ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ตัดสินใจใช้ “ยาแรง” ด้วยการปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อประคองเสถียรภาพตลาดโลก โดยพุ่งเป้าไปที่ภูมิภาคเอเชียเป็นลำดับแรกเพื่ออุดช่องว่างของอุปทานที่หายไปจากการสู้รบในตะวันออกกลาง
ดันน้ำมันสำรองเข้าเอเชียทันที หวังกู้วิกฤต Supply Shock
แถลงการณ์ล่าสุดของ IEA เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ระบุชัดเจนว่าอุปทานน้ำมันจากการปล่อยคลังสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล จะถูกส่งเข้าสู่ตลาดเอเชียทันที เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากที่สุด
ขณะที่ฝั่งยุโรปและอเมริกาจะเริ่มพร้อมใช้งานได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็น “ทางรอด” สำคัญหลังจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถออกจากฐานการผลิตได้
สมรภูมิฮอร์มุซปิดตาย ราคาพลังงานพุ่งกระฉูด
สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้นโดยพฤตินัย ส่งผลให้ราคาพลังงานปลายน้ำทะยานขึ้นอย่างน่าตกใจ
- Jet Fuel (ยุโรป): ปิดตลาดเหนือ 220 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- Diesel Futures (ยุโรป): พุ่งทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- Crude Oil Futures: ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างแข็งแกร่ง
ความผันผวนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารใกล้ศูนย์ส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงที่อุปทานจะหยุดชะงักยาวนาน
IEA ยังจับตาความเสี่ยงระยะยาว
Fatih Birol ผู้อำนวยการบริหารของ IEA โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันมหาศาลจะเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยน้ำมันดิบ (Crude Oil) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 72% ของแผนการปล่อยทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม Birol ยังคงส่งสัญญาณเตือนว่า “การปล่อยน้ำมันสำรองเป็นเพียงการบรรเทาชั่วคราว แต่ทางออกที่ยั่งยืนคือการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซให้กลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก”
ภาพ: Rangsarit Chaiyakun / Getty Images
อ้างอิง:

