เอกา โกลบอล (EKA Global) ผู้พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารไทยช่วงครึ่งหลังปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเด่นชัด จากแรงหนุน 5 ปัจจัยหลัก นำโดยราคาน้ำมันดิบโลกที่ผ่อนคลายดึงราคาเม็ดพลาสติกปรับลดลง ควบคู่กับการส่งออกอาหารและเกษตรแปรรูปของไทยที่เติบโตแข็งแกร่ง 5 เดือนแรกทะลุ 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ‘ชัยวัฒน์ นันทิรุจ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ย้ำชัดสนามการแข่งขันเปลี่ยนผ่านจาก ‘ศึกราคา’ สู่ ‘ศึกมาตรฐานและนวัตกรรม’ หลังสหภาพยุโรปดันกฎหมาย PPWR และไทยเร่งปรับระเบียบสัมผัสอาหาร (FCM) บีบผู้ประกอบการเร่งปรับตัว ชูตลาดบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารในไทยและอาเซียนศักยภาพโต 5 – 10% ต่อปี รับเทรนด์สังคมเมืองและนโยบายลด Food Waste
ประเด็นสำคัญ
5 ปัจจัยหนุนตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารฟื้นตัวครึ่งปีหลัง
อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารไทยเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตเริ่มคลี่คลาย สวนทางกับอุปสงค์การส่งออกสินค้าอาหารไทยที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) และอาหารแปรรูปเพิ่มขึ้นในระดับสากล
ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA Global) เปิดเผยว่า แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่ แต่ปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เริ่มฟื้นตัวเด่นชัดผ่าน 5 ตัวขับเคลื่อนสำคัญ:
- ต้นทุนเม็ดพลาสติกผ่อนคลาย: ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกหลักอ่อนตัวลงตาม ประกอบกับปริมาณวัตถุดิบในประเทศมีเพียงพอ ช่วยลดภาระการผลิตของภาคธุรกิจ
- การส่งออกไทยขยายตัวสถิติใหม่: ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ยอดส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 10.6%) โตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 ขณะที่ 5 เดือนแรกมีมูลค่ารวมกว่า 162,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขยายตัว 17%) หนุนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงพุ่งตาม
- การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป: ตลาดอาหารพร้อมรับประทาน อาหารแช่แข็ง และอาหารเพื่อสุขภาพ ขยายตัวสูง ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์ที่ยืดอายุสินค้าและรองรับการขนส่งระยะไกล
- การยกระดับมาตรฐานของประเทศคู่ค้า: กฎระเบียบทางการค้าสากลบีบให้ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
- เมกะเทรนด์ลดขยะอาหาร: ประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารเกือบ 10 ล้านตันต่อปี บรรจุภัณฑ์ยืดอายุจึงกลายเป็นทางออกเชิงนโยบาย
สลายศึกราคา สู่สงครามมาตรฐาน PPWR
การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากเรื่อง ‘ราคาถูก’ ไปสู่ ‘นวัตกรรมและความปลอดภัย’ อย่างสิ้นเชิง โดยมีตัวเร่งสำคัญจากมาตรการค้าระหว่างประเทศ:
- กฎระเบียบภายในประเทศ: ประเทศไทยอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบด้านวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact Materials: FCM) ให้เทียบเท่าสากล
- กติกาการค้าสหภาพยุโรป: สหภาพยุโรปเริ่มผลักดันกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) บังคับใช้เกณฑ์การรีไซเคิลและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด
“ปัจจุบันผู้ประกอบการไม่ได้ตัดสินใจเลือกบรรจุภัณฑ์จากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ Food Safety ความสามารถในการรักษาคุณภาพสินค้า และการปฏิบัติตามข้อกำหนดสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า การลงทุนด้านนวัตกรรมจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดในระยะยาว” ชัยวัฒน์ระบุ
โอกาสโต 5-10% รับเทรนด์สังคมเมือง
EKA Global ประเมินว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ยังมีศักยภาพการเติบโตเฉลี่ย 5 – 10% ต่อปี รับอานิสงส์จากการขยายตัวของสังคมเมือง และความต้องการลดการสูญเสียระหว่างขนส่ง
เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว EKA Global เดินหน้าลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) มุ่งเน้น 3 แกนหลัก คือ Food Safety, High Barrier Packaging และ Sustainable Packaging เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการอาหารไทยในเวทีการค้าโลกช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป
การขยับตัวของ EKA Global สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังกลายเป็น ‘ยุทธศาสตร์ปลายน้ำ’ ของอุตสาหกรรมอาหารไทย การที่สหภาพยุโรปงัดมาตรการ PPWR มาใช้ จะกลายเป็นทั้งกำแพงการค้าและโอกาสของผู้ประกอบการไทย หากสามารถใช้นวัตกรรมยืดอายุอาหารควบคู่กับรีไซเคิลได้จริง จะช่วยเปลี่ยนภาพรวมส่งออกไทยจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การขายสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูงได้อย่างยั่งยืน

