การเยือนไทยของโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ค.69 ซึ่งเป็นการเยือนไทยครั้งแรกหลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีและเป็นการเยือนประเทศแรกในอาเซียน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระดับสูงระหว่างสองประเทศ
ประเด็นสำคัญ
โดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดทำเนียบรัฐบาลช่วงเช้าวันนี้ (28 พฤษภาคม) ต้อนรับผู้นำเวียดนามอย่างสมเกียรติ เน้นย้ำถึงความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ระหว่างไทยและเวียดนาม
การเยือนไทยครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตรงกับโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “New Chapter of the 50th Thailand – Viet Nam Diplomatic Relations: Enhancing Comprehensive Strategic Partnership” เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
จุดเริ่มต้นความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน
ไทยและเวียดนาม ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ในระหว่างการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2025 ซึ่งถือเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของสองประเทศ ที่จะเพิ่มพูนและขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยครอบคลุมทั้งในด้าน
1.ความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การปรึกษาหารือ และประสานความร่วมมือกันระหว่างเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ และยังมุ่งมั่นที่จะร่วมกันจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การฉ้อโกงออนไลน์ และการบริหารจัดการน้ำทั้งในกรอบความร่วมมือทวิภาคีและกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่เกี่ยวข้อง
2.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นที่จะเพิ่มพูนการอำนวยความสะดวกและการส่งเสริมทางการค้าเพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเห็นพ้องที่จะจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อนำยุทธศาสตร์การเชื่อมโยง 3 ด้าน (Three Connects) ไปขับเคลื่อนในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน
โดยแผนปฏิบัติการดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ อาทิ โลจิสติกส์ ปิโตรเคมี พลังงานหมุนเวียน ธนาคาร และการค้าปลีก
3.ความร่วมมือระดับประชาชน
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนในด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการศึกษา
การยกระดับสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทยและเวียดนาม ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีที่อยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน และพร้อมที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อรับมือกับความท้าทายในระดับโลกและระดับภูมิภาคไปด้วยกัน
ครม.เดินหน้าแผนปฏิบัติการความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 -2574
โดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ร่วมกันจัดทำร่างแผนปฏิบัติการฯ เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งมีสาระสำคัญ คือ
- ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่จะเดินหน้าความร่วมมือระหว่างกันให้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยครอบคลุมสามเสาหลัก ได้แก่
- หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน
- หุ้นส่วนเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
- หุ้นส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
- ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกรอบและแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนามในด้านต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน
โดยร่างแผนปฏิบัติการฯ มีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560


