เปิดเหตุผลที่รัฐบาลยืนยันร่างกฎหมายค้างท่อ 34 ฉบับ ให้รัฐสภากลับมาพิจารณาต่อ และปล่อยกฎหมายฉบับที่เหลือให้ตกไป จากคำชี้แจงของ ภราดร ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชี้แจงต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ (15 พฤษภาคม)
ภราดรหยิบยกประเด็นจากที่สมาชิกรัฐสภาได้สอบถามและแสดงความเห็น ก่อนชี้แจงในภาพรวมว่า ร่างกฎหมายทั้งทั้ง 34 ฉบับนี้ ไม่ได้ยืนยันผ่านมติ ครม. ครั้งเดียว แต่แบ่งเป็นครั้งแรกยืนยัน 31 ฉบับในวันที่ 5 พฤษภาคม มีกฎหมายของ ครม. 21 ฉบับ ของ สส. 10 ฉบับ โดยไม่มีกฎหมายจากภาคประชาชน และครั้งที่สองยืนยันอีก 3 ฉบับ ในวันที่ 12 พฤษภาคม มีกฎหมายของ สส. 2 ฉบับ และกฎหมายของภาคประชาชน 1 ฉบ้บ
เขาบอกว่า เจตนารมณ์ของการยืนยัน 2 ครั้ง คือต้องการเว้นช่วงเวลา 1 สัปดาห์ ให้ผู้ประสงค์จะยืนยันร่างของตนเองต่อ ครม. เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ การยืนยันกฎหมายผ่านกระบวนการคิด และรับฟังอย่างรอบด้าน
ภราดรกล่าวด้วยว่า ส่วนมากแล้วตามธรรมเนียมปฏิบัติในอดีต ครม. จะยืนยันเฉพาะร่างกฎหมายที่เสนอโดย ครม. เป็นส่วนใหญ่ มีบ้างที่ยืนยันร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกรัฐสภา แต่ต้องเป็นร่างที่มีฉบับของ ครม. ประกบด้วย แต่รัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายของทุกฝ่ายอย่างถี่ถ้วน ไม่แต่เพียงให้ความสำคัญเฉพาะร่างกฎหมายของ ครม. เท่านั้น
“ถ้าไม่จริงใจและไม่ใส่ใจ รัฐบาลทำได้ง่ายๆ 2 ทาง คือ ยืนยันมาทั้งหมด 100 กว่าฉบับ เอาใจสมาชิกรัฐสภาที่เสนอเข้ามา อีกทางคือไม่ยืนยันเลยแม้แต่ฉบับเดียว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายรัฐบาลที่ดำเนินการแบบนั้น” ภราดรกล่าว
สำหรับเหตุผลของร่างกฎหมายบางฉบับที่มีการพูดถึงกันมาก เขาชี้แจงเหตุผลเบื้องต้นไว้ ดังนี้
1. ไม่ยืนยัน: กฎหมายจากภาคประชาชน 6 ฉบับ
ภราดรชี้แจงสาเหตุที่รัฐบาลไม่ยืนยันกฎหมายจากภาคประชาชน เนื่องจากมีเพียง 1 ร่าง ที่แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนมายังรัฐบาลว่าร่างกฎหมายนี้มีความสำคัญ ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวคือ ร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ….
ที่ สารี อ๋องสมหวัง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 21,111 คน เป็นผู้เสนอ
“พวกผมไม่อาจจะทราบได้ว่าร่างกฎหมายที่เหลือ เจตจำนงของประชาชนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายกันนั้น ยังมีเจตจำนงเดิมในการจะเสนอกฎหมายหรือไม่ ไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ จึงไม่ได้ยืนยัน” ภราดรกล่าว
อย่างไรก็ตาม ภราดรระบุว่า ยังมีช่องทางตาม พ.ร.บ. เข้าชื่อเสนอกฎหมายฯ ให้ภาคประชาชนยืนยันกลับมาได้ภายใน 120 วัน ซึ่งยังเหลือเวลาอีก 60 วัน ให้ภาคประชาชนได้ทบทวนว่าจะยืนยันกฎหมายกลับมาหรือไม่
2. ร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. 51 ฉบับ
ภราดรชี้แจงว่า ครม. ยืนยันมา 12 ฉบับ และไม่ได้ยืนยัน 51 ฉบับ เพราะเห็นว่าสมาชิกรัฐสภามีการเปลี่ยนหน้าตาหลังการเลือกตั้ง บางร่างสมาชิกผู้เสนอไม่ได้อยู่ในสภาฯ แห่งนี้แล้ว ซึ่งยังมีช่องทางเสนอร่างกฎหมายเข้ามาพิจารณาอีกได้ จึงเป็นการหยิบยื่นโอกาสให้สมาชิกได้ทบทวนว่าจะหยิบร่างกฎหมายใดที่ค้างอยู่ขึ้นมาพิจารณาต่อ
3. ไม่ยืนยัน: ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
ภราดรชี้แจงว่า ครม. ไม่ได้ยืนยัน 2 ร่าง แต่ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับพี่น้องแรงงาน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานชี้แจงเหตุผลว่า ทั้ง 2 ร่างได้รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้ว่าจ้างฯ สภาอุตสาหกรรมได้ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีร้องเรียนถึงวิกฤตพลังงานที่กระทบโดยตรงจากผู้ประกอบการ เพื่อให้ทบทวนว่าจะหาทางออกอย่างไรให้ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย
4. ไม่ยืนยัน: ร่างกฎหมาย PRTR (พ.ร.บ. รายงานการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม)
ร่างกฎหมายนี้มีการพูดคุยกันมาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เตรียมร่างกฎหมายไว้ คือร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ซึ่งเชื่อได้ว่า ไม่นานเนื้อหาสาระในร่าง PRTR จะมาปรากฏอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งเป็นร่มที่ใหญ่กว่า และจะนำเสนอสู่การพิจารณาของสภาฯ ในอีกไม่นาน
5. ไม่ยืนยัน: ร่างกฎหมายนิรโทษผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการขีดเส้นแบ่งของป่าธรรมชาติกับพื้นที่อยู่อาศัยใหม่
จากการหารือ มองว่าการออกกฎหมายใหม่เพื่อไปลบล้างกฎหมายอื่น ถูกจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่กำหนดให้มีกฎหมายแต่เพียงจำเป็นเท่านั้น โดยสารัตถะเห็นว่า มีกฎหมายอื่นที่บังคับใช้แทนกันได้ เช่น พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 64, พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 121, พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 16, พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 10 (7)
6. ไม่ยืนยัน: ร่างกฎหมาย อสม.
เป็นร่างที่เสนอโดย ครม. 1 ฉบับ และ ครม. ไม่ยืนยัน โดยชี้แจงว่า สารัตถะของกฎหมายนี้คือการเขียนเรื่องค่าตอบแทนของ อสม. ในกฎหมายอย่างชัดเจน ย้อนกลับไปค่าตอบแทน อสม. เกิดขึ้นในสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และครั้งสุดท้ายขยับเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 บาท ในยุคที่ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญ และยังไม่ตัดทิ้งไป แต่ข้อกังวลคือในร่างกฎหมายระบุไว้ถึง อสม. ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป จึงอาจมีปัญหาหากยืนยันกฎหมายไป ว่า อสม. ที่มีอายุเกิน 60 ปี ได้รับผลกระทบ ซึ่งในจำนวนนี้มีมากถึง 70-80%
7. ไม่ยืนยัน: ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ภราดรยืนยันว่า รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจและมีเจตจำนงชัดเจนต่อการแก้รัฐธรรมนูญโดยเปิดช่องให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ตนเองได้หารือกับอนุทินและ ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยว่า วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ จะหารือในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย หากไม่มีเหตุขัดข้องจะให้ สส.ทั้ง 190 คน ยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนตามผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง
รัฐบาลเห็นว่า เรื่องนี้ควรที่จะเริ่มต้นที่รัฐสภา อีกทั้งปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ เป็นร่างที่มีปัญหาและนำไปสู่การยุบสภาเมื่อครั้งที่แล้ว เพราะมีประเด็นเรื่องของอำนาจ สว. แม้ตนเองมีเจตจำนงที่อยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้ เพราะมีบางอย่างที่ไม่เห็นด้วยในชั้นกรรมาธิการ แต่ก็อะลุ่มอล่วย เพราะอยากให้เดินหน้าไปสู่การลงมติในวาระ 3 และให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปได้
“วันนั้นถ้ามีการรับหลักการ แล้วใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก ปัญหาอาจจะไม่เกิดก็ได้ เพราะในร่างของพรรคภูมิใจไทยเขียนเอาไว้ว่าให้ สว. ยืนยันลงมติในวาระ 3 ที่จำนวน 1 ใน 5 ของจำนวน สว. ทั้งหมด แม้ว่าจะไม่เป็นไปตามที่ สว. ต้องการคือ 1 ใน 3 แต่อย่างน้อยก็ยังคงอำนาจให้เขาไว้
“การที่จะขอความร่วมมือจากเพื่อน ขอความร่วมมือจากใคร เราตัดมือเขาทิ้งไม่ได้ ก็ต้องอะลุ่มอล่วยกัน ต้องเจรจาพูดคุยกัน ไม่เช่นนั้นท่านทำอะไรไม่มีทางสำเร็จ ถ้าเอาเจตจำนงของตัวเองเป็นที่ตั้งโดยไม่ฟังเพื่อนคนอื่นเลย” ภราดรกล่าว


