กรุงเทพฯ กำลังติดกลุ่มเมืองที่เสี่ยงเผชิญความร้อนจัดรุนแรงที่สุดในอาเซียน หลังรายงานล่าสุดของศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 เมืองหลวงของไทยอาจต้องเจอวันที่ร้อนจัด หรือวันที่อุณหภูมิทะลุ 35 องศาเซลเซียส (°C) มากถึง 120 วันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปัจจุบันที่ราว 45 วัน
ประเด็นสำคัญ
สัญญาณวิกฤตเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว เมื่อกรุงเทพฯ ต้องเผชิญดัชนีความร้อนระดับ ‘อันตราย’ ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้จริงเมื่อรวมความชื้น ติดต่อกันอย่างน้อย 19 วันจนถึงกลางเดือนเมษายน จนทางการต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
313 ศูนย์คลายร้อน ด่านรับมือเฉพาะหน้าของ กทม.
หนึ่งในมาตรการที่เห็นผลคือการเปิด ‘ศูนย์คลายร้อน’ เช่นที่ห้องสมุดประชาชนเขตดินแดง ที่มีผู้คนทั้งเด็กและผู้สูงอายุครั้งละราว 20 คน แวะเข้ามาพักจากความร้อนบนท้องถนน “อากาศร้อนมาก เลยมาเกือบทุกวัน ชอบนั่งอ่านหนังสือในห้องที่เย็นสบาย” ประชาชนคนหนึ่งเล่า
ปัจจุบันมีศูนย์คลายร้อนทั่วกรุงเทพฯ ถึง 313 แห่ง ทั้งในโรงเรียน, วิทยาลัยอาชีวศึกษา, ศูนย์บริการสาธารณสุข และสำนักงานเขต รวมถึงจุดคลายร้อนกลางแจ้งอีก 279 จุด โดยตลอดเดือนที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 120,000 คน และกว่า 80% เดินจากบ้านมาถึงได้
พีรนันท์ โตวชิราภรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ระบุว่า กรุงเทพมหานครน่าชื่นชมที่มองความร้อนเป็นความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามฤดูกาล พร้อมย้ำว่าศูนย์คลายร้อนและระบบแจ้งเตือนช่วยรักษาชีวิตผู้คนในช่วงที่ความร้อนรุนแรง
ACE ชี้วันร้อนจัดพุ่ง 3 เท่า ต้นตอจากป่าคอนกรีต
ตัวเลข 120 วันต่อปีนี้มาจากรายงานของ ACE องค์กรระหว่างรัฐบาลที่สนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานของ 10 ชาติอาเซียน ซึ่งชี้ว่าความร้อนจัดกำลังกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเมืองต่างๆ ในภูมิภาค โดยกรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด คาดว่าอุณหภูมิพื้นผิวสูงสุดรายวันอาจแตะ 38.1°C ภายในกลางศตวรรษ จากที่เคยอยู่ที่ 33.3°C ในปี 2000
เมืองใหญ่อื่นก็เสี่ยงไม่ต่างกัน ทั้งจาการ์ตา, มะนิลา, โฮจิมินห์ และกัวลาลัมเปอร์ ที่อุณหภูมิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4.5°C เทียบกับปี 2000 ส่วนสิงคโปร์คาดว่าวันที่อุณหภูมิเกิน 35°C อาจเพิ่มจาก 25 วันเป็น 85 วันต่อปี อิรมา รามาดัน เจ้าหน้าที่อาวุโสของ ACE และผู้ร่วมเขียนรายงาน ระบุว่าการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็วผนวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังก่อให้เกิดความร้อนในระดับที่แทบทนไม่ไหว
เบื้องหลังความร้อนที่พุ่งสูงคือปรากฏการณ์ ‘เกาะความร้อนเมือง’ (Urban Heat Island) ที่สะสมจากการพัฒนาเมืองตลอดหลายทศวรรษ ซึ่งแทนที่พื้นที่ธรรมชาติด้วยคอนกรีตและยางมะตอย พื้นผิวเหล่านี้ดูดซับความร้อนตอนกลางวันแล้วค่อยๆ คายออกมาตอนกลางคืน ทำให้เมืองยังร้อนแม้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากลางคืนอันตรายไม่แพ้กลางวัน เพราะเมื่ออุณหภูมิไม่ลดลง ร่างกายจะฟื้นตัวยาก เสี่ยงต่อภาวะเพลียแดดและฮีทสโตรก
