การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 แห่ง (G20) ณ เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา สิ้นสุดลงโดยไม่มีแถลงการณ์ร่วม หลังประเทศสมาชิกไม่สามารถบรรลุฉันทามติในประเด็นความมั่นคง ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก ยังทำให้สหรัฐฯ ต้องยกเลิกการถ่ายภาพหมู่ตามธรรมเนียม หลังหลายประเทศในยุโรปปฏิเสธที่จะถ่ายภาพร่วมกับผู้แทนรัสเซีย
ประเด็นสำคัญ
ทำไม G20 ต้องยกเลิกการถ่ายภาพหมู่?
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา The Guardian รายงานว่า การถ่ายภาพหมู่ (Family Photo) ในการประชุม G20 ถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน หลังผู้แทนจากประเทศสมาชิก 1 ใน 3 เช่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และประเทศในยุโรปประกาศว่า จะคว่ำบาตรการถ่ายภาพ หรือเดินออกจากพิธี หากต้องปรากฏตัวร่วมกับ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย
ก่อนเริ่มการประชุม โยฮันน์ วาเดอฟูล รัฐมนตรีการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ออกมาประกาศว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะไม่เข้าร่วมการถ่ายภาพหมู่กับผู้แทนรัสเซีย เนื่องจากความสัมพันธ์ทวิภาคียังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
“ไม่ว่าในกรณีใด จะไม่มีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันระหว่างพันธมิตรยุโรปกับลาฟรอฟ เพราะความสัมพันธ์กับรัสเซียยังไม่อาจถือว่า เข้าสู่ภาวะปกติได้” วาเดอฟูลกล่าว
เช่นเดียวกับ เอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ก็ยืนยันจุดยืนในทิศทางเดียวกันว่า อังกฤษไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับรัสเซียมานานหลายปี ขณะที่ เพนนี หว่อง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซียต่อหน้าลาฟรอฟในที่ประชุม โดยระบุว่า สงครามที่รัสเซียก่อ ส่งผลกระทบต่อตลาดระหว่างประเทศ รวมถึงทำให้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกรุนแรงขึ้น
จุดยืนดังกล่าวทำให้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งยกเลิกการถ่ายภาพหมู่ตามธรรมเนียมในการประชุม แต่เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกแสดงความเป็นเอกภาพ เพื่อรับมือกับปัญหาที่คุกคามความมั่นคงและการค้าระหว่างประเทศ
“เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์หลายอย่างที่เชื่อมโยงถึงกัน” รูบิโอกล่าวต่อที่ประชุม
อนึ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า การปฏิเสธถ่ายภาพร่วมกับลาฟรอฟมีนัยสำคัญทางการเมือง เนื่องจากประเทศที่คัดค้านกังวลว่า การปรากฏตัวร่วมกับผู้แทนรัสเซียอาจถูกตีความว่า เป็นการยอมรับให้ความสัมพันธ์กับมอสโกกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งที่สงครามในยูเครนยังคงดำเนินอยู่
ทำไมสหรัฐฯ ยังเชิญรัสเซียเข้าร่วมประชุม?
ทั้งนี้ The Guardian ชี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความแตกแยกระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับพันธมิตรบางประเทศ หลังรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยผลักดันให้มอสโกกลับมามีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง
หนึ่งในประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ประเทศสมาชิก G20 โดยเฉพาะชาติยุโรป คือ การที่สหรัฐฯ เชิญลาฟรอฟเข้าร่วมการประชุมที่เมืองแอตแลนตา รวมถึงเชิญ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคมที่รัฐฟลอริดา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียยังคงโจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ได้ผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อมอสโก รวมถึงจำกัดความช่วยเหลือด้านโลจิสติกส์และข่าวกรองแก่ยูเครนเป็นการชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม รูบิโอปกป้องการตัดสินใจเชิญผู้แทนรัสเซียเข้าร่วมการประชุม โดยให้เหตุผลว่า การยุติสงครามด้วยสันติวิธีจำเป็นต้องเจรจากับทั้งสองฝ่าย และไม่สามารถหาทางออกได้ หากไม่มีการพูดคุยกับรัสเซีย พร้อมยอมรับว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่า การเจรจาสันติภาพจะสามารถยุติสงครามยูเครนได้หรือไม่
“ผมไม่รู้ว่า การบรรลุสันติภาพผ่านการเจรจาในยูเครนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังพยายามหาคำตอบ แต่ผมคิดว่า ไม่มีใครในที่นี้กำลังกล่าวอ้างว่า เราใกล้จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้ว” รูบิโอกล่าว
นอกจากนี้ The Guardian ยังรายงานว่า ยูเครนไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ แม้เคยเข้าร่วมในหลายปีก่อน โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้แจงว่า รัฐบาลตั้งใจจำกัดการเข้าร่วมประชุมไว้เฉพาะประเทศสมาชิกอย่างเป็นทางการเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม โปแลนด์กลับได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมในฐานะประเทศรับเชิญ หลังกำลังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แต่รัสเซียยังคงคัดค้าน
ขณะเดียวกัน แอฟริกาใต้ หนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง G20 กลับไม่มีชื่อในการเข้าร่วมประชุม โดยที่ผ่านมา แอฟริกาใต้มีความขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์ในหลายประเด็น สะท้อนจากเหตุการณ์ในปี 2025 หลังทรัมป์และรูบิโอปฏิเสธไม่เข้าร่วมการประชุมที่มีแอฟริกาใต้เป็นประธานการประชุม G20
ทำไม G20 ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้?
นอกเหนือจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนแล้ว รายงานของสำนักข่าว AP ยังชี้ว่า ประเทศสมาชิก G20 ยังมีความเห็นแตกต่างกันในประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีสงครามอิหร่าน มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน และสร้างความไม่แน่นอนต่อการค้าโลก
อนึ่ง นักการทูตที่เข้าร่วมการประชุมเปิดเผยกับ AP ว่า แม้บรรยากาศการหารือช่วงแรกจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ประเทศสมาชิกยังคงมีจุดยืนแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะรัสเซียที่ยังคงยืนกรานจุดยืนเดิมเกี่ยวกับสงครามในยูเครน
ส่วน ราโดสลาฟ ซีกอร์สกี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์ กล่าวว่า เขาไม่รู้สึกประหลาดใจเลย หากการประชุมไม่สามารถหาจุดยืนร่วมกันได้
“ขณะนี้มีสงครามเกิดขึ้นหลายแห่ง และมีประเทศที่เกี่ยวข้องกับสงครามเหล่านั้นนั่งอยู่ร่วมโต๊ะประชุมด้วย ดังนั้น การหาจุดยืนร่วมกันจึงเป็นเรื่องยากมาก” ซีกอร์สกีกล่าว
จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ผู้จัดการประชุมจึงวางแผนว่า จะใช้แถลงการณ์ของประธานการประชุม แทนการออกแถลงการณ์ร่วม (Joint Communiqué) เนื่องจากประเทศสมาชิกมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในประเด็นสำคัญ
โดยทั่วไป แถลงการณ์ร่วมเป็นเอกสารที่สะท้อนจุดยืนหรือข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกยอมรับร่วมกัน ขณะที่แถลงการณ์ของประธานการประชุมเป็นเอกสารสรุปสาระสำคัญจากการหารือ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศเห็นชอบกับเนื้อหาทั้งหมด
แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวไม่ได้ระบุถึงข้อตกลงใดๆ ที่ประเทศสมาชิกบรรลุร่วมกัน แต่กล่าวถึงสิ่งที่โลกควรแก้ไข เช่น ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร หรือเสรีภาพในการเดินเรือ โดยรูบิโอยอมรับระหว่างการแถลงข่าวว่า ประเทศสมาชิก G20 ยังห่างไกลจากการหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า บางประเทศยังสามารถดำเนินความร่วมมือในประเด็นเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและแร่ธาตุสำคัญ ขณะที่รูบิโอยังได้หารือกับออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น ถึงเสรีภาพในการเดินเรือ ทั้งในช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง ทะเลดำ และทะเลจีนใต้
นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่ส่งผลต่อบรรยากาศการประชุม คือ ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอีกครั้ง โดย AP รายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้แจ้งให้หลายประเทศในตะวันออกกลางและพันธมิตรในภูมิภาคเตรียมพร้อมรับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งคาดว่า อาจจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน
ภาพ: Erik S. Lesser / Reuters
อ้างอิง:

