Menu
46613

เปิดอาณาจักรธุรกิจ ‘CP – Central – Red Bull’ ตระกูลติดอันดับร่ำรวยที่สุดแห่งเอเชีย

16.11.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

5 Mins read
  • นิตยสาร Forbes จัดอันดับตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดของเอเชีย ปี 2017 มี 3 ตระกูลไทย ‘เจียรวนนท์ – จิราธิวัฒน์ – อยู่วิทยา’ ติดอันดับด้วย
  • เมื่อนำตัวเลขที่ Forbes ประเมินออกมา ทั้ง 3 ตระกูลมีมูลค่าธุรกิจรวมกันเท่ากับ 6.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.28 ล้านล้านบาท
  • พบ 5 ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตอย่างยั่งยืนจาก NIDA

     นิตยสาร Forbes จัดอันดับตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดของเอเชีย ปี 2017 (Asia’s Richest Families 2017) แม้อันดับที่หนึ่งจะเป็นตระกูลมหาเศรษฐีธุรกิจน้ำมันจากอินเดีย แต่เจ้าสัวไทยของเราก็มั่งคั่ง โดยติดโผกับเขาถึง 3 ตระกูลด้วยกัน

     ‘เจียรวนนท์ – จิราธิวัฒน์ – อยู่วิทยา’ เป็นนามสกุลของครอบครัวที่ไม่เพียงรวยที่สุดในประเทศไทย หากแต่ยังรวยระดับเอเชียด้วย อาณาจักรธุรกิจของทั้ง 3 ตระกูลนี้ เมื่อนำตัวเลขที่ Forbes ประเมินออกมารวมกันเท่ากับ 6.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.28 ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับรายได้การจัดเก็บภาษีของรัฐบาลไทย ปีงบประมาณ 2560 (ตุลาคม 2559 ถึงกันยายน 2560) ที่ 2.35 ล้านล้านบาท

 

จากสำเภาจีนสู่ธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทย

     สำหรับการคำนวณของ Forbes จะพิจารณาธุรกิจของตระกูลที่มีฐานรากในเอเชียที่ผ่านมาอย่างน้อย 3 ชั่วอายุคน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้ราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนของวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 เป็นตัวอ้างอิง

     หากมองที่ไปที่จุดเริ่มต้นของธุรกิจ 3 ตระกูล รุ่นบุกเบิกล้วนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่ดิ้นรนทำธุรกิจด้วยตัวเองทั้งสิ้น และแต่ละคนก็คือตำนานเจ้าสัวของเมืองไทยที่มีขนาดธุรกิจใหญ่ติดอันดับโลก

 

 

     เป็นที่ทราบดีในวงการธุรกิจว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก หากต้องการประเมินว่าเจ้าสัวหรือธุรกิจของตระกูลเจ้าสัวแต่ละรายนั้นมีมูลค่าที่แท้จริงเท่าไรกันแน่ เพราะข้อมูลสำคัญจะปรากฏแก่สาธารณชนเฉพาะบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้มีโครงสร้างทางบัญชีที่สลับซับซ้อน ประเด็นเรื่องใครรวยกว่าใครนั้นอาจจะวัดกันได้ไม่ขาดเท่าใดนัก

     สำหรับ CP แล้ว ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเครือเจริญโภคภัณฑ์มาโดยตลอด และยังมีบทบาททั้งส่วนที่เป็นเรื่องธุรกิจและไม่ใช่เรื่องธุรกิจโดยตรง หยิบ ‘หุ้นตัวสำคัญ’ จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล่าสุด (16 พ.ย.) มาพิจารณา พบว่าหุ้นของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF มีรายได้รวม 9 เดือนแรกของปี 2560 เท่ากับ 3.88 แสนล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ราว 1.3 หมื่นล้านบาท

     ขณะที่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายได้รวม 9 เดือนแรกของปี 2560 เท่ากับ 3.61 แสนล้านบาท กำไรสุทธิราว 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้มีเจ้าสัวธนินท์เป็นประธานกรรมการทั้งสิ้น เฉพาะมูลค่าสินทรัพย์สำหรับธุรกิจอาหาร เกษตร และค้าปลีก (เซเว่น อีเลฟเว่น) มีมูลค่าเกือบ 9.4 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

     ส่วนยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่างเครือเซ็นทรัลนั้น เมื่อพิจารณาหุ้นของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ข้อมูลล่าสุด (16 พ.ย.) พบว่ารายได้ 9 เดือนแรกของปี 2560 อยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิราว 1.1 พันล้านบาท ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL รายได้ 9 เดือนแรกของปี 2560 อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิราว 1.5 พันล้านบาท เมื่อรวมมูลค่าสินทรัพย์เฉพาะบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาและธุรกิจโรงแรม พบว่ามีทรัพย์สินรวม 1.36 แสนล้านบาท  

     และสำหรับธุรกิจของ ‘กระทิงแดง’ นั้น ในประเทศไทยดำเนินการภายใต้บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด หรือ TCP ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีธุรกิจในต่างประเทศ และขายเครื่องดื่มกระทิงแดงภายใต้แบรนด์ Red Bull ทั่วโลก ซึ่ง TCP นั้นเป็นบริษัทเอกชน ข้อมูลที่ Forbes นำมาประเมิน ‘ตระกูลอยู่วิทยา’ จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับวงการธุรกิจ

     หากแต่เมื่อพิจารณาจากการให้ข้อมูลกับสื่อของผู้บริหารกลุ่มกระทิงแดง พบว่ารายได้ครึ่งปี 2560 คิดเป็น 1.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่รายได้รวมทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีโรงงาน 2 แห่งในประเทศไทย และอีก 3 แห่งในต่างประเทศคือ อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ซึ่งมีแผนลงทุน 1 หมื่นล้านบาทในการขยายโรงงานในภูมิภาค และตั้งเป้ารายได้แตะ 1 แสนล้านในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

ธุรกิจครอบครัว เก่าแต่เก๋า เติบโตได้เพราะรากฐานแข็งแรง

     จากข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า 80% ของธุรกิจในไทยเป็นลักษณะธุรกิจครอบครัว นั่นคือธุรกิจที่ผู้ก่อตั้งหรือครอบครัวมีสิทธิ์ในการออกเสียงข้างมาก (Voting Rights) หรือมีสิทธิ์ในการบริหารและจัดการต่างๆ ขององค์กร หรือสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 1 คนเป็นคณะกรรมการขององค์กรนั้นๆ

     และจากการศึกษาเรื่อง ‘ปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตที่ยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย’ ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งจัดทำโดย อำพล นววงศ์เสถียร พบว่าสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการทำธุรกิจครอบครัวมีดังนี้

  • ความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจนั้นๆ
  • วัฒนธรรมของครอบครัว
  • ภาวะผู้นำของธุรกิจครอบครัว
  • การจัดการเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจ
  • คณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการครอบครัว

 

     สิ่งที่เป็นลักษณะร่วมกันของบรรดาธุรกิจตระกูลเจ้าสัวคือความร่วมแรงร่วมใจกันของคนในครอบครัว ขณะเดียวกันคือการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจที่เปลี่ยนไป ให้โอกาสมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาบริหารงาน และสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นคำสัญญาทางธุรกิจ ซึ่งนิสัย ‘คำไหนคำนั้น’ เป็นสิ่งที่เจ้าสัวทุกคนมีตั้งแต่เริ่มต้นเสมอ

     หากแต่ไม่ใช่ทุก ‘ตระกูลใหญ่’ ในประเทศไทยที่เหมือนกับ ‘เจียรวนนท์ – จิราธิวัฒน์ – อยู่วิทยา’ เราจึงได้เห็นหนังชีวิตของหลายธุรกิจจากที่เคยรุ่งก็ร่วงให้เห็นต่อหน้าต่อตาตระกูลแล้วตระกูลเล่า

 

ภาพประกอบ: Pichamon W.

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

RELATED STORIES

MOST POPULAR