×

เปิดเหตุผล ทำไม ‘ไอซ์แลนด์’ โหวต ‘คัดค้าน’ เจรจาสมัครเข้าเป็นสมาชิก EU

31.08.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงการลงประชามติของไอซ์แลนด์ที่โหวตคัดค้านการเข้าเป็นสมาชิก EU

ผลการลงประชามติเพื่อตัดสินใจว่า ไอซ์แลนด์ควรจะกลับมาเริ่มต้นเจรจา เพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้งหรือไม่ เมื่อวานนี้ (30 สิงหาคม) ผลปรากฏว่า ชาวไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่โหวต ‘No’ (ไม่เห็นด้วย หรือ คัดค้าน) ด้วยสัดส่วน 52.8% ขณะที่ฝ่ายโหวต ‘Yes’ (เห็นด้วย หรือ สนับสนุน) ได้รับคะแนน 47.2% โดยมีคะแนนห่างกันประมาณ 12,600 เสียง

 

การลงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์อย่างท่วมท้นสูงถึง 82.5% ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดในการเลือกตั้งหรือการลงมติใดๆ ของไอซ์แลนด์นับตั้งแต่ปี 2009 โดยรัฐบาลผสมฝ่ายซ้าย-กลาง นำโดย คริสตรูน โฟรสตัดดอตตีร์ นายกรัฐมนตรีหญิงของไอซ์แลนด์ ได้ตัดสินใจเลื่อนการลงมติให้เร็วขึ้นจากกำหนดเดิมในปี 2027 เนื่องจากความตึงเครียดด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความกังวลจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวถึงความต้องการที่จะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับไอซ์แลนด์อย่างมาก

 

ทำไม ‘ไอซ์แลนด์’ ส่วนใหญ่ โหวต ‘คัดค้าน’ การเจรจาสมัครเข้า EU

 

  • การปกป้องสิทธิ์เหนือน่านน้ำและอุตสาหกรรมประมง

 

ประเด็นนี้ถือเป็นข้อขัดแย้งและอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เนื่องจากอุตสาหกรรมประมงและการจัดการทรัพยากรทางทะเลคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ และยังฝังรากลึกเป็น ‘อัตลักษณ์สำคัญ’ ของชาติมานานหลายร้อยปี

 

ไอซ์แลนด์มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ จนได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์จากเดนมาร์กในปี 1944 ส่งผลให้ผู้โหวต ‘No’ ไม่อยากสูญเสียอำนาจอธิปไตยและการตัดสินใจภายในประเทศไปให้แก่สหภาพยุโรป โดยมีข้อกังวลเพิ่มเติมว่า เสียงของไอซ์แลนด์ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็ก อาจถูกลดทอนความสำคัญลง เมื่ออยู่ในรัฐสภายุโรป

 

ผู้โหวต ‘No’ วิตกกังวลว่า นโยบายการประมงร่วมกัน (Common Fisheries Policy) ของสหภาพยุโรปจะเข้าควบคุมปริมาณการจับปลา และเปิดโอกาสให้เรือประมงจากประเทศสมาชิกอื่น เช่น สเปนหรือเนเธอร์แลนด์ เข้ามาทำประมงในเขตน่านน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของตน ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนยังมีประวัติศาสตร์ความภูมิใจในการชนะ ‘สงครามปลาค็อด’ (Cod Wars) กับอังกฤษ เพื่อปกป้องสิทธิ์เหนือน่านน้ำประมงของตัวเองในช่วงทศวรรษ 1970

 

เอียรีคูร์ เบิร์กมันน์ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองจาก Bifröst University ให้สัมภาษณ์กับ BBC โดยวิเคราะห์ว่า ฝ่ายคัดค้านมีความสามารถสูงมากในการกระตุ้นประเด็น ‘อัตลักษณ์ทางการเมืองของชาติ’ และการอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราช เพื่อดึงดูดใจและเข้าถึงความรู้สึกพื้นฐานที่ลึกซึ้งของประชาชนได้เป็นอย่างดี

 

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายสนับสนุนกลับเน้นทำแคมเปญในเชิงเทคนิคมากเกินไป โดย ‘ล้มเหลว’ ในการอธิบายให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์และไม่มี ‘พลังร่วม’ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกคล้อยตามว่า ทำไมไอซ์แลนด์จึงควรเข้าร่วม EU

