วานนี้ (6 ตุลาคม) เวลา 19.00 น. ที่กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการน้ำและติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในลุ่มน้ำบางปะกง โดยมี อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นรธิป โพยนอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้แทนกองทัพเรือ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
การประชุมเชื่อมโยงผ่านระบบ VTC กับ พลพีร์ สุวรรณฉวี และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางระบายน้ำจากลุ่มน้ำบางปะกงออกสู่อ่าวไทย โดยพิจารณาปริมาณน้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำ และอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน ควบคู่กับผลกระทบต่อประชาชนตลอดทั้งลุ่มน้ำ
แผนระบายน้ำครอบคลุมเส้นทางตั้งแต่เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ผ่านคลองท่าด่านและแม่น้ำนครนายก ก่อนบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรีและไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกง ออกสู่อ่าวไทยบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยที่ประชุมจะพิจารณาจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพพื้นที่
สำหรับทรัพยากรที่มีอยู่ กองทัพเรือมีเรือผลักดันน้ำ 90 ลำ ซึ่งมีขีดความสามารถในการผลักดันน้ำรวมประมาณ 9 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่วนกรมชลประทานมีเครื่องผลักดันน้ำอีก 40 เครื่อง รวมเป็นทรัพยากร 130 ลำ/เครื่อง อย่างไรก็ตาม เรือผลักดันน้ำของกองทัพเรือกระจายปฏิบัติงานอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ การจัดสรรหรือปรับย้ายจึงต้องพิจารณาความเหมาะสมทางเทคนิคและผลกระทบต่อพื้นที่เดิมด้วย
ด้าน พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รายงานสถานการณ์จากการลงพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมเสนอให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ขณะที่ อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุแนวทางทำงานร่วมกันตามความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน โดยให้กรมชลประทานและหน่วยงานด้านน้ำพิจารณาแนวทางบริหารจัดการน้ำและจุดติดตั้งเครื่องมือ ส่วนกระทรวงกลาโหมและกองทัพพร้อมสนับสนุนกำลังพล เรือผลักดันน้ำ และยุทโธปกรณ์ตามความจำเป็น
ทั้งนี้ ที่ประชุมเน้นการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักวิชาการ โดยต้องคำนึงถึงความรุนแรงของสถานการณ์ ความเร่งด่วน และผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือพื้นที่หนึ่งเพิ่มความเดือดร้อนให้ประชาชนในอีกพื้นที่หนึ่ง


