Menu
256967

Godzilla: King of the Monsters การกลับมาของราชัน เพื่อเตือนให้มนุษย์รู้ว่าไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติ

31.05.2019
  • LOADING...
Godzilla: King of the Monsters

แม้ใน Godzilla (2014) ภาคแรก ที่กำกับโดย แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ จะได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบเป็นส่วนใหญ่ แต่ ไมเคิล โดเฮอร์ตี้ ผู้กำกับที่สร้างปีศาจสุดหลอนคอยจัดการเด็กเกเรใน Krampus ที่มารับไม้ต่อใน Godzilla: King of the Monsters ก็สามารถแก้มือให้กับ ‘ราชาแห่งสัตว์ประหลาด’ ได้อย่างสมศักดิ์ศรี และยังช่วยขยายจักรวาล ‘MonsterVerse’ ให้ผู้ชมได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นอีกด้วย

 

เนื้อเรื่องใน Godzilla: King of the Monsters ดำเนินต่อหลังจากการเผชิญหน้าของสองสัตว์ประหลาดอย่าง ก็อดซิลล่า และมูโต้ จบลงในภาคแรก ทำให้มนุษยชาติต้องเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากเหล่าทันไท สัตว์ประหลาดยักษ์ที่หลับใหลอยู่ใต้พิภพมากว่าหลายล้านปี

 

โดยมีองค์กรโมนาร์ซ ของ ดร.เอ็มมา รัสเซล (เวรา ฟาร์มิกา) เริ่มคิดค้น ออร์กา อุปกรณ์ที่สามารถสื่อสารกับเหล่าสัตว์ประหลาดได้ขึ้นมา แต่เธอและเมดิสัน (มิลลี บ็อบบี้ บราวน์ สาวน้อยพลังจิตจาก Stranger Things) กลับถูกผู้ก่อการร้ายลักพาตัว เพื่อใช้พลังของออร์กา ปลุกเหล่าไททันทั่วโลกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

สิ่งแรกที่ Godzilla: King of the Monsters แก้โจทย์จากภาคที่แล้วได้ก็คือ เสียงบ่นของแฟนๆ ที่กว่าจะได้เห็นฉากต่อสู้ของราชาสัตว์ประหลาดแบบเต็มๆ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงช่วงท้ายของเรื่อง

 

ในภาคนี้ผู้กำกับเลยจัดเต็ม ทยอยปล่อยสัตว์ประหลาดตัวหลักทั้ง คิงกิโดราห์ มอธรา โรแดน และก็อดซิลล่า ออกมาโชว์ฉากบู๊กันตั้งแต่ต้นเรื่อง และทีมวิชวลเอฟเฟกต์ที่นำโดยบริษัท Moving Picture Company ก็เนรมิตฉากต่อสู้ออกมาได้ค่อนข้างสมจริง เนียนตา จนพอจะบอกได้ว่า ถ้าคาดหวังว่าหนังก็อดซิลล่าจะต้องเต็มไปด้วยฉากต่อสู้กันของสัตว์ประหลาดไล่ถล่มเมือง คุณจะได้รับสิ่งนั้นไปแบบเต็มๆ

 

นอกจากนี้ยังมีกิมมิกที่เอาใจแฟนคลับยุคแรกๆ ด้วยการนำเพลงประกอบภาพยนตร์เวอร์ชันดั้งเดิมของผู้แต่ง อากิระ ฟุคุเบะ กลับมาเรียบเรียงใหม่อีกครั้งโดย แบร์ แมคครีรี แถมยังสอดแทรกอีสเตอร์เอ้กต่างๆ ให้แฟนๆ ได้ระลึกถึงก็อดซิลล่าเวอร์ชันดั้งเดิมของสตูดิโอโตโฮหลายๆ ภาคกันอีกด้วย อย่างน้อยที่สุดก็เรียกได้ว่า Godzilla: King of the Monsters ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเคารพต้นฉบับพอสมควร

 

แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่กลายเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ของ Godzilla: King of the Monsters ก็คือการทุ่มเทเวลาให้กับฉากแอ็กชัน จนมีเวลาให้กับเนื้อเรื่องน้อยจนเกินไป โดยเฉพาะการเพิ่มตัวละครฝ่ายมนุษย์จำนวนมาก แต่กลับมีเวลาแนะนำตัวเพียงเล็กน้อย จนเมื่อหนังจบ เรายังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครชื่ออะไรกันบ้าง

 

และแผลใหญ่ที่สองซึ่งลุกลามตามมาจากแผลแรก คือการตัดสินใจของตัวละครหลายตัวที่ชวนหงุดหงิด ถ้าเป็นคนปกติไม่น่าจะมีใครคิดทำอะไรแบบนี้ ยกเว้นแต่ว่าตั้งใจทำเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพื่อเร้าให้เกิดสถานการณ์ขัดแย้งบางอย่างในเรื่องขึ้นมาเท่านั้น ทำไมนอกจากความรู้สึกตื่นเต้น ลุ้นไปกับสัตว์ประหลาดทั้งหลาย ในฝั่งมนุษย์กลับสร้างความรู้สึกร่วมกับเราได้เพียงบางๆ เท่านั้น

 

แต่อย่างน้อยก็ยังมีข้อดีที่พบจากการเขียนบทภาพยนตร์ภาคนี้อยู่บ้าง จากความพยายามรักษาแกนหลักสำคัญของหนังชุดก็อดซิลล่า ในการสะท้อนความจริงของโลกใบนี้ที่ว่า สัตว์ประหลาดไม่ใช่สิ่งน่ากลัวที่สุด แต่เป็นการกระทำของ ‘มนุษย์’ ทั้งหลายเองต่างหาก ที่กำลังสร้างภัยพิบัติและหายนะให้กับโลกอยู่เสมอ

 

การปรากฏตัวของเหล่าไททันใน Godzilla: King of the Monsters และเรื่องอื่นๆ กลายเป็นเหมือนตัวแทนภัยพิบัติที่ส่งเสียงคำรามเตือนให้มนุษย์รู้ว่า หากยังไม่รีบแก้ไขสิ่งที่เรากำลังปฏิบัติกับโลกใบนี้

 

ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง ‘ธรรมชาติ’ อาจส่งภัยพิบัติบางอย่างที่ร้ายกาจกว่าสัตว์ประหลาดตัวใดๆ มาจัดการ และปรับสมดุลของโลกให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมด้วยตัวเองก็เป็นได้

 

 

ภาพ: Warner Bros. Pictures

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR