×

อนาคตใหม่ร้อยวันหลังเลือกตั้ง การขยับอีกครั้งคือเขย่าท้องถิ่น: ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

11.07.2019
  • LOADING...
พรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read
  • ธนาธร เผยว่า การผลักดันประเด็นทางสังคมโดยพรรคอนาคตใหม่ สำคัญกว่าการหาคะแนนเสียง แต่คะแนนที่มากขนาดนี้สะท้อนว่า ผู้คนในสังคมจำนวนมากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้เช่นกัน
  • การทำงานในสภาของ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ แม้เป็นฝ่ายค้านแต่ก็ทำงานอย่างสร้างสรรค์ ธนาธรชี้ให้เห็นตัวอย่างสำคัญ คือดูจากการเข้าประชุมสภา การทำงานในพื้นที่ นำเสนอผลงานอย่างต่อเนื่องของ ส.ส. อนาคตใหม่
  • ไม่มีข้าราชการ คอร์รัปชันไม่ได้ แต่รัฐราชการรวมศูนย์ข้าราชการมีอำนาจมาก ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการทำคือการเมืองท้องถิ่นที่ดี ให้การเลือกตั้งท้องถิ่นแข่งกันที่นโยบาย เพื่อเกิดสัญญาประชาคม ประชาชนเมื่อจะทวงถามสัญญา จะไปประท้วงกันที่หน้าบ้านนายก อบต. ไม่ต้องมากันที่กรุงเทพฯ

หลังกระแสฝุ่นตลบของการวิ่งวุ่นลุ้นผลการเลือกตั้ง ตามมาด้วยศึกชิงจัดตั้งรัฐบาลระหว่างขั้วเพื่อไทยกับพลังประชารัฐ กระทั่งคุณหญิงสุดารัตน์ยอมถอยเสียสละตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ ให้พรรคอนาคตใหม่ หวังรวมเสียงพรรคร่วมที่ต้าน คสช. ให้ได้มากที่สุด 

 

จนมาสู่ฉากท้ายสุดในสภา ที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กลายเป็นชื่อเข้าชิงกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต้องประชันเสียงโหวตจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมกับเสียงของวุฒิสมาชิกอีก 250 คน

 

และสมการการเมืองก็เป็นไปตามที่ทุกฝ่ายคาด จากผลคะแนนโหวตที่รับรู้กันทั้งประเทศ ประกอบกับความพลิกผันของการประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง ที่มีข้อครหาสารพัด ทั้งคะแนนเขย่ง สูตรคำนวณบัญชีรายชื่อที่น่ากังขา ท้ายสุดเราได้รัฐบาลประยุทธ์ 2 ซึ่งใกล้จะได้ทำงานกันเสียทีในเร็ววันนี้

 

อนาคตใหม่ ชูธงการต่อสู้ด่านต่อไปทางการเมือง คือ ‘เขย่าท้องถิ่น’ 

 

แต่ธนาธรจะเขย่าอย่างไร วันนี้ THE STANDARD สนทนากับเขา เพื่อค้นหาคำตอบ ความคิด มุมมอง หลังการเลือกตั้ง รวมถึงการถอดบทเรียน และการเตรียมปูทางสู่อนาคตท้องถิ่นไทย ไปกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

เราคิดว่าการผลักดันประเด็นทางสังคมมันสำคัญกว่า แต่การผลักดันประเด็นทางสังคมของเรา กลับนำมาซึ่งคะแนนเสียงด้วย อันนี้แสดงว่าสังคมต้องการการเปลี่ยนแปลง

พรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

 

คนส่วนหนึ่งมีความรู้สึกว่าวันที่คุณเริ่มก่อตั้งพรรค จนมาถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อนาคตใหม่มาไกลมาก จากเดิมที่มีคนปรามาสว่าพรรคต่ำสิบ รู้สึกอย่างไรบ้าง 

 

