วันนี้ (29 สิงหาคม) ประชาชนชาวไอซ์แลนด์เตรียมลงคะแนนเสียงประชามติ (Referendum) เพื่อตัดสินใจว่าไอซ์แลนด์ควรเริ่มต้นการเจรจา เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) อีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่การเจรจาเคยถูกระงับและหยุดชะงักไปเมื่อปี 2013 โดยคำถามหลักบนบัตรลงคะแนนคือ “ไอซ์แลนด์ควรกลับมาเริ่มต้นการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกกับสหภาพยุโรปอีกครั้งหรือไม่?”
ประเด็นสำคัญ
โหวตครั้งนี้มีรายละเอียดอย่างไร ทำไมถึงสำคัญ
ผลการลงประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ การโหวต ‘เห็นด้วย’ (Yes) ไม่ได้หมายถึงการที่ไอซ์แลนด์จะเข้าเป็นสมาชิก EU ทันที แต่เป็นเพียงการเปิดทางให้รัฐบาลเริ่มต้นกระบวนการเจรจาข้อตกลงกับทาง EU อีกครั้ง
หากเจรจาเสร็จสิ้น ข้อตกลงดังกล่าวจะต้องผ่านการทำประชามติรอบที่ 2 เพื่อให้ประชาชน ‘เห็นชอบ’ อีกครั้ง ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้รับการลงนามรับรองจากชาติสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศด้วย
แต่ถ้าหากผลโหวตเป็น ‘ไม่เห็นด้วย’ (No) การกลับมาเจรจาจะถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้ตัดโอกาสที่ไอซ์แลนด์จะพิจารณาประเด็นนี้อีกในอนาคต
แม้ว่าในปัจจุบัน ไอซ์แลนด์จะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเดี่ยวของ EU และอยู่ในเขตเชงเกน (Schengen) ภายใต้ข้อตกลงเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) อยู่แล้ว แต่ประชามติครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมี ‘ปัจจัยเร่ง’ จาก ประเด็นด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์โลกที่ตึงเครียดขึ้น เช่น สงครามของรัสเซียในยูเครน ความตึงเครียดในภูมิภาคอาร์กติก และความกังวลต่อนโยบายของสหรัฐฯ ที่ทรัมป์เคยแสดงความสนใจที่จะซื้อกรีนแลนด์ และเคยพูดสับสนระหว่างกรีนแลนด์กับไอซ์แลนด์
ประกอบกับไอซ์แลนด์เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ (5.6%) และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่พุ่งสูงถึง 8% เมื่อเทียบกับ 2.25% ของธนาคารกลางยุโรป ส่งผลให้ค่าครองชีพแพงกว่าปกติและผู้คนแบกรับค่าผ่อนบ้านที่สูงมาก ปัจจัยเร่งเหล่านี้ได้ผลักดันให้รัฐบาลไอซ์แลนด์ตัดสินใจจัดทำประชามติเร็วกว่ากำหนดเดิม เนื่องจากไอซ์แลนด์ไม่มีกองทัพเป็นของตัวเอง จึงต้องการเสาหลักความมั่นคงเพิ่มเติมจาก EU
ความท้าทายครั้งใหญ่ของการลงประชามติ คืออะไร
ประเด็นขัดแย้งและความท้าทายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติครั้งนี้ แบ่งประชาชนชาวไอซ์แลนด์ออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน โดยโฟกัสไปที่เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และอำนาจอธิปไตย
มุมที่เกี่ยวข้องกับ ‘สิทธิ์ในการทำประมงและอำนาจอธิปไตย’ เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของประเด็นนี้ โดยอุตสาหกรรมประมงและสัตว์น้ำคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการส่งออกของไอซ์แลนด์ ฝ่าย ‘ไม่เห็นด้วย’ (No) นำโดย กูธรูน ฮัฟสไตน์สโดตตีร์ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน กังวลว่า นโยบายประมงร่วมของ EU (Common Fisheries Policy) จะทำให้ไอซ์แลนด์สูญเสียการควบคุมน่านน้ำประมงของตนเอง และไม่มีวันยอมแบ่งปันน่านน้ำนี้ให้ใคร แม้ฝ่ายรัฐบาลจะเชื่อว่า จะสามารถเจรจาขอ ‘ข้อยกเว้นพิเศษถาวร’ ได้ แต่ฝ่ายคัดค้านชี้ว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีสมาชิก EU รายใดได้รับข้อยกเว้นถาวร
ส่วนมุมที่เกี่ยวข้องกับ ‘เศรษฐกิจและสกุลเงินยูโร’ นั้น ฝ่าย ‘เห็นด้วย’ (Yes) นำโดย คริสตรูน โฟรสตัดดอตตีร์ นายกรัฐมนตรีหญิงของไอซ์แลนด์ แย้งว่า การเข้า EU และเปลี่ยนมาใช้เงินยูโรจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อ ลดดอกเบี้ย และสร้างเสถียรภาพทางการเงินได้ดีกว่า ขณะที่ฝ่ายคัดค้านแย้งว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาที่ EU จะมาแก้ให้ แต่เป็นหน้าที่ของนักการเมืองไอซ์แลนด์เอง และกังวลว่า กฎระเบียบของ EU จะเน้นผลประโยชน์ของผู้บริโภค 450 ล้านคน มากกว่าความต้องการเฉพาะของประชากร 400,000 คนของไอซ์แลนด์
แนวโน้มผลประชามติเป็นอย่างไร
ขณะนี้ ผลโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวไอซ์แลนด์ ‘ก้ำกึ่งมาก’ จนไม่สามารถคาดเดาฝ่ายผู้ชนะล่วงหน้าได้ โดยโพลล่าสุดบางสำนักชี้ว่า ฝ่าย ‘ไม่เห็นด้วย’ (No) มีคะแนนนำอยู่เล็กน้อยที่ 51.6% ในขณะที่บางโพลก่อนหน้านั้นให้ฝ่าย ‘เห็นด้วย’ (Yes) นำอยู่เล็กน้อยที่ 51.3%
หากผลโหวตเป็น ฝ่าย ‘เห็นด้วย’ (Yes) ชนะ คาดว่า กระบวนการเจรจากับ EU ครั้งใหม่จะเริ่มต้นในช่วงปลายปี 2026 และอาจใช้เวลาเจรจาประมาณ 18-24 เดือน เนื่องจากความคืบหน้าของการเจรจาเดิมทำไว้ค่อนข้างมากแล้ว (เจรจาเสร็จสิ้นชั่วคราวไปแล้ว 11 จาก 35 บทเจรจา) ซึ่งฝ่ายสนับสนุนเชื่อว่า จะใช้เวลาเจรจาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองแทรกซ้อน เนื่องจากไอซ์แลนด์จะต้องมีการเลือกตั้งทั่วไปภายในเดือนพฤศจิกายน 2028
แฟ้มภาพ: Thierry Monasse / Getty Images
อ้างอิง:


