×
201015


ฟักกลิ้ง ฮีโร่, LAZYLOXY, OG-ANIC การรวมตัวของแรปเปอร์สองรุ่นที่เรียนรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้ ‘มีแค่เรา’ อีกต่อไป

17.02.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

7 MINS READ
  • กอล์ฟเริ่มหันมาทำเพลงที่ให้ความสำคัญกับยอดวิวมากขึ้น ตั้งแต่ลาออกจากก้านคอคลับมาทำเพลงด้วยตัวเอง เพราะเขารู้แล้วว่ายอดวิวคือตัวการันตีกับคนจ้างงาน ให้เขาสามารถมีรายได้ไปหล่อเลี้ยงทีมงานและครอบครัวได้จริงๆ
  • ถึงแม้กอล์ฟจะถอยตัวเองออกมาจากการทำเพลงเพื่อสื่อสารประเด็นทางการเมืองแบบที่เคยทำ แต่เขายืนยันหนักแน่นว่า มีแรปเปอร์รุ่นใหม่ที่พร้อมพูดเรื่องการเมืองมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ แถมยังมีพลังพร้อมพุ่งชนมากกว่าที่ตัวเขาเคยทำมาเสียอีก
  • ถึงแม้ว่าท็อปและบิ๊กจะไม่ถนัดทำเพลงการเมืองเหมือนเพื่อนแรปเปอร์คนอื่นๆ แต่ความปรารถนาลึกๆ ของพวกเขายังหวังว่าเพลงแมสที่พวกเขาทำออกมา จะช่วยเป็นประตูบานหนึ่งที่เปิดโอกาสให้คนฟังสามารถเข้าถึงเพลงแรปที่เนื้อหาหนักแน่นกว่านั้นขึ้นมาได้
  • กอล์ฟอยู่ในวัยที่เรียนรู้เรื่องการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง ส่วนท็อปและบิ๊กกำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ที่จะอยู่กับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดในสังคมให้ได้

เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว THE STANDARD ได้พูดคุยกับ กอล์ฟ-ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ถึงการตัดสินใจลาออกจากค่ายก้านคอคลับ มาเป็นศิลปินคนใหม่ของค่าย What The Duck ที่เขาได้ทดลองล้มลุกคลุกคลานด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก (อ่านบทสัมภาษณ์ได้ที่นี่)

 

หลังจากนั้นเขาแสดงผลลัพธ์ของการทดลองผ่านเพลงอย่าง Alarms (สวัสดีวันจันทร์), Yup, เสือสิ้นลาย และ มีแค่เรา ผลงานล่าสุดที่เขาชวนท็อป LAZYLOXY และ บิ๊ก OG-ANIC รุ่นน้องจากเวที The Rapper เจ้าของเพลง เป็นไรไหม ที่ฮิตถล่มทลายกวาดยอดวิวจากยูทูบไปแล้ว 149 ล้านวิว มาร่วมฟีเจอริง

 

กอล์ฟยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเหตุผลหนึ่งเพราะเขาไม่สามารถทำเพลงแบบนั้นออกมาได้ และเขาต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากแรปเปอร์รุ่นใหม่ที่อายุห่างกันเกือบ 2 เท่า เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไปในอนาคต

 

ตอนแรกเราอยากชวนเขาพูดคุยเรื่องชีวิตที่ ‘มีแค่เรา’ ตามชื่อเพลงที่พวกเขาช่วยกันทำขึ้นมา แต่บทสนทนาที่ลากยาวไปถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการทำเพลงให้ ‘แมส’ มากขึ้นของกอล์ฟ รวมทั้งการปรับตัวของศิลปินรุ่นใหม่อย่างท็อปและบิ๊ก ที่ถึงแม้เพลงของเขาจะประสบความสำเร็จมากเท่าไร แต่ลึกๆ ในจิตใจพวกเขาก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้อยู่ดี

 

เรานึกถึงคำพูดของกอล์ฟ ที่เปรียบเทียบแรปเปอร์เป็นเหมือน ‘หมาป่า’ รักความสันโดษจากบทสัมภาษณ์ครั้งก่อน ตอนนี้เวลาอาจเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ที่บรรดาหมาป่าต้องวางอัตตาและเรียนรู้ว่าโลกกว้างใบนี้ ‘ไม่ได้มีแค่เรา’ แต่ประกอบขึ้นจากผู้คนและองค์ประกอบมากมาย ที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมๆ กันให้ได้

 

หากว่าหมาป่าเหล่านั้นต้องการ ‘เลี้ยงชีพ’ ด้วยการเป็นแรปเปอร์ที่ตัวเองรักได้จริงๆ

 

มิวสิกวิดีโอเพลง มีแค่เรา

 

ดูเหมือนทิศทางของวงการฮิปฮอปกำลังเติบโตได้ดีขึ้น จากที่เคยคุยกันครั้งที่แล้วกอล์ฟบอกว่าจุดประสงค์ที่เข้าไปเป็นโค้ชในรายการ The Rapper เพราะอยากผลักดันให้วงการเพลงฮิปฮอปพัฒนา แรปเปอร์สามารถเลี้ยงตัวเองเป็นอาชีพได้ ผ่านไป 6 เดือนหลังจบรายการ เราก็ได้เห็นแรปเปอร์รุ่นใหม่มีโชว์ มีผลงานเพลงใหม่ๆ ออกมาเต็มไปหมด

กอล์ฟ: เป็นยุคที่สนุกสนานและหอมหวานมากเลยครับ ผมได้เจอกับแรปเปอร์ใหม่ๆ ที่ฝึกแค่ปีเดียวแล้วเก่งเลยหลายคน คิดว่ากำลังดีขึ้นเรื่อยๆ อีกสักพักน่าจะเป็นช่วงที่บูมขึ้นมาจริงๆ อย่างเพลงเป็นไรไหมของสองคนก็เป็นตัวแสดงให้เห็นว่าตลาดของเพลงฮิปฮอปกำลังไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ท็อป: ถ้าคิดจากวัยรุ่นผมว่าเพลงฮิปฮอปอาจจะกลายเป็นเมนสตรีมแล้วจริงๆ ก็ได้นะ ดูจากท็อปเทนในเพลย์ลิสต์ของสตรีมมิงต่างๆ ก็จะเห็นว่ามีเพลงฮิปฮอปอยู่ในนั้น เราแค่ต้องมองทิศทาง หาความเป็นไปได้ แล้วย้ำไปอีกว่าถ้าทำเพลงแบบนี้คนน่าจะชอบ น่าจะประสบความสำเร็จ

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะมีแนวคิดหนึ่งในการทำเพลงที่ชัดเจนมากๆ ว่าจะสนใจความนิยมได้ขึ้นชาร์ตไปทำไม ตั้งใจทำเพลงที่แสดงถึงตัวตนของศิลปินออกมาสิ  

กอล์ฟ: สิ่งสำคัญจริงๆ คือยอดวิว แล้วชาร์ตคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดวิวของเราเพิ่มขึ้น เดี๋ยวนี้สามารถวัดเป็นตัวเลขได้หมดเลยว่าเพลงเราได้รับความนิยมหรือไม่ โดยไม่ต้องไปมอนิเตอร์อย่างอื่นนอกจากยอดวิว ซึ่งสิ่งนั้นมันเป็นปัจจัยไปถึงคนจ้างงานที่การันตีกับเขาได้ เพลงนี้หรือศิลปินคนนี้กำลังมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราสนใจมากกว่ายอดวิวหรือการขึ้นชาร์ต ก็คือเงินจากงานจ้างที่เราสามารถเอาไปเลี้ยงชีพได้นั่นเอง

 

นอกจากข้อดีที่ทำให้วัดได้ง่าย มีข้อเสียอะไรเกิดขึ้นบ้างไหมเมื่อเรามองไปที่ยอดวิวเป็นหลัก เช่น ไม่สามารถใส่เนื้อเพลงบางท่อน ความคิดเห็นบางอย่างที่อยากนำเสนอ เพราะคิดว่าถ้าใส่แล้วคนอาจจะไม่ชอบ และทำให้ยอดวิวลดลง

 

กอล์ฟ: มีเคสที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เลยตอนทำมิวสิกวิดีโอ ที่มีเงื่อนไขบางอย่างที่ถ้าใส่ลงไปแล้วยูทูบจะปรับอัลกอริทึมให้คนเห็นวิดีโอน้อยลง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญกับค่ายมากเหมือนกันนะ ผมก็ได้แต่กราบกรานเขาว่าเห็นใจผมเถอะครับ เพราะยอดวิวเป็นเรื่องสำคัญที่ผมค่อนข้างเป็นกังวลมากจริงๆ

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมอาจจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ แต่ ณ วันนี้ผมแคร์มากๆ เพราะสิ่งที่ทำให้ผมอยู่ได้คือเงิน และผมต้องการมัน กระทั่งอายุขนาดท็อปกับบิ๊กยังต้องการเลย แล้วผมไม่ใช่เด็กแล้ว โตมา 36 ปี จนรู้แล้วว่าผมทำสิ่งนี้เพื่ออะไร เพราะฉะนั้นถ้าจุดประสงค์ในเพลงนี้ของผมคือต้องการยอดวิว เพื่อให้เพลงดัง เพื่อต่อยอดไปหางานจ้าง ผมก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ยอดวิวผมขึ้นไปให้ได้

 

 

เริ่มมีความชัดที่ชัดเจนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร

 

กอล์ฟ: ตั้งแต่ลาออกจากก้านคอคลับมาทำเพลงเอง เพราะว่าสุดท้ายถ้าไม่มีงานจ้างไม่ใช่แค่เราที่ลำบาก เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว ยังมีทีมงาน ซาวด์เอ็นจิเนียริง ฯลฯ พอออกมาเป็นหัวหน้า คนที่เราต้องคิดถึงคือลูกน้องกับครอบครัว หมดเวลาเอาสิ่งที่ตัวเองอยากทำเป็นที่ตั้งแล้ว ถ้าตัดสินว่าจะออกมาทำเองต้องไม่ลังเลที่จะเสียสละความต้องการของตัวเองออกไปให้ได้

 

ท็อป: พวกผมก็คิดแบบนั้นอยู่ตลอดนะ บิ๊กก็อยากทำเพลงอันเดอร์กราวด์ อยากทำเรกเก้ แต่ก็ถูกหยุดเอาไว้บ้าง เพราะรู้สึกว่าเพลงแบบนี้ยังเอาไปขายไม่ได้ ยังไม่เปิดกว้างเท่าไร เราค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ แล้วเปลี่ยนไปทีละนิดดีกว่า อย่างผมเคยคิดว่าไม่อยากมีเพลงที่เกี่ยวกับความรักเลย แต่สุดท้ายก็อย่างที่เห็นครับ (หัวเราะ)

 

บิ๊ก: ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังอินกับแนวเพลงที่พูดถึงเรื่องความรักอยู่ ยังไม่เปิดกว้างขนาดนั้น ซึ่งพวกเราสามารถทำได้ โดยที่ยังสนุก และไม่ได้ถึงขั้นฝืนใจตัวเองไปทำ เพราะผมกับท็อปคิดเหมือนพี่กอล์ฟคือ ผมทำเพลงเพื่อเมกมันนี่ให้ได้ ผมคิดว่าการหาเงินได้จากสิ่งที่เราชอบ และสามารถเลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูครอบครัวได้นั่นคือสิ่งที่เรียลที่สุดแล้ว

 

อย่างกอล์ฟรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นการฝืนตัวเองบ้างไหม เพราะถ้าดูจากเมื่อก่อน กอล์ฟคือศิลปินที่ชัดเจนในการทำเพลงที่แสดงออกถึงตัวตนของตัวเองแบบชัดเจนมากๆ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นเริ่มคิดถึงยอดวิวเพิ่มเข้ามา

 

กอล์ฟ: ไม่ฝืนเลยครับ ผมชอบสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ขณะนี้มากที่สุดในชีวิตแล้ว ชอบในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจในขณะนี้ว่านี่คือโลก นี่คือจุดตรงกลางที่สมดุลที่สุดแล้วที่ได้เกิดมาเป็นศิลปิน ได้ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้เป็นอาชีพได้อย่างจริงจัง เลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงคนอื่นได้ แล้วก็ได้เจอโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่โลกแห่งความฝันที่เราคิดว่าทุกอย่างจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในแบบที่เราต้องการ

 

บิ๊ก: ทุกอย่างที่ทำตอนนี้มันคือสิ่งที่รู้สึกว่าพวกเราสามารถทำได้ และจากนี้เราก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่พวกเราอยากทำจริงๆ ทีละนิด

 

ท็อป: ตอนนี้เราก็พยายามทำให้แมสน้อยลงแล้วเหมือนกันนะ

 

กอล์ฟ: สวนทางกันเลย ผมมีแต่พยายามทำให้แมสมากขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ)

 

ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าตัวกอล์ฟในวัยเด็กที่กำลังคึกคะนองจะรู้สึกอย่างไรบ้าง ถ้าได้มาเห็นตัวเองในตอนนี้

 

กอล์ฟ: คุณถามเหมือนกำลังรู้สึกผิดหวังในตัวผมอยู่เลย (หัวเราะ) เด็กคนนั้นคงถามนะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันคงไม่กังขาอะไรและยอมรับในสิ่งที่เป็น และผมจะบอกมันว่า เดี๋ยวมึงก็เข้าใจ ชีวิตมันเป็นไปอย่างนั้นเอง สุดท้ายทุกคนต้องเปลี่ยน อีก 10 ปีข้างหน้าผมก็คงไม่ใช่คนนี้ หรือพรุ่งนี้ผมอาจจะไม่ใช่ ทุกคนต้องเปลี่ยนไปตามช่วงวัยของมัน

 

เพราะฉะนั้นในเรื่องรู้สึกผิดหวังไม่มีแน่ๆ แต่จะมีความรู้สึกเสียดายที่เพิ่งมาเข้าใจเรื่องนี้เมื่ออายุ 36 ปีแล้ว แต่ถามว่าอยากแก้ไขไหม ก็ไม่ เพราะในความเป็นจริง บันไดทุกขั้นที่เราเหยียบขึ้นไปแล้วมันดีเสมอ ถ้าวันก่อนผมไม่เคยทำตัวแบบนั้น เขียนเพลงแบบนั้น ท็อปกับบิ๊กอาจจะไม่ชอบขี้หน้าผม และไม่ได้รู้สึกอยากมาทำงานกับผมก็ได้

 

บิ๊ก: ผมแค่เสียดายอย่างหนึ่งว่าเริ่มแรปช้าเกินไป เห็นบางคนเริ่มตั้งแต่ 14-15 ทำไมเราไม่เอะใจ และเริ่มฝึกจริงจังตั้งแต่ตอนนั้น

 

กอล์ฟ: ถ้ากูเอะใจนะ กูเริ่มตั้งแต่ 8 ขวบแล้ว (หัวเราะ)  

 

การที่กอล์ฟเหยียบบันไดมาหลายขั้น ผ่านความเจ็บปวด ล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้ง คิดว่าประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดจะส่งผลอะไรกับตัวน้องๆ ที่อาจจะไม่ได้ผ่านเรื่องราวพวกนั้นบ้างไหม การเป็นศิลปินจำเป็นต้องผ่านการลองผิดลองถูก เพื่อสังเคราะห์ประสบการณ์ออกมาเป็นผลงานของตัวเองมากขนาดไหน

 

กอล์ฟ: ไม่เกี่ยวเลย ผมว่าเขาเก่งในทางที่เขาเข้าใจอยู่แล้ว ณ ขณะที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ เขาคือกระบี่มือหนึ่ง ตอนผมทำงานกับเขาแค่ 3-4 ชั่วโมงก็รู้แล้วว่าไอ้ 2 คนนี้เก่ง มันมีสติรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และกำลังทำอะไรนั่นคือบรรลุแล้ว มีคนบอกว่าไฟมันร้อน ก็รู้ว่าไฟมันร้อน ไม่ต้องลองเอามือไปจับเองก็ได้

 

 

ครั้งก่อนคุยกันว่าแรปเปอร์เหมือนหมาป่าที่รักสันโดษ แต่วันหนึ่งถ้าฮิปฮอปกลายเป็นเมนสตรีมขึ้นมาจริงๆ อาจเกิดปรากฏการณ์ที่ฝูงหมาป่าเริ่มต่อสู้กันเอง แต่วันนี้เราก็เห็นว่ามีการฟีเจอริงระหว่างแรปเปอร์เกิดขึ้นมากมายหลายเพลง

 

กอล์ฟ: (เอนหลังพิงโซฟา แล้วหัวเราะ) ไอ้ที่รวมกันมันก็รวมไง แต่มันก็เรื่องปกติครับ เรื่องถูกกันหรือไม่ถูกกันมันเป็นเรื่องธรรมดาตามธรรมชาติอยู่แล้ว

 

ท็อป: ไม่นับเรื่องถูกกันหรือไม่ถูกกัน ผมว่าเวลามีการแข่งขันเป็นเรื่องดีนะ เพราะช่วยผลักดันให้คุณภาพของเพลงพัฒนาขึ้นไปอีก ในใจลึกๆ ผมก็มีเป้าหมายตลอดว่าถ้าเราอยากแซงคนนี้ขึ้นไปให้ได้ ยิ่งมีคนดูมาช่วยตัดสิน ก็ยิ่งทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่าเราจะเก่งขึ้นได้อย่างไร และควรจะทำอะไรต่อไป

 

กอล์ฟ: มึงตั้งเป้าด้วยเหรอวะ กูไม่มีเลย ทุกวันนี้คิดแค่ว่าอยากทำเพลงแข่งกับความไม่สำเร็จของตัวเอง ทำเพลงแข่งกับสิ่งที่ยังรู้สึกว่าขาด ทำเพลงเพื่อเติมให้เต็มว่าเราจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ และหาเลี้ยงทุกคนได้แค่นั้นเลย

 

ท็อป: อย่าง YOUNGOHM ผมก็คิดนะ ว่าถ้าเราเขียนเพลงเพื่อชีวิต แล้วเราจะแซงโอมขึ้นไปได้ไหมวะ

 

กอล์ฟ: มึงเคยบอกมันแบบนี้ไหมเนี่ย

 

ท็อป: คิดในใจเฉยๆ ครับ (หัวเราะ)

 

บิ๊ก: เมื่อก่อนผมเคยเป็นหนักเลยนะ ตั้งเป้าตลอดว่าต้องตามคนนี้ให้ทัน ชอบเขามากต้องทำตามเขาไป แต่พอถึงจุดหนึ่ง กลายเป็นว่าผมหาความสุขจากการทำเพลงไม่ได้เลย เพราะเอาแต่ตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เลยเลิกคิดทั้งหมด ตั้งใจทำเพลงให้ดี เต็มที่ก็เปรียบเทียบกับตัวเองเมื่อปีที่แล้ว อย่างน้อยให้ดีกว่าตัวเองในอดีตก็พอ

 

 

ขอย้อนกลับไปตอนที่พวกคุณรู้จักกันครั้งแรก ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ารายการ The Rapper จนได้มาทำเพลงด้วยกันตอนนี้ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นระหว่างกันบ้าง

 

กอล์ฟ: ที่ชัดๆ ที่คิดตอนแรก 2 คนนี้เป็นคนที่เก่งเมโลดี้ เขาช่ำชองเรื่องเมโลดิกแรปมาก อย่างรอบเพลง ขอใจเธอแลกเบอร์โทร ของบิ๊ก ทุกวันนี้ยังคิดอยู่เลยว่ามันจีเนียสมาก ที่ทำให้เราลืมต้นฉบับเพลงเก่าไปได้เลย อันนี้เป็นเรื่องความสามารถที่มองเห็นตอนแรก

 

แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจคือ พอร่วมงานกันจริงๆ ในเพลง มีแค่เรา พวกเขามีความชัดเจนมากกว่าเด็กปกติในวัย 18-20 ปี พอพูดไปปุ๊บเขารู้เลยว่าเราต้องการอะไร แล้วนั่งคุยกันแบบมืออาชีพเลย ซึ่งผมทึ่งเรื่องนี้มากกว่าฝีมือการแรปอีกนะ ทึ่งในความมืออาชีพของพวกเขา

 

กับอีกเรื่องเขาเปิดและกล้าที่จะบอกความจริงกันและกัน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในการทำงานกับทีม ผมเคยไปได้ยินท็อปบอกบิ๊กว่า เฮ้ย คำนั้นของมึงอะไม่ขายหรอก เราก็รู้สึกว่า โห แรงสัตว์ (หัวเราะ) แต่บิ๊กพูดกลับมาว่า เออ ไม่ขายเหรอวะ งั้นแก้ จบ มันไม่มีอีโก้ใส่กัน มันรู้เลยว่าเพื่อนรู้สึกแบบนี้ และพูดกับมันแบบนี้เพราะความหวังดี ไม่ใช่คิดว่า เก่งกว่ากูเหรอไงวะ ไม่แก้ตามที่มึงบอกหรอก แต่สองคนนี้ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกันทั้งคู่เลย  

 

ท็อปกับบิ๊กล่ะ มองกอล์ฟในฐานะแรปเปอร์ไว้แบบไหนบ้าง

 

ท็อป: ผมมองพี่เขาเป็นเลเจนด์เลยนะ ถ้าพูดเรื่องสาย lyrics พี่เขาที่สุดในประเทศแล้ว

 

บิ๊ก: มันยากมากที่จะแรปไม่มีเมโลดี้ แต่คนแรปตามได้ทั้งประเทศ แล้วไม่เคยคิดเลยว่าจะมีที่ได้มานั่งคุย ได้มาทำเพลงกับพี่เขาแบบนี้

 

ท็อป: แต่มีตกใจตอนที่เขาเปลี่ยนสไตล์ตั้งแต่เพลง เสือสิ้นลาย โดยเฉพาะเพลง มีแค่เรา ผมทึ่งมากเลยนะที่เขาใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป ใช้ออโต้จูนแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วเอามาผสมกับสไตล์ของพวกเรา ตื่นเต้นที่เขาทดลองทำอะไรใหม่ๆ วันข้างหน้าผมก็อาจจะอยากทำเพลงแบบโอลด์สคูลขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

 

ในอดีต ก่อนตัดสินใจเอาเทคนิคออโต้จูนมาใช้ เคยมีสักแว่บไหมที่คิดว่ากอล์ฟไม่ชอบเทคนิคนี้ เลยไม่คิดเอามาใส่ในเพลงของตัวเองมาก่อน

ถ้าสมัย 10 ปีก่อนคงเป็น แต่ ณ ขณะนี้ไม่เลย ตอนนี้ Real me คืออยากทำอะไรก็ทำ อะไรที่ทำแล้วมีความสุขทำไปเลย ทำด้วยความคิดที่ว่าถ้าเราทำอย่างพวกมันไม่ได้ อย่าไปดูถูกพวกมัน ถ้าเราทำสไตล์อย่างเขาไม่ได้ดี เราจะไปบอกเขาว่าไม่ดีไม่ได้ ซึ่งผมคิดแบบนี้กับทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องการเมือง (หัวเราะ) ถ้าไม่เข้าใจทุกอย่างอย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์

 

ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และจะไม่เอามาทำเพลงแล้วในตอนนี้ เพราะการเมืองทำให้เรารู้สึกว่าทำไมเราเป็นอย่างนี้วะ ยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ คงต้องรอสักวันหนึ่งที่คิดว่าเข้าใจเรื่องนี้ดีพอ อาจจะกลับมาทำอีกครั้ง แต่ตอนนี้ตอบไม่ได้เลย เพราะไม่เข้าใจจริงๆ

 

ท็อปกับบิ๊กเคยคิดบ้างไหมว่าเราอาจต้องหันไปพูดเรื่องสังคม การเมือง ที่เนื้อหาเข้มข้นขึ้นมาบ้าง

 

บิ๊ก: ตอนนี้ยังไม่มี เพราะผมไม่อยากทำเพลงสื่อแนวคิดที่อาจก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงกันเท่าไร รู้สึกว่าเราไม่ถนัด ไม่เข้าใจมากพอและอยากพูดเรื่องที่กำลังพูดตอนนี้มากกว่า

 

ท็อป: เพลงที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็มีทั้งคนชอบ ไม่ชอบ คนเถียงกันอยู่แล้ว (หัวเราะ)

 

กอล์ฟ: มันตื่นมาดูข่าวหรือเปล่า รู้หรือเปล่าว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว (หัวเราะ)

 

 

เป็นเรื่องน่ากังวลบ้างไหม หลายคนมักจะมองว่าศิลปินรุ่นใหม่มักจะหลีกเลี่ยงไม่เอาเรื่องการเมืองมาพูด

 

กอล์ฟ: บ้า ไม่จริง ไม่รู้จัก Liberate P (ประเทศกูมี) เหรอ ผมบอกได้เลยว่าแรปเปอร์ครึ่งต่อครึ่ง หรือมากกว่านั้นนะที่พูดเรื่องสังคม การเมือง คุณยังไม่ได้ไปคุยกับ เก่ง Repaze, ไม่ได้คุยกับต๊อบ Blacksheep ยังไม่ได้คุยกับอีกหลายคน บิ๊กกับท็อปเป็นเพียงอีกแนวหนึ่ง ซึ่งการเมืองเรื่องหนักๆ อาจจะไม่ใช่แนวของเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด และมันไม่จริงเลยที่ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศิลปินรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมือง ผมว่าแม่งโคตรเยอะ และผมว่าเด็กรุ่นนี้มันพร้อมหวดมากกว่ารุ่นผมด้วยซ้ำนะ เพราะมันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

 

ท็อป: ที่ผมทำเพลงแมสอยู่ทุกวันนี้ ใจลึกๆ จริงๆ ผมก็อยากให้เพลงพวกนั้นขึ้นมาด้วยนะ เราอาจจะไม่ได้พูดเรื่องแบบนั้น แต่ก็เชื่อว่าเพลงของเราที่มันแมสกว่า เข้าถึงคนฟังมากกว่า จะช่วยเปิดโอกาสให้คนฟังเพลงฮิปฮอปมากขึ้น อย่างน้อยเวลาคนเข้ามาฟังเพลงที่เขาแบ่งไว้ใน category ฮิปฮอป ที่เขาอาจจะกดเข้ามาฟังเพลงแมสของเรา แต่นั่นแหละ การที่เข้ามาแสดงว่าเขามีโอกาสที่จะได้ฟังเพลงฮิปฮอปหนักๆ ที่ถูกจัดอยู่ในหมวดเดียวกับพวกเราแน่ๆ

 

พูดถึงเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกอย่างไรบ้างที่นอกจากตัวเนื้อเพลง เดี๋ยวนี้เราจะเห็นคนคอมเมนต์ทำนองว่า เริ่มเบื่อเสียงออโต้จูนที่เอาเข้ามาใส่ในฮิปฮอปกันแล้ว

 

กอล์ฟ: ผมรู้สึกตลก เพราะคนที่บอกว่าเกลียดเสียงออโต้จูน บางคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฮิปฮอปคืออะไร แน่นอนว่าผมไม่ได้รู้จักฮิปฮอปดีกว่าใครหรอก รู้แค่ว่าผมแรปเป็น เขียนเป็น ไม่ได้เก่งกว่าใคร แล้วผมก็ไม่กล้ามานั่งวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ออโต้จูนเหมือนเป็นโปรดิวเซอร์ระดับโลก มาบอกว่า กูแม่งรักฮิปฮอป ตายเพื่อฮิปฮอปได้ ใช้เทคนิคแบบนี้แล้ววงการฮิปฮอปจะเสีย โถ ไอ้สัตว์ มึงรู้จักฮิปฮอปดีกว่ากูจริงๆ เหรอ

 

แล้วไม่ใช่แค่เรื่องเพลง มันไปถึงท่าเต้น ที่บางคนบอกว่าเด็กพวกนี้เต้นไม่เหมือนชาวฮิปฮอป ผมเคยไปนั่งดูเลยนะ โห มึงเต้นจังหวะอะไรวะ การโยก ท่าทาง มันเหมือนว่าเราต่างกันตั้งแต่ข้อต่อของกระดูก ที่ทำให้เราเต้นแบบนั้นไม่ได้ เพียงแค่เราไม่รู้สึกว่า การที่พวกเขาเป็นอย่างนั้นแล้วผิด มันคือเรื่องที่เขาเติบโตมาและรู้จริงในสิ่งที่เขาเป็น นี่คือสิ่งที่พวกมันรู้ดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่เราต้อง Respect ถ้าเราทำไม่ได้ แล้วเรามีสิทธิ์ไปด่าอะไรมันวะ มันยังไม่มายุ่งอะไรกับพวกเราเลย

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดในวัย 36-37 ตอนนี้คือ ผมเปิดทั้งหมด ลองทำดูทั้งหมดเลย ลดอัตตาทุกอย่าง รุ่นใหญ่แล้วยังไงวะ ก็เราทำเพลงขายแบบเขาไม่ได้ คิดแบบนี้ไม่ได้ ร้องแบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องกล้าเข้าไปขอให้เด็กเข้ามาช่วย จุดนี้มันโตพอที่จะไม่ได้สนใจเรื่องรุ่นใหญ่หรือเรื่องเล็กอะไรแล้ว

 

 

ท็อปกับบิ๊กจะรู้สึกโกรธ เสียใจ เจ็บปวดมากขนาดไหน เวลาเห็นคอมเมนต์โจมตีแบบนี้

 

ท็อป: ตอนแรกซึมไปเลยครับ รู้สึกแย่มาก อย่างผมไม่ได้โดนแค่เรื่องเพลง โดนเรื่องนิสัย โดนหาว่าหยิ่งบ้าง

 

กอล์ฟ: อ๋อ กระแสที่คุณไม่ยอมไปถ่ายรูปกับเขา

 

ท็อป: จริงๆ ผมถ่ายนะพี่ ถ้าใครรู้จักผม ผมไม่ใช่ไม่ชอบการถ่ายรูปนะ แต่ผมไม่ชอบความวุ่นวายมากกว่า บางทีมีแฟนคลับมารอถ่ายรูปเป็นพันคน เราอยากถ่ายรูปให้ครบ แต่มันก็มีเรื่องเวลาที่ต้องควบคุม เพราะบางทีเราต้องรีบกลับไปพักผ่อน เพราะต้องมีไฟลต์บินแต่เช้า ก็มีขอไม่ให้ถ่ายเซลฟี ผลก็อย่างที่เห็น

 

กอล์ฟ: อันนี้นึกออกนะ ของผมเวลาถ่ายจะขอให้เขาต่อคิวมาเลย แล้วจะมีคนชอบมาแซง ผมก็จะบอกทีมงานว่า ขอไม่ถ่ายกับคนที่แซงคิวนะ นี่เกือบจะมีเรื่องมา 3-4 รอบ

 

ท็อป: ใช่พี่ แล้วคนที่มาด่าเราส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่แซงคิวนั่นแหละ อย่างที่บอกช่วงแรกก็ซึมเลย แต่ตอนหลังพยายามเลิกสนใจคอมเมนต์พวกนี้ไปเลย ต้องคิดว่าโดนด่าก็เป็นสีสันในชีวิตดี

 

บิ๊ก: ผมอ่านทุกคอมเมนต์เลยนะ ไม่ว่าจะดีหรือลบ ชอบขำคอมเมนต์ที่มาด่าเราโดยไม่มีสาเหตุ อยู่ดีๆ ก็มาพิมพ์ว่า กาก เสี่ยว แรปห่วย บางทีคนพวกนี้อาจจะไม่ได้ออกมาข้างหน้าเลยก็ได้ อยู่แค่ในบ้านแล้วก็พิมพ์คอมเมนต์อย่างเดียว ก็สนุกดี

 