เอาสองถึงสามประเด็นนะครับ ผมจะขอตอบเรียงลำดับ หนึ่ง เรื่องจำนวน ส.ส. เราไม่ได้แปลกใจ การทำโพลภายในพรรคที่ทำมาต่อเนื่อง มันเห็นอยู่แล้วว่าควรจบที่ประมาณนี้ ก่อนการเลือกตั้ง 2 วัน ผมเขียนใส่กระดาษว่า 75 นะ ดังนั้นตรงนี้ไม่แปลกใจ

 

เรื่องแคนดิเดตนายกฯ เรื่องนี้ก็ต้องพูดกันแบบแฟร์ๆ ต้องให้เครดิตเพื่อไทย เพื่อไทยเป็นพรรคที่เข้าใจถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ มองได้อย่างแหลมคม

 

แต่ถ้าถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วมองว่าระยะเวลาทั้งหมด แล้วมาถึงตรงนี้ ต้องบอกว่า “ไม่ได้คิดนะ” เราคิดว่าการผลักดันประเด็นทางสังคมมันสำคัญกว่า แต่การผลักดันประเด็นทางสังคมของเรา กลับนำมาซึ่งคะแนนเสียงด้วย อันนี้แสดงว่าสังคมต้องการการเปลี่ยนแปลง คือเราคิดเรื่องคะแนนเสียงน้อยกว่าการผลักดันประเด็น ดังนั้นแสดงว่ามีคนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้เยอะมาก

คงจะไม่มีวิธีทางใดที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าคะแนนมาจากไหนบ้าง เรารู้อย่างเดียว มีแต่เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์

ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา มันมีเงื่อนไขที่ทำให้อนาคตใหม่ฟีเวอร์ จากกระแสฟ้ารักพ่อบ้าง การเสนอแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่ถูกยุบไปแล้ว กับตัวคุณเอง ไม่ใช่การหาเสียงของผู้สมัคร คิดอย่างไร

 

ก็ผสมผสานกันไป คงจะไม่มีวิธีทางใดที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่าคะแนนมาจากไหนบ้าง เรารู้อย่างเดียว มีแต่เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ ดังนั้นก็ต้องขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มีส่วนผลักดันเรามาถึงขนาดนี้ แล้วก็ยืนยันอย่างที่พูดมาตลอด การเปลี่ยนแปลงที่เราฝันคงไม่ได้มาในการเลือกตั้งครั้งนี้ครั้งเดียว มันต้องผ่านอีกหลายเลือกตั้ง ต้องผ่านการต่อสู้อันแหลมคมอีกหลายยก

 

มีข้อกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้าม ว่าพรรคคุณพูดแต่เรื่องอุดมการณ์ ประชาธิปไตย การต่อสู้เชิงโครงสร้าง ในมุมมองของเขา เรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจไม่ถูกทำให้เป็นประเด็นที่เฉิดฉายกว่าประเด็นตรงนี้จะอธิบายอย่างไร

 

แน่นอนปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศอยู่ตรงนั้น แน่นอนเราพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจ เราพูดถึงปัญหาทุนผูกขาด เรื่องรถไฟ เราพูดไปถึงโครงการ ELC: Eastern Life Corridor ก็พูดถึงปัญหาประชาชน เอาปัญหาพวกนี้มาไล่เรียง

 

มีปัญหาอะไรบ้างถ้าคุณไม่แก้โครงสร้าง ปัญหาที่ดินทำกิน ใหญ่ไหม ปัญหาป่าทับที่ดิน ใหญ่มหาศาล แก้ได้ไหมด้วยระบบราชการแบบนี้ถ้าไม่ปฏิรูประบบราชการ ถ้าแก้ได้ แก้ไปนานแล้ว  

 

ต้องพูดถึงการเมือง เพราะการเมืองทำให้คุณภาพชีวิตดี เพราะการเมืองคืออากาศที่สะอาด คือสวนสาธารณะ คือโรงพยาบาล จะให้พูดถึงสิ่งเหล่านี้ไม่ไปพูดเรื่องการเมืองไม่ได้ อันนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง

 

ร้อยกว่าวันที่ผ่านมา หลังจากเลือกตั้งจนถึงวันนี้ ในฐานะคนที่อยู่ในสนามการเมือง หรือจากมุมคนที่ถอยออกไปก็ได้ คิดว่าการเมืองไทยจะไปทางไหน

 

มองไปข้างหน้าผมคิดว่ามีสามถึงสี่อย่างที่ผมยืนยันได้ และน่าจะเกิด เริ่มจาก 19 พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ไม่ได้มีอุดมการณ์ร่วมกันเลย ไม่มีโครงการร่วมกันเลย ภายใต้รัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพอย่างนี้ จะไม่มีเจตจำนงที่แน่วแน่พอที่จะไปแก้ปัญหาในสังคม ปัญหาที่ต้องการนโยบายที่ชัดเจน ต้องการผู้นำที่พร้อมชนกับปัญหา การปฏิรูปที่สำคัญจะไม่เกิด ไม่ว่าจะปฏิรูปที่ดิน ระบบภาษี ปฏิรูปแรงงานข้ามชาติ คุณจะไม่เห็นการปฏิรูปที่ปลดปล่อยศักยภาพประเทศไทยให้เกิดขึ้น

 

ปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ได้เป็นแบบปี 2540 ที่ลงเร็ว แต่สิ่งที่เกิดจะลงไม่ลึก แต่ซึมนาน ไม่ใช่เป็นตัววี (V) แต่เป็นตัวยู (U) ผมคิดว่านี่จะเป็นสิ่งที่จะเกิด สิ่งที่คุณต้องการคือการลงทุนที่จะทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในอนาคต ที่จะเพิ่มศักยภาพประเทศในการตอบสนองโลกาภิวัตน์ กับเทคโนโลยีที่จะเข้ามา

 

ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น แต่จะเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้จ่ายระยะสั้นเพื่อกระตุ้นการบริโภค หรือเพื่อยกระดับความนิยมในพรรคร่วมรัฐบาล นี่คืออันตรายทั้งนั้น เพราะภาษีถูกใช้โดยไม่เกิดประโยชน์ในระยะยาว เราจะพึ่งพิงการบริโภค การจะบริโภคต้องมีรายได้ มีการลงทุน เราจะลืมการลงทุนที่สำคัญในระยะยาวไป เราจะตามเพื่อนบ้านไม่ทัน เพราะประเทศต่างๆ ไม่ได้หยุดเดิน แต่เดินไปข้างหน้าเพราะระบบการเมืองเขาดี แต่ระบบการเมืองของเราทำให้พรรคการเมืองคิดเรื่องสร้างคะแนนนิยม มากกว่าจะสร้างพื้นฐานของประเทศในการแข่งขันในระยะยาว นี่คือสิ่งน่ากลัวที่จะเกิดในรัฐบาลชุดนี้

ต้องพูดถึงการเมือง เพราะการเมืองทำให้คุณภาพชีวิตดี เพราะการเมืองคืออากาศที่สะอาด คือสวนสาธารณะ คือโรงพยาบาล จะให้พูดถึงสิ่งเหล่านี้ไม่ไปพูดเรื่องการเมืองไม่ได้ อันนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง

พรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

 

ให้ประเมินตัวเอง ร้อยวันของอนาคตใหม่ นับแต่วันเริ่มรู้ผลการเลือกตั้ง ร้อยกว่าวันทำงานข้างนอกสภา ในสภาเป็นอย่างไร

 

