งาน Gastech 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2026 ที่กรุงเทพฯ เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะแสดงบทบาทในฐานะ Regional Hub และเร่งทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) รวมถึงบริหารความเสี่ยงด้านราคา LNG เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ท่ามกลางความต้องการพลังงานในเอเชียที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 25-30% ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจพุ่งสูงถึง 60% จากการขยายตัวของเมือง สภาพอากาศ และยุค AI ที่เปลี่ยนจากโจทย์เทคโนโลยีมาเป็น ‘โจทย์พลังงาน’ อย่างเต็มตัว
ประเด็นสำคัญ
THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์ Christopher Hudson, President ของ dmg events บริษัทผู้จัด Gastech และงานประชุมด้านพลังงานระดับโลกหลายเวที Hudson ทำงานในอุตสาหกรรมงานประชุมและนิทรรศการมานานกว่า 20 ปี และมีประสบการณ์ทำงานกับทั้งรัฐบาล บริษัทพลังงานแห่งชาติ และบริษัทพลังงานระหว่างประเทศในหลายภูมิภาค โดยดำรงตำแหน่ง President ของ dmg events มาตั้งแต่ปี 2015
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้บทสนทนากับ Hudson ไม่ได้มีเพียงเรื่องการจัด Gastech ในประเทศไทย แต่เปิดไปสู่คำถามใหญ่ที่กำลังเผชิญอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลก ตั้งแต่บทบาทของก๊าซธรรมชาติและ LNG ในระยะเปลี่ยนผ่าน ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ไปจนถึงความมั่นคงด้านพลังงานในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวนมากขึ้น
และสิ่งที่ชัดจากบทสนทนาคือ โจทย์พลังงานในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะใช้พลังงานเก่าหรือพลังงานใหม่ แต่คือ จะสร้างระบบที่มีพลังงานเพียงพอ มั่นคง ราคาจับต้องได้ และลดคาร์บอนได้พร้อมกันอย่างไร
เอเชียกำลังกลายเป็นศูนย์กลางของดีมานด์พลังงานโลก
Hudson มองว่า เหตุผลสำคัญที่อุตสาหกรรมพลังงานโลกต้องกลับมาให้น้ำหนักกับเอเชีย มาจากโครงสร้างของความต้องการพลังงานที่กำลังเปลี่ยนไป
เขาประเมินว่า ความต้องการพลังงานในเอเชียอาจเพิ่มขึ้นอีกราว 25-30% ในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า โดยมีแรงขับจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมือง และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เอเชียเป็นตลาดสำคัญของก๊าซธรรมชาติและ LNG อยู่แล้ว
ภูมิภาคนี้จึงต้องรับมือสองโจทย์พร้อมกัน คือเพิ่มปริมาณพลังงานให้เพียงพอต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว
หลายประเทศต้องการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า บางประเทศยังพึ่งพาถ่านหินสูง ขณะที่บางประเทศต้องนำเข้า LNG เพื่อเพิ่มทางเลือกและความมั่นคงของระบบพลังงาน
ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางสมการดังกล่าว
Hudson อธิบายว่า การเลือกกรุงเทพฯ เป็นสถานที่จัด Gastech ไม่ได้หมายความว่าไทยคือศูนย์กลางของอุตสาหกรรมพลังงานโลก แต่สะท้อนความสามารถของประเทศในการเชื่อมผู้เล่นจากหลายภูมิภาคเข้าด้วยกัน
“Gastech มาที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของประเทศไทย แต่เพราะประเทศไทยมีความสามารถในการดึงดูดผู้คน… ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นจุดนัดพบ หรือ Soft Power สำหรับบทสนทนาเหล่านี้”
สำหรับไทย โจทย์ที่น่าสนใจกว่าการเป็นเจ้าภาพจึงอยู่ที่ว่า จะใช้พื้นที่ดังกล่าวสร้างประโยชน์ในเชิงนโยบาย การลงทุน และความมั่นคงด้านพลังงานได้มากเพียงใด โดยเฉพาะในประเทศที่ก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบผลิตไฟฟ้า
จาก Supply Shock สู่แรงกดดันด้าน Demand
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความกังวลของตลาดพลังงานโลกมักอยู่ที่ฝั่งอุปทาน (Supply)
สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้ยุโรปต้องเร่งหาแหล่งก๊าซใหม่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ตลาดจับตาเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามกับการพึ่งพาซัพพลายเออร์หรือแหล่งพลังงานเพียงไม่กี่แห่ง
Hudson มองว่า เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นความสามารถของตลาดในการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเส้นทางการค้า การหาแหล่งจัดหาใหม่ หรือการกระจายความเสี่ยง
แต่ความท้าทายในระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่แค่ฝั่ง Supply
อีกด้านที่กำลังมีความสำคัญมากขึ้นคือ การเพิ่มขึ้นของ Demand ไฟฟ้า
Hudson ประเมินว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในเอเชียอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 60% จากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งการขยายตัวของเมือง การใช้เครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น รวมถึงการเติบโตของ Data Center และ Hyperscaler
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะระบบไฟฟ้าต้องเพิ่มกำลังผลิตในเวลาเดียวกับที่รัฐบาลจำนวนมากมีพันธสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นอกจากนี้ แนวโน้มการสร้างความมั่นคงของ Supply Chain และการนำฐานการผลิตกลับเข้าประเทศหรือเข้ามาใกล้ตลาดหลักมากขึ้น ยังหมายความว่า การแข่งขันดึงดูดอุตสาหกรรมในอนาคตจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าแรง ภาษี หรือ Logistics เพียงอย่างเดียว
ความพร้อมและราคาของพลังงานกำลังกลายเป็นปัจจัยด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง Semiconductor, Battery, EV และ Data Center ล้วนต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาล
Energy Trilemma: โลกยังไม่มีทางลัด
หัวใจของการถกเถียงเรื่องพลังงานในปัจจุบันอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า Energy Trilemma ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ปัญหาคือทั้งสามเป้าหมายไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอ
การลดคาร์บอนอย่างรวดเร็วต้องอาศัยเงินลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ขณะที่การให้ความสำคัญกับพลังงานราคาถูกอาจทำให้บางประเทศยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนสูง ส่วนการเน้นความมั่นคงอาจนำไปสู่การลงทุนในพลังงานภายในประเทศ แม้จะไม่ใช่ตัวเลือกที่สะอาดที่สุด
Hudson เสนอแนวคิด Pragmatic Energy Mix หรือการจัดส่วนผสมพลังงานโดยคำนึงถึงข้อจำกัดจริงของแต่ละประเทศ
ในมุมมองของเขา ก๊าซธรรมชาติและ LNG จะยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในระบบไฟฟ้าที่เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน แต่ยังต้องการแหล่งผลิตที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง
“เมื่อดวงอาทิตย์ไม่ส่องแสง และลมไม่พัด เราจะสร้าง Base Load ขึ้นมาอย่างไร”
แต่ประเด็นนี้มีข้อถกเถียงสำคัญ
ฝ่ายหนึ่งมองว่าก๊าซธรรมชาติสามารถเป็น Bridge Fuel ที่ช่วยลดการใช้ถ่านหินและรองรับการเพิ่ม Renewable Energy ขณะที่อีกฝ่ายตั้งคำถามว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซใหม่อาจสร้างภาวะ Carbon Lock-in ทำให้ระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลยาวนานเกินความจำเป็น
Hudson อยู่ในกลุ่มที่เห็นว่าไฮโดรคาร์บอนจะยังไม่หายไปในอนาคตอันใกล้
“ผมคิดว่าเราจะยังคงต้องพึ่งพาไฮโดรคาร์บอนอีก 30, 40 หรือ 50 ปี… ไฮโดรคาร์บอนยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญคือประเทศต่างๆ จะผลิตมันอย่างรับผิดชอบเพียงใด”
ดังนั้นคำถามอาจไม่ใช่เพียงว่าโลกจะ ‘เลิก’ ไฮโดรคาร์บอนได้เมื่อไร แต่คือ ในช่วงที่ยังต้องใช้อยู่ เราจะลดการปล่อยคาร์บอน เพิ่มประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กลายเป็นภาระระยะยาวได้อย่างไร
AI กำลังเปลี่ยนจากเรื่องเทคโนโลยีเป็น ‘โจทย์พลังงาน’
ตัวแปรใหม่ที่ทำให้สมการนี้ซับซ้อนขึ้นคือ AI
การเติบโตของ Generative AI และ Cloud Computing ทำให้ Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศต้องการดึงดูด แต่ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ต้องใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง
Hudson กล่าวว่า “ปัจจัยพื้นฐานที่ AI Data Center และ Hyperscaler ต้องการมีสองอย่าง คือ น้ำและพลังงาน คุณต้องใช้น้ำเพื่อระบายความร้อน แต่ก็ต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาล”
นี่ทำให้การแข่งขันดึงดูด Data Center ไม่ใช่เพียงเรื่องสิทธิประโยชน์การลงทุนหรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถของประเทศในการจัดหาพลังงานที่เพียงพอ มั่นคง และแข่งขันด้านราคาได้
อีกด้านหนึ่ง AI ก็มีศักยภาพเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมพลังงาน
Hudson ยกตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนเพื่อสำรวจแหล่งพลังงาน ซึ่งงานที่ในอดีตอาจต้องใช้นักธรณีวิทยาหลายคนทำงานเป็นเวลาหลายสัปดาห์ สามารถถูกประมวลผลด้วย AI ได้รวดเร็วขึ้นอย่างมาก
“AI สามารถทำงานที่เคยต้องใช้นักธรณีวิทยาสี่คนทำเป็นเวลาหนึ่งเดือน ให้เสร็จได้ภายใน 4 วินาที”
ความสัมพันธ์ระหว่าง AI กับพลังงานจึงมีสองทิศทางพร้อมกัน — AI กำลังเพิ่มความต้องการพลังงาน ขณะเดียวกันก็อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราผลิตและใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
ในโลกที่แข่งกันสร้าง AI ยังมีคน 700 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้
อีกด้านหนึ่งที่มักถูกกลบด้วยบทสนทนาเรื่อง Energy Transition และเทคโนโลยี คือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพลังงาน
Hudson ชี้ว่า ปัจจุบันยังมีประชากรราว 2,000 ล้านคนทั่วโลกที่เข้าไม่ถึงเชื้อเพลิงหุงต้มที่สะอาด และอีกกว่า 700 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้
ตัวเลขนี้ทำให้คำถามเรื่องพลังงานมีอีกมิติหนึ่ง
สำหรับประเทศรายได้สูง การเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจหมายถึง EV, Battery, Solar Farm, Hydrogen หรือ AI Data Center
แต่สำหรับประชากรอีกหลายร้อยล้านคน คำถามพื้นฐานกว่านั้นคือ จะมีไฟฟ้าใช้ในบ้านหรือไม่ และจะสามารถทำอาหารโดยไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงที่สร้างมลพิษในครัวเรือนได้หรือไม่
“โลกมีความรับผิดชอบอย่างมากต่อผู้ที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงพลังงาน ส่วนคนที่มีพลังงานใช้อยู่แล้วก็ต้องใช้ทรัพยากรเหล่านี้อย่างรับผิดชอบและระมัดระวัง เพราะไม่ได้มีไว้เพื่อคนรุ่นเราเท่านั้น แต่รวมถึงคนรุ่นต่อไปด้วย”
นี่คืออีกหนึ่งความขัดแย้งพื้นฐานของ Energy Transition โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยคาร์บอน แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังต้องเพิ่มการเข้าถึงพลังงานให้ประชากรอีกหลายร้อยล้านคน และตอบสนองความต้องการใหม่จากประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต
กรุงเทพฯ กับโจทย์ที่ใหญ่กว่าการเป็นเจ้าภาพ Gastech
การมาจัด Gastech ที่กรุงเทพฯ จึงน่าสนใจไม่ใช่เพียงในฐานะงานประชุมและนิทรรศการขนาดใหญ่
สิ่งที่ควรจับตามากกว่าคือ การที่ประเทศผู้ผลิตและผู้ซื้อพลังงาน บริษัทเทคโนโลยี นักลงทุน และรัฐบาล จะเข้ามาพูดคุยกันในช่วงเวลาที่แต่ละฝ่ายกำลังเผชิญแรงกดดันคนละแบบ
ผู้ผลิตต้องการความแน่นอนของดีมานด์ระยะยาว ผู้ซื้อต้องการราคาและ Supply ที่มั่นคง รัฐบาลต้องลดคาร์บอน ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังต้องการไฟฟ้ามากขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกัน
สำหรับประเทศไทย การเป็นสถานที่จัด Gastech จึงควรถูกมองเป็นโอกาสในการอ่านทิศทางเหล่านี้และตั้งคำถามกลับมาที่นโยบายพลังงานของไทยเอง ตั้งแต่การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา LNG นำเข้า สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงความพร้อมรองรับ Data Center และอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต
เพราะท้ายที่สุด การแข่งขันด้านพลังงานของทศวรรษข้างหน้าอาจไม่ได้วัดเพียงว่าใครมีทรัพยากรมากที่สุด แต่จะอยู่ที่ว่า ประเทศใดสามารถสร้างระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพ ต้นทุนแข่งขันได้ ลดคาร์บอน และรองรับดีมานด์ใหม่ของเศรษฐกิจได้พร้อมกัน
และนี่คือสมการที่ทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย ยังต้องหาคำตอบ