ท็อป: ล่าสุดไปงาน Rap is Now มา แล้วมีรูปที่สาวชูป้ายถ่ายรูปผมไปลง แล้วผมกดแชร์ไป ก็มีคนมาด่ากันเพียบเลยว่า เห็นเป็นผู้หญิงล่ะสิเลยยอมถ่าย อ้าว ก็แน่นอนสิ คุณคิดถูกแล้ว จะมาว่าผมทำไม ถ้าเป็นคุณก็ทำเหมือนกัน

 

กอล์ฟ: ขนาดกูยังอยากทำเลย (หัวเราะ)

 

ก่อนจะมองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องตลกได้ เคยรู้สึกแย่ไปถึงขนาดว่า ทำไมการเป็นศิลปินต้องยาก หรือทำไมเราต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยบ้างไหม

 

ท็อป: เคยๆ ถึงขนาดไม่อยากไปออกทัวร์ด้วยซ้ำนะ ผมรักแฟนคลับผมนะ แต่ผมก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ ก็คิดว่าไม่อยากพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่อาจทำให้เราโดนด่า หรือเกลียดเรามากขึ้นไปอีก เพราะบางทีเวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา อันไหนได้หรือไม่ได้ ผมก็จะพูดออกมาตรงๆ เลย

 

บิ๊ก: ของมึงไม่ได้เรียกว่าตรง เขาเรียกว่าห่าม (หัวเราะ)

 

 

กอล์ฟ: ตอนนี้ยังใหม่ เดี๋ยววันหนึ่งก็จะเข้าใจ อันนี้เป็นแค่ก้าวแรกๆ ของพวกเขา แต่สำหรับผมที่เล่นโซเชียลมีเดียเป็นอาชีพ เพราะทุกวันนี้เฟซบุ๊กทำเงินให้ผมมากกว่าที่ผมร้องเพลง ผมมีคนติดตามเฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์เกือบสองล้าน ในอินสตาแกรมอีกเกือบล้าน ทุกอย่างมันเป็นมูลค่า ผมรู้ว่าผมต้องโพสต์อะไรที่คนอยากเห็น ถามว่าผมทะเลาะกับเมียไหม ผมด่าลูกไหม ผมทำ แต่ผมไม่โพสต์ ผมโพสต์ในเรื่องที่คนอยากเห็นผมทำ อันนี้คือโลกแห่งความเป็นจริง ใช้สิ่งพวกนี้เป็นแค่เครื่องมือแต่ไม่ให้มันมาบงการชีวิตเรา

 

ตอนนี้น้องๆ ทำดีที่สุดแล้วสำหรับความใหม่ของเขา และพยายามประคับประคองอารมณ์ตัวเองให้นิ่งและเสถียรได้ขนาดนี้ ผมเคยอ่านเรื่องที่ท็อปไป Big Mountain แล้วมีคนมาสะกิดขอถ่ายรูปตลอดเวลา ซึ่งผมเคยเป็นแบบนั้นเลย ไอ้ห่า ยุ่งกับกูอยู่ได้ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปดูคอนเสิร์ตวะ

 

แต่วันหนึ่งผมก็เข้าใจว่า อาชีพอย่างเราได้เงินมากกว่าเขา เราทำงานครั้งเดียวได้เงินเท่ากับคนแบกหามเป็นเดือน เราขายเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้ว ทุกอย่างคือราคาที่เขาจ่ายมาโดยที่เราไม่รู้ตัว พอเข้าใจก็โอเค งั้นไม่ดูคอนเสิร์ต เพราะเราได้เงินมากพอที่จะไม่ดูคอนเสิร์ตก็ได้ ทุกอย่างไม่มีอะไรฟรี อยู่ที่ว่าพร้อมจะแลกหรือเปล่า

 

ในวัยเท่านี้ท็อปกับบิ๊กคิดว่าพร้อมที่จะแลกบางอย่างของตัวเองกับสิ่งที่กอล์ฟพูดมามากขนาดไหน

 

บิ๊ก: ผมพร้อมอยู่แล้วครับ ที่ไปออกรายการ The Rapper ตอนแรกก็คิดแค่ว่าอยากให้เพลงเลี้ยงเราได้เหมือนที่ไปทำงานออฟฟิศ ซึ่งทุกอย่างมีเงื่อนไขของมัน พนักงานออฟฟิศมีเงื่อนไขของพนักงานออฟฟิศ ศิลปินก็มีเงื่อนไขของศิลปิน ถ้าเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้แล้ว อะไรที่แลกได้ก็ต้องยอม

ท็อป: ผมก็พร้อมครับ แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำได้ขนาดนั้นหรือเปล่า (หัวเราะ) ตอนนี้ยังพยายามประคับประคองอยู่ และจะพยายามทำให้ดีขึ้นในอนาคต

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories