×

เวที IMF ที่กรุงเทพฯ เตือนพึ่ง AI มากไปอาจทำทักษะการคิดถดถอย แนะองค์กรเตรียมคน ไม่ใช่แค่แจกเครื่องมือ

12.10.2026
  • LOADING...
ภาพ Kristalina Georgieva พร้อมโลโก้ IMF และข้อความเตือนการพึ่ง AI มากไปอาจทำให้ทักษะการคิดถดถอย

ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group)

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญประเดิมวันแรก (12 ตุลาคม) คือเสวนาหัวข้อ ‘IMF Inspired: AI: Unlocking Our Human Potential’ ซึ่งมุ่งหาคำตอบว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาช่วยยกระดับผลิตภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ได้อย่างไร พร้อมเจาะลึกแนวทางการปรับตัวของทุกภาคส่วนเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

 

เสวนาดังกล่าวได้รับเกียรติจาก Kristalina Georgieva Managing Director, IMF ร่วมด้วย Dr. Ayesha Khanna Co-Founder and CEO, Addo และ Sabina Bhatia Director, Corporate Services and Facilities Department, IMF มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น

 

จาก ‘ศาสตร์ที่ตายแล้ว’ สู่การปฏิวัติที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภค

 

Kristalina Georgieva เปิดประเด็นด้วยคำถามที่สังคมสงสัยมาตลอดว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับชีวิตผู้คนได้จริงหรือไม่ แล้วตลาดแรงงานจะเป็นอย่างไรเมื่อ AI เข้ามาแทนที่บางบทบาทพร้อมๆ กับช่วยเพิ่ม

 

ประสิทธิภาพงาน และเทคโนโลยีนี้จะส่งผลกระทบสะเทือนระบบการเงินโลกหรือไม่

 

Dr. Ayesha Khanna ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ย้อนรอยประสบการณ์ว่า เธอเริ่มทำงานกับระบบโครงข่ายประสาทเทียม และเทคโนโลยีการเงินบน Wall Street ในยุคที่ AI ถูกมองว่าเป็นเพียง ศาสตร์ที่ตายแล้ว แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากการเปิดตัวของ ChatGPT ในปี 2022 ซึ่งถือเป็น การปฏิวัติที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภค เช่นเดียวกับยุคโทรศัพท์มือถือ เมื่อประชาชนเข้าถึงได้ง่าย การใช้งานจึงขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

 

นอกจากนี้ Kristalina ยังแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวที่หล่อหลอมความคิดของเธอ ทั้งการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้หญิงยากจนในปากีสถาน ซึ่งทำให้เธอเลิกมองโลกแบบชนชั้นนำ และเชื่อมั่นว่าการมอบโอกาสทางทุนและการศึกษาจะช่วยให้ทุกคนกำหนดชีวิตตนเองได้ รวมถึงการศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่สอนให้กล้าคิดกล้าโต้แย้ง และบทเรียนจากความล้มเหลวในการทำงานที่สิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอก่อตั้งบริษัทวิศวกรรม AI ชื่อ Addo เมื่อ 10 ปีก่อน

 

ความกังวลของประเทศพัฒนาแล้ว vs ความหวังของตลาดเกิดใหม่

 

มุมมองต่อ AI ในภูมิภาคเอเชียมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศ โดย ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์, ญี่ปุ่น สังคมสูงวัยและอัตราความยากจนต่ำ ทำให้ผู้คนมีความกังวลสูง เพราะรู้สึกว่าวิถีชีวิตหรือสถานะเดิม กำลังถูกท้าทาย

 

ขณะที่ ประเทศกำลังพัฒนา/ตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินเดีย ตื่นตัวและมอง AI ด้วยความหวังว่าจะช่วยสร้างโอกาสขยับขยายทางสังคม และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากร

 

เมื่อมาดูกรณีศึกษาจากอินเดีย สตาร์ตอัปด้านสุขภาพชื่อ cure. ai นำ AI มาช่วยคัดกรองภาพเอกซเรย์ปอดกว่า 100,000 รายการ จนพบเนื้องอกเสี่ยงมะเร็งในผู้ป่วยยากจน 20 ราย ช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องรอคิวยาวในระบบโรงพยาบาลรัฐ

 

ตลาดแรงงานยุคใหม่ ปรับโจทย์ธุรกิจ-เน้นยุทธศาสตร์ AI 2.0

 

นอกจากนี้ งานวิจัยของ IMF ชี้ว่า อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงจากการเข้ามาของ AI อาจมีความต้องการจ้างงานลดลง แต่ตลาดจะนิยามรูปแบบงานใหม่ (และต้องการแรงงานที่มีทักษะ AI เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยปัจจุบันประกาศรับสมัครงานกว่า 85% เริ่มระบุคุณสมบัติด้าน AI แล้ว

 

Kristalina เน้นย้ำว่า เป้าหมายขององค์กรไม่ใช่การไล่ออก แต่เป็นการค้นหาพนักงานที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับเทคโนโลยี โดยการนำ AI มาใช้ต้องมองเป็นโจทย์ทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค การแจกเครื่องมืออย่าง Copilot ให้ทุกคนใช้โดยปราศจากยุทธศาสตร์ อาจช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ไม่ได้ตอบโจทย์การเติบโตหรืออัตรากำไรของบริษัท

 

สำหรับแนวทาง ‘AI 2 เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ

 

ให้เน้นเลือก 3 กระบวนการทำงานหลัก มุ่งเน้นจุดสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กร เช่น งานบริการลูกค้า การบริหารความมั่งคั่ง หรือการลดงานค้างในฝ่ายผลิต พร้อมตั้งเป้าหมายชัดเจน 6-8 ตัวชี้วัด: เพื่อวัดผลตอบแทนและการปรับปรุงงานอย่างแม่นยำ รวมวางแผนบริหารคนและรับฟังพนักงานตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่าย IT เพียงลำพัง

 

บทบาทภาครัฐ ปกป้องแรงงาน ไม่ใช่ปกป้องตำแหน่งงาน

 

ในระดับนโยบาย public sector จำเป็นต้องปรับวิธีคิดในการดูแลแรงงาน ดังเช่นแนวคิดของ Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ที่ว่า เราไม่สามารถปกป้องทุกตำแหน่งงานได้ แต่เราสามารถปกป้องแรงงานทุกคนได้

 

ยกตัวอย่าง ประเทศสิงคโปร์ได้ดำเนินมาตรการรูปธรรม เช่น จัดคอร์สเรียน AI ฟรีให้ประชาชนผ่านระบบ Skills Passport / Citizen Dashboard ตามด้วยอุดหนุนเงินเดือนสูงสุด 70% เป็นเวลา 6 เดือน ให้แก่บริษัทที่จ้างงานและรีสกิลผู้มีอายุเกิน 40 ปี และอัดฉีดงบประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน

 

นอกจากนี้ ตลาดเกิดใหม่ยังให้ความสำคัญกับ ‘อธิปไตยทาง AI’ เพื่อป้องกันภาวะตกเป็นอาณานิคมทางดิจิทัล จากการพึ่งพาโมเดลของมหาอำนาจ โดยหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม เริ่มสร้าง Data Center ในประเทศ ปรับแต่งโมเดลภาษาให้เข้ากับวัฒนธรรมของตนเอง และโดดเด่นในห่วงโซ่อุปทานชิป

 

การศึกษาและทักษะมนุษย์ สร้างสมดุลด้วย ‘AI Fasting’

 

เมื่อพูดถึงการนำ AI มาใช้ในห้องเรียนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยงานวิจัยรายงานว่าเด็กที่ใช้ AI ช่วยทำการบ้านอาจทำคะแนนสอบลดลงราว 24–25% เนื่องจากขาดการฝึกฝนความคิดเชิงวิพากษ์และการสร้างข้อโต้แย้ง

 

สถาบันการศึกษาจึงต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ เช่น มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหา ควบคู่กับทฤษฎีพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด ‘AI Fasting’ หรือการงดใช้ AI เป็นครั้งคราว เพื่อรักษาทักษะการคิดพื้นฐานและการตัดสินใจไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสิทธิประชาชน เช่น แพทย์ ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง

 

ความเท่าเทียมทางเพศ และการควบคุมความเสี่ยงที่ชาญฉลาด

 

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของงานวิจัยพบช่องว่างการยอมรับ Generative AI ระหว่างชาย-หญิง อยู่ที่ 10% โดยผู้หญิง 59% จะใช้ AI ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้บริหาร ซึ่งแนวทางคือควรส่งเสริมให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้าง, ผู้ลงทุน และผู้กำหนดยุทธศาสตร์ มากกว่าจำกัดบทบาทไว้แค่การกำกับดูแลความเสี่ยง พร้อมจัดสรรเวลาในวันทำงานสำหรับการUpskill

 

ที่สำคัญควรเลือกใช้โมเดลให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดเสมอไป เช่น Air New Zealand เลือกใช้ Machine Learning แบบดั้งเดิมในงานตรวจบำรุงรักษาเครื่องบิน ต้องมีการวางกรอบควบคุม ป้องกันไม่ให้ AI สร้าง AI ขึ้นมาเอง หรือเกิดภาวะสมคบคิดระหว่าง AI agents (Swarms)

 

ท้ายที่สุด AI ควรทำหน้าที่เป็นเพียง “คู่คิด” และ “เครื่องมือสนับสนุน” โดยมนุษย์ยังคงเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด ส่วนการกำหนดทิศทางอนาคตของ AI ไม่ควรเป็นหน้าที่ของนักเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเปิดพื้นที่ให้นักปรัชญา นักสังคมวิทยา นักมานุษยวิทยา และนักเศรษฐศาสตร์ ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบสังคมที่ทุกคนอยากเห็นร่วมกัน

 
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories