขึ้นถึง 1.8% ในระยะยาว
“ข้าพเจ้าหวังและคาดหมายว่าในปี 2050 เราจะเห็นภูมิภาคที่มีการเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น มีพลัง และรุ่งเรือง เป็นภูมิภาคที่หลายประเทศก้าวข้าม ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ ไปสู่สถานะเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วได้สำเร็จ” กอร์เกียวากล่าว
IMF ชี้ความขัดแย้งตะวันออกกลางเป็นบททดสอบเศรษฐกิจโลกรอบใหม่
กรรมการจัดการ IMF ระบุอีกว่า ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลกกำลังถูกทดสอบอีกครั้งจากความขัดแย้งครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งเตือนว่า หากความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อออกไป ย่อมส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อราคาพลังงานโลก ความเชื่อมั่นของตลาด การเติบโตทางเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นโจทย์ท้าทายใหม่สำหรับผู้กำหนดนโยบาย สำหรับภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ สิ่งที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงคือความมั่นคงทางพลังงานและส่งผลต่อเนื่องถึงความเชื่อมั่น ซึ่งตลาดหุ้นได้เริ่มตอบสนองต่อสถานการณ์นี้แล้ว
กอร์เกียวา ยังเน้นย้ำว่า ในฐานะผู้พิทักษ์เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ IMF กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดย IMF กำลังประเมินและวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่ง IMF จะเปิดเผยรายละเอียดของประมาณการเหล่านี้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ที่จะเผยแพร่ในเมษายนนี้
กรรมการจัดการ IMF ย้ำว่า ได้เตือนประเทศสมาชิกมาสักระยะหนึ่งแล้วว่า “ความไม่แน่นอนคือความปกติรูปแบบใหม่” (Uncertainty is the new normal) โดยในโลกยุคใหม่นี้ ทั้งผู้กำหนดนโยบายและภาคเอกชนไม่เพียงแต่ต้องมีกลยุทธ์ที่เข้มแข็งและฐานะทางการเงินที่มั่นคงเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ‘ความคล่องตัว’ (Agility) เพราะความผันผวนรูปแบบใหม่ๆ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เราจะไม่สามารถคาดการณ์ได้เสมอไป แต่เราต้องพยายามเตรียมพร้อมรับมืออยู่ตลอดเวลา