ร้อยกว่าวันน้อยไป ดูข้างหน้าดีกว่า เพราะร้อยกว่าวัน กว่าผลการเลือกตั้งจะนิ่งมันหลังสงกรานต์ คือช่วงเมษายนทั้งเดือนเกือบจะไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะต้องไปต่อสู้กับ กกต. ความผิดปกติในเขตโน้นเขตนี้ แล้วทุกคนก็รอจนถึง 9 พ.ค. เพื่อรอรู้ผลการเลือกตั้งจริงจัง จาก 9 พ.ค. จนถึงต้น มิ.ย. ก็คือการพูดคุยตั้งรัฐบาล ดังนั้นจะเริ่มเห็นทำงานจริงๆ ในสภาก็ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ ร้อยกว่าวันมันประเมินไม่ได้ แต่จากการประชุมสภาที่ผ่านมา ผมว่ามันบอกอะไรได้

 

ผมกล้าท้าเลย ตอนที่ประชุมสภา ดูที่นั่ง ส.ส. ของพรรคไหนเต็มที่สุด ผมกล้าท้าเลย เริ่มจากเรื่องง่ายๆ

 

บางคนเขาวิจารณ์ว่าที่คิดแบบนี้ เป็นการพยายามจะทำให้เหนือกว่าคนอื่น

 

ใช่ ก็ต้องทำ เราอยากได้การเมืองใหม่ เรากำชับ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ทุกครั้ง เพื่อสร้างการเมืองที่สร้างสรรค์ เริ่มจากสิ่งแบบนี้ เราจะพูดเรื่องที่ก้าวหน้า เป็นผลประโยชน์ต่อประชาชน นี่เป็นจุดที่แตกต่าง ผมยกตัวอย่าง กาย ณัฐชา ส.ส. อนาคตใหม่ฝั่งธนบุรี ถ้าไปดูหน้าเฟซบุ๊กเขา เขาจะแทร็กกิ้งว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาได้ข้อร้องเรียนกี่เรื่องแล้ว เหลืออีกกี่เรื่องที่ยังไม่แก้ไข ถ่ายภาพเรื่องที่แก้ไข แล้วใส่ลงเพจเฟซบุ๊กของตัวเองทุกสัปดาห์ ทุกเดือนให้พี่น้องได้เห็น ผมคิดว่ามิติอย่างนี้ ปล่อยให้เวลาเดินไปสักพักประชาชนจะเห็น

 

อะไรที่ทำให้อนาคตใหม่ หรือธนาธร ถูกมองว่าเป็นภาพของคนรุ่นใหม่ 

 

ผมคิดว่าสิ่งที่ต่างกันหลักๆ คือ มันไม่ใช่นโยบายนะ คุณตัดเรื่องจุดยืนทางการเมืองออกไป เอานโยบายทุกพรรคมาเรียงกันมันแทบเหมือนกันหมดเลยนะ หาข้อแตกต่างแทบไม่ได้เลย ดังนั้นสิ่งที่แตกต่างคือประชาชนเขาเห็น

 

เราบอกพี่น้องคนไทยได้ว่าถ้าเราเป็นรัฐบาล ให้เรานำประเทศ อีก 10 ปีประเทศไทยหน้าตาจะเป็นอย่างไร อีกสิบปีทุกคนจะถูกปฏิบัติเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย

 

อีกสิบปีเราจะลงทุนต่อเนื่องในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ประเทศไทยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเป็นของตัวเอง

 

แก้ปัญหาระบบรัฐราชการ ด้วยการเอาอำนาจเข้าสู่ท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการมากขึ้น นี่คือภาพที่ทุกคนเห็นร่วมกัน

ถ้าทำได้แบบนี้สักจังหวัด จะเกิดอะไรขึ้น นี่คือความหมายของ ‘เขย่าการเมืองท้องถิ่น’ พรรคอื่นมาแข่งขันกันด้วยนโยบายท้ายสุดประชาชนได้ประโยชน์ ใครตอบสนองประชาชนมากกว่ากัน ประชาชนจะเห็น

การต่อสู้ของอนาคตใหม่ นอกจากการเป็นตัวแทนระดับชาติ ในการเป็น ส.ส. แล้ว ในระดับท้องถิ่นจะทำอย่างไร

 

เอาอย่างแรกก่อน พื้นฐานวิธีคิด เอาจากระดับประเทศ อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้เราไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพประเทศ ให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างไร ต้องกลับมาคิดว่าปัญหาของประเทศตอนนี้คืออะไร

 

พรรคอนาคตใหม่คิดว่า หนึ่ง การแทรกแซงการเมืองของกองทัพ จึงต้องปฏิรูปกองทัพ สอง คือรัฐธรรมนูญ สาม เรื่องกลุ่มทุนผูกขาดที่นอนเตียงเดียวกับผู้นำกองทัพที่สนับสนุนสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศนี้ สี่ ระบบราชการรวมศูนย์ที่ใหญ่เทอะทะอยู่ที่กรุงเทพฯ ที่ไม่ว่าประชาชนอยู่จังหวัดไหนต้องเอาภาษีของประชาชนมาอุดหนุนหล่อเลี้ยง รัฐราชการที่ใหญ่เทอะทะ ไม่สามารถตอบสนองประชาชน ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความยืดหยุ่น

 

เมื่อนี่คือการวิเคราะห์ปัญหาของประเทศในระดับใหญ่ จึงนำมาสู่นโยบายที่จะปฏิรูปโครงสร้างเหล่านี้ นำมาสู่การเมืองท้องถิ่นที่จะปฏิรูปรัฐราชการ อย่าลืมว่ารัฐราชการเป็นต้นตอของการคอร์รัปชัน เราถูกสอนว่าการคอร์รัปชันเป็นของนักการเมือง จริงๆ ถูกแค่ครึ่งเดียว มีแต่นักการเมือง ไม่มีข้าราชการ คอร์รัปชันได้ไหม ไม่ได้ ต้องมีข้าราชการด้วย อำนาจที่เยอะมากของราชการ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการทำคือการเมืองท้องถิ่นที่ดี

 

จะทำอย่างไร ก็คือการส่งทีมท้องถิ่น เมื่อลงท้องถิ่นแล้วเราจะเอานโยบายเป็นหลัก เอาคุณภาพเป็นหลัก เหมือนที่ทำระดับประเทศ อย่างดูการเลือกตั้งนายก อบจ. นายก อบจ. มีนโยบายอะไร ถ้าพรรคอนาคตใหม่ทำได้อย่างที่คิด ถ้าเราเสนอว่าจังหวัดคุณมีงบประมาณของ อบจ. อยู่ 2,000 ล้าน เป็นงบลงทุนสัก 1,300 ล้าน ถ้าผมจะบอกว่า 1,300 ล้าน ผมบอกว่าจะไปซื้อเครื่องฟอกไตเท่านี้เครื่อง จะทำสวนสาธารณะทั้งหมดจะใช้เงิน 1,300 ล้าน ใน 4 ปี ในวาระผม

 

ใช้เป็นนโยบายในการเลือกตั้ง ถ้าทำได้แบบนี้สักจังหวัด จะเกิดอะไรขึ้น นี่คือความหมายของ ‘เขย่าการเมืองท้องถิ่น’ พรรคอื่นมาแข่งขันกันด้วยนโยบายท้ายสุดประชาชนได้ประโยชน์ ใครตอบสนองประชาชนมากกว่ากัน ประชาชนจะเห็น

 

ถ้าทำแบบนี้ได้หลังการเลือกตั้งคุณสัญญากับประชาชนไปแล้ว ประชาชนจะทวงถามคุณแล้ว ถ้าผมบอกว่าเลือกผมแล้วจะได้เครื่องฟอกไตอีก 30 เครื่อง แล้วผมไม่ทำ คราวนี้ประชาชนทวงถามแล้ว ถ้าเราเลือกแบบนโยบายได้จะเกิดสัญญาประชาคมขึ้นระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นกับประชาชน ต่อไปนี้ไม่ต้องไปประท้วงที่กรุงเทพฯ แต่ไปประท้วงที่หน้าบ้านนายก อบต.  

 

ส่วนจะทำอย่างไร ไม่ใช่มีท้องถิ่นอย่างเดียว ต้องมี ส.ส. อยู่ และมีหน่วยงานราชการ มีท้องถิ่น อย่างสมมติจะทำนโยบายคมนาคม คุณต้องรู้มีตลาดอยู่ที่นี่ มีโรงเรียนเทศบาล 7 โรงเรียนอยู่ตรงนี้ๆ มีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ตรงนี้ แล้วคุณออกแบบรถเมล์ให้วิ่งครอบคลุมทั้งหมดในเขตเทศบาลของคุณ

 

ถ้าอยากได้การขนส่งที่ดีแบบนี้คุณไปขอใครออกใบอนุญาต คือกรมขนส่งทางบก เราต้องดึงอำนาจการออกใบอนุญาตขนส่งสาธารณะ ถ้าเป็นระดับจังหวัดต้องเอามาอยู่ที่นายก อบจ. ถ้าเป็นระดับพื้นที่ เอามาที่นายกเทศมนตรี

 

อย่าลืมว่าเพราะเราไม่มีการคมนาคมสาธารณะที่ดี คนต่างจังหวัดจึงต้องมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ค่าผ่อนรถ ค่าดอกเบี้ย ค่าน้ำมัน เป็นต้นทุนมหาศาลของชีวิต แล้วถ้าคุณไม่มี ยิ่งลำบากกว่าอีก เพราะการมีรถของตัวเอง ถูกกว่าการขึ้นรถสองแถวเข้าเมือง ถ้ารถไม่เต็ม รอนาน ต้องเหมารถ ต้นทุนมันมหาศาล ถ้าทำได้ต้นทุนความเป็นอยู่ของประชาชนจะลดลงมาเลย

 

ดังนั้นนี่คือสิ่งที่จะทำ มี ส.ส. ไปแงะอำนาจมาให้ ผ่านการออกพระราชบัญญัติ ในการเอาอำนาจออกมาอยู่ที่คนที่มาจากการเลือกตั้งในท้องถิ่น เราสร้างนโยบายที่ดี เราเข้าไปมีอำนาจ เอาอำนาจจากส่วนกลางที่ถูกแงะออกมาแล้ว เอาไปทำให้เป็นจริง  

 

หรือผมยกตัวอย่าง สังคมไทยแนวโน้มคนแก่จะมากเรื่อยๆ คุณอยากให้พ่อแม่คุณที่แก่ลง มีอิสรภาพในการเดินไปไหนมาไหนเองก็ได้หรือเปล่า ถ้าพ่อแม่คุณนั่งวีลแชร์ ทำอย่างไรให้คนที่นั่งวีลแชร์ออกจากบ้านไปตลาดได้ด้วยตัวเอง นี่คือคุณภาพชีวิตที่ดี เมืองอารยะ เมืองที่คนนั่งวีลแชร์ไปตลาด กลับมาบ้านได้เองโดยที่เราไม่ต้องเป็นห่วง จะทำอย่างไร 

 

อย่างแรกต้องมีทางเท้าที่กว้างพอสำหรับวีลแชร์ แล้วคนที่ต้องนั่งวีลแชร์ในประเทศไทยจะมีเยอะขึ้นอีกเท่าไร ทำให้การนั่งวีลแชร์ยังใช้ชีวิตปกติได้ ลดต้นทุนของลูกหลานไปเท่าไร นี่แค่เรื่องวีลแชร์เรื่องเดียว ที่รัฐบาลบอกว่าเอาคนเป็นศูนย์กลาง ไม่จริง ดูที่ไหน ดูทางเท้า

 

และการเมืองท้องถิ่นที่เราจะทำ สำคัญที่สุดคือไม่ซื้อเสียง ถ้าซื้อเสียงเท่ากับเอาสัญญาจากพวกพ้องตัวเองเพื่อรีไซเคิลเงิน เพื่อกลับมาซื้อเสียงวันข้างหน้า

ผมชักชวนว่าถ้าใครอ่านข้อความนี้ของผม รู้สึกว่าตัวเองทนไม่ไหวกับประเทศนี้ ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนในบ้านเกิด อย่าไปเป็น ส.ส. แต่ให้ลงนายก อบจ. แล้วมาสมัครในนามพรรคอนาคตใหม่

พรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

 

ยุทธศาสตร์เลือกตั้งท้องถิ่น อนาคตใหม่จะลงกี่จังหวัด

 

เรายังมีพลังไม่พอ มีทรัพยากร มีบุคลากรไม่พอที่จะลงทุก 77 จังหวัด ลองนึกอย่างอำนาจเจริญ เรายังนึกไม่ออกจะทำนโยบายอะไร ดังนั้นผมคิดว่า 10 กลางๆ อาจจะเหมาะสม

 

ผมชักชวนว่าถ้าใครอ่านข้อความนี้ของผม รู้สึกว่าตัวเองทนไม่ไหวกับประเทศนี้ ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนในบ้านเกิด อย่าไปเป็น ส.ส. แต่ให้ลงนายก อบจ. แล้วมาสมัครในนามพรรคอนาคตใหม่ ขอให้คุณไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่อยากทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เอาความรู้ความสามารถของคุณมาใช้ นี่คือเวลาต้องขยับ ต้องลุกออกมา คุณอยากสร้างมหาสารคามที่ดีกว่านี้ อยากสร้างเชียงรายที่ดีกว่านี้ ลุกขึ้นมาทำ มาคุยกับเรา นี่คือนักการเมืองท้องถิ่นที่เราหา

 

คุณคิดว่า ส.ส. กับนายก อบจ. เป็นนักการเมืองเหมือนกันไหม เหมือนกันคือมาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ไม่เหมือนคือ ส.ส. ไปอภิปรายกฎหมายระดับชาติอย่างเช่น พ.ร.บ.ประมง พ.ร.บ. กัญชา จะเอาอย่างไร ส.ส. ไม่ต้องบริหาร แต่นายก อบจ. มีลูกน้อง มีเงินพันกว่าล้าน นายก อบจ. ต้องมีศักยภาพในการบริหารงบ บริหารคน กระตุ้นให้คนพันกว่าคนเอาพลังความคิดสร้างสรรค์มาเปลี่ยนแปลงเมือง กระตุ้นครูที่โรงเรียนสังกัด อบจ. ได้อย่างไรให้สอนให้ดี ให้สอนให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ จะกระตุ้นข้าราชการในสังกัด อบจ. อย่างไร ให้ตอบสนองประชาชน บริการได้รวดเร็วกว่านี้ นี่คือความสามารถของนายก อบจ.

ให้เวลาเราอีกสักนิด คอยดูเราอีกสักหน่อย แล้วตัดสินใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพวกเรายังเหมาะสมอยู่หรือไม่

ท้ายสุด ความฝัน ความหวังของอนาคตใหม่ จะก้าวไปถึงได้อย่างไร

 

ผมคิดว่ามีอย่างเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือเวลา ต้องขอโทษประชาชนจริงๆ หลายคนซักถาม ไม่เห็นมีผลงานอะไร การเป็นฝ่ายค้านจะมีผลงานเชิงประจักษ์ในระยะสั้นไม่ได้ คอยดูการทำงานการเมือง การรณรงค์ของเรา การนำเสนอในสภาผู้แทนราษฎรของเรา วิธีการทำการเมืองท้องถิ่นของเรา ให้เวลาเราอีกสักนิด คอยดูเราอีกสักหน่อย แล้วตัดสินใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพวกเรายังเหมาะสมอยู่หรือไม่ ส่วนแกนนำพรรค ผม กรรมการบริหาร และผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่ทุกคน ยังมีเจตจำนงที่แน่วแน่ ยังมีพลังใจล้นเหลือในการก้าวเดินต่อไป อยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์พวกเรา ขอบคุณครับ

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories