เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ ต้นตอการไหลทะลักของ ‘ทุนเทา’ สู่ไทยและอาเซียน?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ การว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการควบคุมเงินทุนและธุรกิจเทคโนโลยีอย่างเข้มงวดของรัฐ ประกอบกับการไหลบ่าของทุนจีนได้พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมของอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ จากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ยักษ์ เส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative: BRI)
ปัจจัยเหล่านี้เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่ใน ‘ทุนเทา’ โดยเฉพาะทุนที่ไม่สามารถเติบโต หรือแสดงตัวได้อย่างโปร่งใส แต่เลือกเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศภาพชัดขึ้นอีกครั้ง
หลังการระบาดโควิด-19 ทุนจีนมองหา ‘พื้นที่ใหม่’ ที่ต้นทุนต่ำ ช่องว่างกฎหมายอ่อนแอ และอยู่ใกล้จีน-อาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ‘ไทย เมียนมา และกัมพูชา’ กลายเป็นเป้าหมายสำคัญ ทั้งในฐานะพื้นที่เคลื่อนผ่านเงิน และฐานปฏิบัติการ นำมาสู่เส้นทางหากินใหม่ไป จนถึงกลายเป็นปมใหญ่ที่เรียกว่า ‘ฐานฟอกเงิน’
บวกกับกระแสข่าวร้อนหลังเหตุการณ์การหายตัวไปของดาราจีน ‘หวังซิง’ เมื่อต้นปี 2568 กลายเป็นชนวนที่ฉายภาพปัญหานี้อย่างชัดเจน ความกังวลของสังคมจีนต่อความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการเดินทางมาไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ภาพยนตร์จีนฟอร์มยักษ์ No More Bets ที่เข้าฉายเมื่อราว 3 ปีก่อน ยิ่งสะท้อนโลกของแก๊งสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และธุรกิจผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งวันนี้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่หนังโรงทั่วไป แต่คือ ‘หนังฉายซ้ำ’ ที่เปิดโปงขบวนการทุนสีเทาที่ยังอยู่และเติบโตไปเรื่อยๆ
ปัญหานี้แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาค ส่งผลให้เมียนมาและกัมพูชากลายเป็น
- ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์
- แหล่งค้ามนุษย์
- เงินเทา
- ตลาดมืดคริปโต
- ตลาดมืดทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ โดยมีไทยเป็นทั้งทางผ่าน ‘จุดฟอกเงิน และตลาดรองรับ’
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- จาก ‘No More Bets’ ภาพยนตร์ตีแผ่ทุนจีนสีเทา ถึงปมฉาวซิงซิง เศรษฐกิจใต้เงาอาชญากรรมข้ามชาติ จีนทิ้งตั๋วเที่ยวตรุษจีนไทย 15.6%
- 3 ปี การเดิมพันอิสรภาพกับความบอบช้ำของ ‘เศรษฐกิจ (ชาว) เมียนมา’
- สำรวจ ‘เมียวดี’ ดาวน์ทาวน์ที่เคยเหงาในอดีต มีขุมทรัพย์อะไรซ่อนอยู่บ้าง
- ชมคลิป: เปิดขุมทรัพย์ ‘จีนเทา’ 5.55 แสนล้านในเมียวดี | Morning Wealth 24 เม.ย. 2567
แม้จะไม่มีตัวเลขมูลค่ารวมที่แน่ชัด แต่ผลกระทบนั้นมหาศาล โดยเฉพาะมีการประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจสูญเงิน 1.15 แสนล้านบาทต่อปี จากแก๊งสแกมเมอร์ รัฐสูญเสียรายได้ภาษี
ภาพทั้งหมดนี้ยิ่งสะท้อนว่า ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ ไม่ใช่ปัญหาใต้ดินอีกต่อไป แต่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทยจริง
สอดคล้องมุมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภาคเอกชน โดย กกร. ชี้ตรงกันว่า หลังโควิด-19 หนึ่งในภัยร้ายแรงที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจไทย คือ ‘ทุนสีเทาที่แทรกซึมทุกระดับ’ ซึ่ง การแก้ทุนเทา ต้องแก้ที่ไทยเทาด้วย
ตั้งแต่ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงกลไกอำนาจรัฐ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสุจริตต้องแบกรับต้นทุนที่มองไม่เห็น ทั้งการแข่งขันที่บิดเบือน ความโปร่งใสที่หายไป และความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่น
หากรัฐแก้ไขล่าช้า ปัญหาจะกัดกร่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะยาว จนกลายเป็น ‘บาดแผลเชิงโครงสร้าง’ ของไทยและเพื่อนบ้าน
เปิดโปง 10 ประเภท ‘แหล่งฟอกเงิน’
แม้เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงาน ปปง. ระบุว่า เงินที่ถูกนำมาฟอกมักมาจากแหล่งหลักกว่า 10 ประเภท เช่น การค้ายาเสพติด การพนัน การฉ้อโกงประชาชน การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ การหลีกเลี่ยงภาษีของภาคธุรกิจ และการรับสินบนหรือการใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ
“การฟอกเงินในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูง ตั้งแต่การซื้อทรัพย์สินหรูด้วยเงินสด การตั้งธุรกิจบังหน้า การใช้นอมินี ไปจนถึงการโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบดิจิทัล เมื่อเงินผิดกฎหมายเหล่านี้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ” ย่อมทำให้ตลาดเสียสมดุล และเปิดช่องให้ทุนสีเทา ‘เติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจจริง’
ดังนั้น การปราบปรามทุนจีนสีเทา ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปฏิบัติการด้านความมั่นคงหรือการท่องเที่ยว แต่ต้องยกระดับเป็น ‘วาระแห่งชาติด้านเศรษฐกิจ ’
ตั้งแต่การสกัดเส้นทางเงิน การตรวจสอบนอมินี การคุมอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงความร่วมมือระดับภูมิภาค หากไทยยังปล่อยให้เศรษฐกิจสีเทาเติบโตบนความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน
ปลายทางอาจไม่ใช่แค่การสูญเสียรายได้ แต่คือการถูกบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจภายในไปเรื่อยๆ
‘Data Bureau’ กลไกปราบทุนสีเทา ช่วยได้แต่ไม่ 100% แนะต้องอุดรอยรั่ว
จากกรณีที่กระทรวงการคลังเดินหน้าผลักดันการจัดตั้ง ‘Data Bureau’ หรือศูนย์รวมข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและธุรกิจสีเทา THE STANDARD WEALTH ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวในวงการเทคโนโลยีที่มาวิเคราะห์ประโยชน์ของกลไกที่ว่าจะช่วยสกัดทุนเทาได้แค่ไหน

สมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยี ของบริษัท Arise by Infinitas (บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารกรุงไทยและ Accenture) และเป็นผู้ก่อตั้งและอดีตประธาน Kasikorn Business Technology Group (KBTG) อธิบายกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในเชิงเทคนิค Data Bureau คือระบบที่เชื่อมต่อข้อมูลจากหน่วยงานทางการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
กลไกการทำงานจะใช้การเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Open API ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้เก็บข้อมูล (Data Holder) และฝ่ายรับข้อมูล โดยผู้เก็บข้อมูลต้องมีความสามารถในการส่งข้อมูลผ่านระบบเชื่อมต่อเมื่อมีการร้องขอจากผู้มีอำนาจ (Authority)
“หากพบข้อสงสัยหรือพิรุธ แต่ละหน่วยงานสามารถดึงข้อมูลเหล่านี้มาตรวจสอบได้ทันที ทำให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ (Asset) ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของอะไรบ้าง หรือมีเส้นทางการเงิน (Money Trail) จากต้นทางไปถึงใคร ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการเอาผิดทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน” สมคิดกล่าว
จุดบอดที่ต้องระวัง ‘เงินสด’ และ ‘คริปโต’ ที่ตรวจสอบยาก
แม้ Data Bureau จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการตรวจสอบสินทรัพย์ส่วนใหญ่ แต่คุณสมคิดชี้ให้เห็นว่า ระบบนี้อาจ ช่วยได้ไม่ 100% เนื่องจากยังมีสินทรัพย์บางประเภทที่ตรวจสอบได้ยาก หรือไม่สามารถเรียกดูข้อมูลได้
- สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) หากเป็นการซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถดึงมาตรวจสอบได้ แต่หากเป็นการถือครองในบัญชีต่างประเทศ หรือ Exchange ที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล จะเป็นเรื่องยากในการเข้าถึงข้อมูล
- เงินสด (Cash) เป็นช่องทางหลักที่กลุ่มทุจริตมักใช้ในการตัดตอนเส้นทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ
“คนที่มีความประสงค์ไม่สุจริต เขาจะนำสินทรัพย์ไปเก็บไว้ในที่ที่ตรวจสอบลำบาก เช่น คริปโตที่ตรวจสอบยาก หรือบัญชีธนาคารในต่างประเทศที่ไทยไม่มีอำนาจเรียกดูข้อมูล” สมคิดกล่าว
แนะทางออก ต้อง ‘คุมเข้ม’ การเคลื่อนย้าย ควบคู่การตรวจสอบ
เพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณสมคิดเสนอแนะว่า ลำพังแค่เครื่องมือตรวจสอบ (Audit) อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีมาตรการป้องกัน และควบคุม การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ร่วมด้วย
สมคิดยกตัวอย่างกรณี บัญชีม้า ที่มักมีการถอนเงินสดออกมาเพื่อตัดตอนเส้นทางการเงิน โจทย์คือเราจำเป็นต้องควบคุมหรือไม่ ว่าให้ถอนเงินสดได้ไม่เกินจำนวนเท่าไรต่อวัน เพื่อสกัดกั้นการขนย้ายเงินสดออกจากระบบ
เช่นเดียวกับ คริปโตเคอร์เรนซี หากต้นทางของทรัพย์สินอยู่ในเมืองไทย จะต้องมีวิธีการควบคุมการโอนย้ายไปยัง Wallet ต่างประเทศ หรือต้องมีกลไกที่สามารถระบุตัวตนและตรวจสอบธุรกรรมเหล่านั้นได้
“การใช้ Data Bureau จะได้ผลดีในบางส่วน แต่ในส่วนที่ตรวจสอบไม่ได้ รัฐต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปยังพื้นที่สีเทาเหล่านั้น ต้องทำควบคู่กันทั้งสองส่วน” สมคิดทิ้งท้าย
ก.ล.ต. ร่วมทีม ‘Connect the Dots’ ผนึกคลัง-ธปท. ลุยโปรเจกต์ ‘Data Bureau’ หวังเชื่อมโยงข้อมูลยกระดับการกำกับดูแลทั้งระบบ

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยยืนยันว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการชุดที่เรียกว่า ‘Connecting the Dots’ ซึ่งเป็นคณะทำงานภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานภาคการเงินต่างๆ
โดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในคณะทำงานชุดนี้ด้วยตนเอง
เจาะลึกคอนเซปต์ ‘Data Bureau’ เมื่อข้อมูลต้อง ‘เชื่อมโยง’ สำหรับแนวคิดหลัก (Concept) ของการจัดตั้ง Data Bureau และการทำงานของชุด Connecting the Dots นั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายว่า เป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ในเรื่องของ ‘การเชื่อมโยงข้อมูล’ (Data Integration)
เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่งต่างถือครองข้อมูลภายใต้กฎหมายและบทบาทหน้าที่ตามบริบทของตนเอง ซึ่งมีความซับซ้อนและบางส่วนมีความทับซ้อนกันอยู่ การมีระบบ Data Bureau จะช่วยให้เกิดการแชร์ข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลระหว่างกันได้
โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงสร้างของ Data Bureau นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตลาดทุน แต่ยังรวมถึงหน่วยงานสำคัญระดับประเทศ
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์
ยกเครื่องกำกับดูแล ‘Data Flow’
ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ ขยายความเพิ่มเติมว่า การที่ทุกภาคส่วนซึ่งดูแลบริบทของตนเองอยู่แล้วภายใต้ข้อมูลที่มีการไหลเวียน (Data Flow) สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนหรือแชร์ร่วมกันได้ จะนำไปสู่ประโยชน์สำคัญ 2 ประการ ดังนี้
- การกำกับดูแลภาพรวมที่ดีขึ้น: ช่วยให้เห็นภาพรวมของการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนของตลาดทุน แต่รวมถึงระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกัน
- เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล: การเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยลดความซับซ้อนในการทำงาน และทำให้การกำกับดูแลในขอบเขตที่ทับซ้อนกันนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ทางคณะทำงาน ‘Connecting the Dots’ มีกำหนดการที่จะเข้ารายงานความคืบหน้าต่อท่านนายกรัฐมนตรี และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ
ตั้งทีม ‘ปราบทุนเทา’ วาระชาติ

ทางด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศให้ปัญหา ‘สแกมเมอร์ฺเป็นวาระแห่งชาติ’ และได้แต่งตั้งอนุกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 คณะ ดังนี้
- คณะอนุกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
- คณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
- คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
- คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย
โดยแต่ละคณะอนุกรรมการจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การปราบปราม การป้องกัน การประชาสัมพันธ์ และการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ นิทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งเป็นประธาน ในคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา และได้ประกาศตั้ง Data Bureau ไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568
โดย Data Bureau มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานต่างๆ มาเชื่อมด้วยกัน ซึ่งเบื้องต้น จะเน้นที่การทำงานร่วมกันของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดช่องทางการเงินที่อาจเป็นพฤติกรรมต้องสงสัยและต้องเร่งตรวจสอบไว้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่
- สินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโทเคอเรนซี โดยเฉพาะส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ (ก.ล.ต.) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่นอกประเทศไทย
- Money Changer ซึ่งเป็นส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแล
- ตลาดทองคำ โดยรวมถึงทองคำที่เป็นกายภาพ (Physical) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivative) ที่เป็นกระดาษ ซึ่งปัจจุบันตลาดทองคำยังไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลโดยตรง
ส่วนการดำเนินงานตรวจสอบ ทาง Data Bureau จะเน้นตรวจสอบใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่
- การพิสูจน์ตัวตน (Know Your Customer – KYC) โดยตรวจสอบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นเป็นตัวจริงหรือเป็นนอมินีหรือไม่ เนื่องจากบางตลาด เช่น ตลาดทองคำ อาจยังไม่มีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนที่เข้มข้นเท่ากันในภาคการเงิน เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร
- พฤติกรรม (Behavior) โดยตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น แจ้งว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจ แต่มีเงินไหลเข้าออกที่ผิดปกติหรือ
- ธุรกรรม (Transaction) โดยตรวจสอบการไหลเข้าและไหลออกของเงินผ่านช่องทางต่างๆ ที่ต้องผ่านธปท.
โดยที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่าจะได้รูปแบบของ Data Bureau ภายในพฤศจิกายน 2568 และระบบทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568
เก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเทรดทองออนไลน์
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงการคลัง ได้ผนึกกำลัง ธปท. และ ก.ล.ต. ออกมาตรการสกัด ‘การแข็งค่าของเงินบาท’ หลังเงินบาทแข็งค่าเร็ว แรง เกินปัจจัยพื้นฐาน และแข็งค่านำภูมิภาค โดยมี 3 มาตรการสำคัญ ดังนี้
1. สรรพากรเก็บข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองบนแพลตฟอร์ม จากผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์ที่มีการนำส่งข้อมูลอยู่แล้ว
2. กรมสรรพากรเล็งเก็บ ‘ภาษีธุรกิจเฉพาะ’ สำหรับการซื้อ-ขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งต้องเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการ (Hearing) และอาจต้องผ่านความเห็นของกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนจึงจะประกาศใช้ได้
3. ธปท.เล็งกำหนดเพดานปริมาณการซื้อ-ขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์
สำหรับมาตรการเก็บ ‘ภาษีธุรกิจเฉพาะ’
ดร.เอกนิติ เผยว่า รัฐบาลจะแถลงความคืบหน้าในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา วันที่ 9 มกราคม 2569 นี้
งานนี้อาจต้องฝากความหวังทีม ‘Connect the Dots’ กับโปรเจกต์ ‘Data Bureau’
ภาพ: Craig Hastings, chainatp, Caia Image/Getty Images