 

นอกจากนี้ เขายังเสริมว่า การอภิปรายโต้เถียงครั้งนี้เกิดขึ้นในมิติปัญหาภายในประเทศเป็นหลัก และความผันผวนระดับโลกภายนอกไม่ได้ส่งผลกระทบหรือแทรกซึมเข้าไปในใจของผู้ลงคะแนนมากนัก

 

ขณะที่ กูธรูน ฮัฟสไตน์สโดตตีร์ ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน Independence Party ซึ่งคัดค้านการเข้าร่วม EU มองว่าผลลัพธ์การลงประชามติครั้งนี้ส่งสัญญาณที่แจ่มชัดของคนในชาติว่า ‘ต้องการเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศด้วยตัวเอง’ แม้ว่าจะยังต้องการกระชับความสัมพันธ์และการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ต่อไปก็ตาม

 

ทางด้าน นักการทูตของสหภาพยุโรป แสดงความเห็นผ่าน AP News ว่า ผลประชามตินี้ถือเป็น “ความพ่ายแพ้อย่างชัดเจนของบรัสเซลส์ (EU)” พร้อมชี้ว่า เรื่องสิทธิ์ในการประมงและการปกป้องความเป็นเอกราชคือ ‘ปัจจัยตัดสินชะตา’ ของการลงประชามติครั้งนี้อย่างแท้จริง

 

  • การได้รับประโยชน์จากยุโรปอยู่แล้วในสถานะปัจจุบัน (Status Quo)

 

ไอซ์แลนด์เป็นสมาชิกของ ‘ตลาดเดียว’ ของสหภาพยุโรป (EU’s Single Market) และเขตเชงเกน (Schengen) อยู่แล้ว ผู้โหวตคัดค้านจึงมองว่า ประเทศได้รับสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเดินทางโดยสะดวกอยู่แล้ว โดย ‘ไม่จำเป็น’ ต้องแลกกับอธิปไตยของชาติเหมือนกับการเป็นสมาชิกแบบเต็มรูปแบบ อีกทั้งยังมีอิสระในการทำข้อตกลงทางการค้าเสรีด้วยตัวเองอย่างเป็นเอกเทศ เช่น ข้อตกลงการค้ากับประเทศจีน

 

โดยกลุ่มยูโรเซปติก (Eurosceptic) หรือ กลุ่มคนที่ต่อต้าน คัดค้าน หรือตั้งข้อสงสัยต่อ EU ต่างร่วมแสดงความยินดีต่อผลการลงประชามติครั้งนี้ เช่น ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรค Reform UK ของอังกฤษ ชื่นชมว่า ชาวไอซ์แลนด์เลือกที่จะรักษาความเป็นอิสระของพวกเขาไว้ ขณะที่ มารีน เลอ แปน นักการเมืองฝรั่งเศส มองว่า ชัยชนะครั้งนี้ยืนยันความจริงที่ว่า การเป็นสมาชิก EU ไม่ใช่ ‘เป้าหมายสูงสุด’ หรือปลายทางธรรมชาติของทุกระบอบประชาธิปไตยในยุโรป

 

ทางด้าน ยาค็อบ ฟังก์ เคอร์เคอกอร์ นักวิชาการอาวุโสจาก Bruegel คลังสมองแห่งยุโรป มองว่านี่เป็น “โอกาสที่พลาดไป” ของทั้งทางไอซ์แลนด์และ EU โดยชี้ว่า ที่ผ่านมา EU ประสบความ ‘ล้มเหลว’ ในการนำเสนอข้อดีของตนเอง โดยเฉพาะในแง่ของบทบาทด้านความมั่นคงในแถบภูมิภาคอาร์กติก

 

ขณะนี้มีหลายประเทศที่กำลังรอคิวเป็นผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก EU ซึ่งแต่ละประเทศยังคงต้องเผชิญกับกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างภายในประเทศที่ค่อนข้างใช้เวลา เพื่อปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐานต่างๆ ให้สอดรับกับกฎระเบียบที่เข้มงวดของ EU เช่น ยูเครน มอลโดวา และมอนเตเนโกร

 

ภาพ: Leonhard Foeger / Reuters

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising