ภาพของสายฝนที่เทกระหน่ำจนเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเวลานี้ อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าปัญหาน้ำล้นคือกวนใจหลักของเศรษฐกิจ ทว่าเมื่อกวาดสายตามองข้ามไปยังเส้นขอบฟ้าของปีหน้า สิ่งที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่กลับเป็นภาพตรงข้ามอย่างสุดขั้ว นั่นคือความเสี่ยงของภัยแล้งและอากาศร้อนจัดระลอกใหญ่ที่จ่อซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามสำคัญที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตคือ เหตุใดปีนี้น้ำท่วม แต่ปีหน้าจึงกลับตาลปัตรกลายเป็นภัยแล้ง ปรากฏการณ์นี้จะส่งแรงกระเพื่อมต่อ GDP และภาคธุรกิจไทยลึกซึ้งเพียงใด และภายใต้วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มิอาจหลีกเลี่ยง ทุกภาคส่วนจะต้องปรับยุทธศาสตร์อย่างไรเพื่อประคองตัวให้อยู่รอด
ในมุมมองเชิงกายภาพ น้ำท่วมและภัยแล้งอาจดูเหมือนขั้วตรงข้ามที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ ทว่าในมิติของวิทยาศาสตร์สภาพอากาศ
วิชาญ กุลาตี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส SCB EIC ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุวว่า ทั้งสองปรากฏการณ์แท้จริงแล้วคือเหรียญคนละด้านที่มีรากเหง้ามาจากต้นตอเดียวกัน นั่นคือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือภาวะโลกรวนที่สะสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งตราบใดที่ปัญหานี้ยังไม่คลี่คลาย ประเทศไทยจะยังคงเห็นวงจรน้ำท่วมและภัยแล้งสลับฉากเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรอย่างต่อเนื่อง
หากจำแนกกลไกสภาพอากาศออกเป็น 3 กรอบเวลา จะพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้เกิดจากการบรรจบกันของปัจจัยระยะสั้น อย่างหย่อมความกดอากาศต่ำ พายุ และลมมรสุม เข้ากับปัจจัยระยะยาวจากภาวะโลกร้อน ขณะที่ภัยแล้งและคลื่นความร้อนที่จะตามมาในปีหน้า เป็นผลพวงจากการขยับตัวของปัจจัยระยะกลางที่กินเวลาหลายเดือนถึงหนึ่งปีร่วมกับปัจจัยระยะยาว ซึ่งตัวการสำคัญในระยะกลางของรอบนี้ก็คือ ‘ปรากฏการณ์เอลนีโญ’ (El Niño)
ประเด็นสำคัญ
สัญญาณเตือน ‘Super El Niño’ ส่อเค้ารุนแรงสุดในรอบหลายทศวรรษ
เอลนีโญเกิดจากการไหลเวียนของลมและกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลฝั่งอเมริกาใต้ร้อนขึ้นผิดปกติจนเกิดเป็นมวลน้ำอุ่นรวมตัว ส่งผลกระทบต่อระบบสภาพอากาศทั่วโลกยาวนานข้ามปี สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ปรากฏการณ์นี้จะนำมาซึ่งความร้อนแล้งและปริมาณน้ำฝนที่หดตัวลงอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับรอบนี้ คือแนวโน้มความรุนแรงที่อาจยกระดับสู่ภาวะ ‘Super El Niño’ สะท้อนผ่านตัวเลขดัชนีวัดความรุนแรงที่ปัจจุบันพุ่งแตะระดับ 1.7 ซึ่งเกินเกณฑ์ 1.5 ของเอลนีโญขั้นรุนแรง (Strong El Niño) ไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น แบบจำลองการคาดการณ์ของสหรัฐฯ ยังประเมินว่าดัชนีอาจทะยานขึ้นไปแตะระดับ 2.65 ซึ่งสูงกว่าสถิติเอลนีโญครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1997-1998 และ 2015-2016 และแม้จะล่วงเข้าสู่ช่วงต้นปีหน้า ดัชนีก็ยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงราว 1.9
ความรุนแรงระดับนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า เอลนีโญรอบนี้อาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1950 ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นบนแนวโน้มอุณหภูมิพื้นฐานของโลกและไทยที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยในอดีตอุณหภูมิเฉลี่ยของไทยเคยทำสถิติไว้ที่ 28.5 องศาเซลเซียส ซึ่งในปีหน้ามีความเสี่ยงสูงยิ่งที่ปรอทวัดอุณหภูมิจะขยับขึ้นไปทดสอบระดับสถิติดังกล่าวอีกครั้ง
กัดกร่อน GDP ไทย 0.2 – 0.4% หนักกว่าน้ำท่วม-ลากยาวข้ามปี
เมื่อประเมินความเสียหายต่อภาพรวมเศรษฐกิจ SCB EIC ประเมินว่า ผลกระทบจากเอลนีโญจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยคิดเป็นมูลค่าราว 0.2% – 0.4% ของ GDP ซึ่งนับว่ารุนแรงกว่าสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ที่คาดว่าจะกระทบเพียงราว 0.1% ของ GDP เท่านั้น
ความต่างสำคัญอยู่ที่มิติของเวลา น้ำท่วมมักจำกัดวงอยู่ในระยะสั้นและใช้เวลาฟื้นฟูไม่นาน แต่เอลนีโญจะลากยาวไปจนถึงอย่างน้อยช่วงต้นปีหน้า โดยส่งผ่านความเสียหายลึกสู่ 4 ช่องทางหลัก เริ่มจากภาคการเกษตรที่พืชผลขาดแคลนน้ำจนผลผลิตลดลง ฉุดรายได้เกษตรกรและกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ตามมาด้วยผลิตภาพแรงงานที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานกลางแจ้งอย่างภาคการก่อสร้าง ซึ่งสภาพอากาศที่ร้อนจัดบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานต่อชั่วโมงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน ภาวะผลผลิตเกษตรขาดแคลนจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อหมวดอาหารพุ่งสูงขึ้น ดันต้นทุนของอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำให้ขยับตาม และท้ายที่สุด ความถี่ของภัยพิบัติสภาพอากาศที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จะกลายเป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
ผ่ากลุ่มธุรกิจไทย ใครเผชิญมรสุมต้นทุน ใครกระทบรอง
แรงกระแทกจากเอลนีโญไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในทุกภาคส่วน กลุ่มที่ต้องแบกรับความเสี่ยงสูงสุดคือธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบทางการเกษตรเป็นหลักและมีอำนาจต่อรองในการส่งผ่านต้นทุนค่อนข้างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นโรงสีข้าว ผู้ผลิตน้ำตาล โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และธุรกิจผลไม้แปรรูป ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะผลผลิตขาดแคลนและต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงพร้อมๆ กัน
ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรองลงมา ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมยางพารา ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าลดลง ไปจนถึงกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนด้านพลังงานและน้ำเพื่อใช้ในระบบหล่อเย็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ท่ามกลางอากาศร้อนจัด
เตือนบทเรียน World Bank หากไม่ปรับตัว GDP ไทยปี 2050 อาจหายไป 7-14%
วิชาญยังได้หยิบยกข้อค้นพบสำคัญจากงานวิจัยของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งสะท้อนภาพเตือนใจว่า หากประเทศไทยปราศจากการปรับตัวอย่างจริงจัง และวิกฤตสภาพภูมิอากาศยังทวีความรุนแรง ขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP ของไทยในปี 2050 อาจหดหายไปถึง 7% – 14% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีวิกฤตโลกร้อน
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นเรื่องของอนาคตอันไกลโพ้น แต่เมื่อมองย้อนกลับมาที่ความเสียหายสะสมรายปี จะเห็นความจริงที่น่าตกใจ ตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่ในอดีตที่กระทบราว 0.05% ของ GDP น้ำท่วมปีนี้กระทบราว 0.1% และภัยแล้งปีหน้าที่จ่อซ้ำอีก 0.2% – 0.4% รวมเพียงสามเหตุการณ์ก็คิดเป็นเกือบ 0.5% ของ GDP แล้ว หากปล่อยให้ความเสียหายทบต้นต่อเนื่องไปอีกสองทศวรรษ ตัวเลขการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ธนาคารโลกประเมินไว้จึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง
ยุทธศาสตร์ 3 ระดับ สู่ทางรอดรับมือ ‘วิกฤตโลกรวน’
เมื่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนกลายเป็นความจริงชุดใหม่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทางรอดเดียวของประเทศไทยคือการปรับโครงสร้างเพื่อตั้งรับในทุกระดับ
ในระดับฐานรากอย่างภาคครัวเรือน หัวใจสำคัญคือการสร้างกันชนทางการเงินด้วยการสะสมเงินออมเผื่อฉุกเฉินให้เพียงพอ เพื่อรองรับความผันผวนของค่าครองชีพและราคาอาหารที่อาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเร่งวางแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการนำระบบการทำงานแบบทางไกลหรือ Work From Home มาใช้เมื่อเกิดวิกฤตสภาพอากาศ รวมถึงการลงทุนเชิงป้องกันในสินทรัพย์ เช่น การติดตั้งแนวกั้นน้ำ (Flood Barrier) เพื่อปกป้องเครื่องจักรหลักไม่ให้ชะงักงัน
สำหรับภาครัฐซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน จำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูลและการเตือนภัยล่วงหน้าที่มีความแม่นยำสูง เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีเวลาตั้งรับและฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Hard Infrastructure) ด้านการบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอกคูคลองหรือการจัดทำพื้นที่แก้มลิงให้สอดรับกับปริมาณน้ำที่ผันผวน
นอกจากนี้ ภาครัฐต้องนำข้อมูลสภาพภูมิอากาศมาช่วยภาคเกษตรกรรมในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้สอดรับกับรอบปีเอลนีโญ พร้อมสนับสนุนการปรับเปลี่ยนไปสู่การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และท้ายที่สุด คือการวางกลไกระบบประกันภัยความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศที่มีความยืดหยุ่น (Dynamic Insurance) เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและแบ่งเบาภาระความเสียหายทางการเงินของระบบเศรษฐกิจในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจอีกต่อไป
ภาพ: Sun Retirement / Shutterstock