ปัญหานี้รุนแรงเป็นพิเศษในกรุงเทพฯ เพราะพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากรต่ำกว่ามาตรฐานโลกมาก โดย ADPC พบว่าเขตใจกลางเมืองร้อนกว่าเขตชานเมืองที่เย็นที่สุดถึง 3°C ซึ่งช่องว่างนี้อธิบายได้แทบทั้งหมดจากการใช้ที่ดิน ทั้งพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านไม่ได้, ร่มเงาต้นไม้น้อย และพื้นที่สีเขียวจำกัด โดยเขตที่หนักที่สุดคือ สัมพันธวงศ์, ป้อมปราบศัตรูพ่าย และบางรัก
ความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้นจากความร้อน
ความร้อนจัดยังกระทบกลุ่มคนรายได้น้อย, แรงงานกลางแจ้ง และผู้อาศัยในชุมชนแออัดหนักกว่าคนกลุ่มอื่น โดยกรุงเทพฯ มีแรงงานกลางแจ้งราว 1.3 ล้านคน หรือราว 1 ใน 4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ที่ประสิทธิภาพการทำงานลดลงในช่วงอากาศร้อนจัดอยู่แล้ว
และหากปล่อยไว้โดยไม่ปรับตัว ความสูญเสียด้านประสิทธิภาพแรงงานจากความร้อนและความชื้นอาจสูงถึง 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.08 แสนล้านบาท) ต่อปีภายในปี 2050 หรือราว 6% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของเมือง
อีกทั้งตามข้อมูลของ Climate Resilience Center ภายใต้ Atlantic Council ของสหรัฐฯ ยิ่งร้อนมากเท่าไร ช่องว่างความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งถ่างกว้าง เพราะเครื่องปรับอากาศช่วยปกป้องคนที่มีกำลังจ่ายได้ แต่กับคนที่เข้าไม่ถึง ผลกระทบกลับหนักหน่วงกว่ามาก “หากไม่มีการเข้าไปแก้ไข ช่องว่างระหว่างคนที่มีเงินซื้อความเย็นหนีร้อนได้ กับคนที่ทำไม่ได้ จะยิ่งกว้างขึ้น” พีรนันท์กล่าว
ทว่าการแห่กันพึ่งเครื่องปรับอากาศก็ดันความต้องการพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้สูงขึ้น กลายเป็นวงจรที่ยิ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคืนความร้อนกลับสู่เมือง
สถานการณ์อาจถูกซ้ำเติมจากปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ที่หน่วยงานด้านสภาพอากาศของไทยเตือนว่าอาจลากยาวถึง 18 เดือน ปรากฏการณ์นี้เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงผิดปกติ และมักเป็นตัวเร่งที่ดันอุณหภูมิให้สูงขึ้นพร้อมยืดคลื่นความร้อนให้ยาวนานกว่าเดิม
โดยสำนักงานบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ประเมินโอกาสราว 60% ที่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดช่วงกลางปีและลากยาวไปอย่างน้อยถึงปลายปี 2026
สำหรับทางออกระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญชูแนวคิด ‘Passive Cooling’ หรือการออกแบบเมืองให้เย็นลงโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ ผ่านการระบายอากาศ, การสร้างร่มเงา, การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่ง ACE ประเมินว่าหากทำจริงจังจะช่วยลดการใช้พลังงานเพื่อความเย็นได้ 20-30%
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไทยพร้อมรับมืออนาคตที่ร้อนขึ้นได้ดีกว่าหลายประเทศ จากการให้ความสำคัญกับการปรับตัวและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดย ACE จัดอันดับความสามารถในการปรับตัวของไทยอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง เป็นรองเพียงสิงคโปร์, มาเลเซีย และบรูไน
“กรุงเทพฯ วันนี้พร้อมกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนมาก และไม่มีอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” พีรนันท์กล่าวทิ้งท้าย
อ้างอิง:

