คลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการ เน้นตรวจสอบข้อมูลการเงินรายบุคคล ปูทาง ‘Negative Income Tax’ คัดเข้มหาผู้เปราะบางจริง ใช้ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยช่วยเก็บกลุ่มตกหล่น พร้อมเปิดช่องทางอุทธรณ์ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (2 มิถุนายน) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในการปรับเกณฑ์และทบทวนสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้มีความเข้มงวดมากขึ้นเพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผู้ได้รับสิทธิคือคนรายได้น้อยที่ลำบากจริง โดยเน้นตรวจสอบข้อมูลทางการเงินและทรัพย์สินรายบุคคลมากขึ้น ซึ่งมีความแม่นยำกว่าเกณฑ์เดิมที่อิงเพียงรายได้เฉลี่ยของครอบครัว
ที่สำคัญกว่านั้น ลวรณระบุว่าการจัดทำข้อมูลผู้รับสวัสดิการเป็นรายบุคคล ช่วยทำให้ข้อมูลรายได้ของผู้รับสวัสดิการมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำ Negative Income Tax รายบุคคลในอนาคตอีกด้วย
“เพื่อให้เกิดฐานข้อมูลเดียวกัน และพัฒนาต่อยอดไปเป็น Negative Income Tax อันนี้คือเหตุหลักในการเปลี่ยนจากเกณฑ์ครอบครัว มาเป็นเกณฑ์บุคคล” ลวรณกล่าว
โดยลวรณย้ำว่า ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรเป็นผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงาน และเป็นผู้มีฐานะเปราะบางจริง ซึ่งกระทรวงการคลังจะทบทวนสิทธิของกลุ่มผู้ได้รับสิทธิเดิม 13.18 ล้านคน จากฐานข้อมูลเมื่อปี 2565 และจะเก็บตกผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ จากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย
เปิดเกณฑ์ใหม่ผู้ถือบัตรสวัสดิการ
สำหรับคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ สามารถสรุปได้ดังนี้
1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
2) ไม่เป็นบุคคลต้องห้าม 9 กลุ่ม ดังต่อไปนี้
- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา
- ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี
- ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
- ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้
- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
- ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
4) ไม่มีบัตรเครดิต
5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท
6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี
7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้
- ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
- บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
- กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่
- กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่
8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

วิธีการลงทะเบียนรับสิทธิรอบใหม่
ผู้มีสิทธิเดิม ต้องยืนยันสิทธิภายใน 4-21 มิถุนายน 2569 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่
- แอปฯ เป๋าตัง และแอปฯ ทางรัฐ
- เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
- เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
- หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทยฯ (KTB) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (BAAC) ธนาคารออมสิน (GSB) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (GHB) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ibank)
โดยจะประกาศผลวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางที่เปิดรับสมัคร ยกเว้นเครื่อง ATM
สำหรับผู้ได้รับสิทธิกลุ่มใหม่ ที่ผ่านการคัดกรองจากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย จะต้องยืนยันตัวตนตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านแอปฯ เป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง โดยสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

เปิดช่องทางอุทธรณ์ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์
สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทาง ดังนี้
- แอปฯ เป๋าตัง และแอปฯ ทางรัฐ
- เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
- หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง: ธนาคารกรุงไทยฯ (KTB) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (BAAC) ธนาคารออมสิน (GSB) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (GHB) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ibank)
โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- รู้จักกลไก Negative Income Tax ระบบสวัสดิการใหม่ ที่ทุกคนต้องยื่นภาษี? วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ใครควรได้รับเงินโอนบ้าง
- รู้จักกับ Negative Income Tax ของสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อว่า Earned Income Tax
Negative Income Tax คืออะไร
ทั้งนี้ Negative Income Tax (NIT) ถือเป็นการจัดสวัสดิการที่จัดสรรผ่านระบบภาษีอากร โดยจูงใจให้คนทำงานและมีรายได้มากขึ้น โดยมักแบ่งเป็น 3 ช่วงรายได้ ได้แก่ ช่วงจูงใจได้เงินโอนเพิ่มขึ้น (Phase-in) ช่วงได้เงินโอนคงที่ (Plateau) ช่วงเงินโอนลดลง (Phase-out)
นอกจากนี้ Negative Income Tax ยังเป็นนโยบายที่ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เคยประกาศว่า จะนำนโยบายนี้มาใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2570
“แนวคิดของ Negative Income Tax คือ หากรายได้ถึงเกณฑ์ต้องมาเสียภาษี แต่หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มารับสวัสดิการ ดังนั้นทุกคนต้องยื่นแบบภาษี ผู้มีรายได้น้อยก็ต้องยื่นเพื่อยืนยันว่ามีรายได้น้อยจริงๆ เราตั้งเป้าว่าปี 2570 จะเริ่มใช้ได้จริง ตอนนี้ก็กำลังเดินหน้าพัฒนาระบบต่างๆ อยู่” ลวรณ เคยระบุ
ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ ‘สภาพัฒน์’ เคยอธิบายว่า “Negative Income Tax เป็นกลไกให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และเป็นการรวมระบบการให้ความช่วยเหลือไว้ในระบบเดียว ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้รูปแบบหนึ่ง”

