วานนี้ (21 ตุลาคม) สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 69 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย กองกิจการอำนวยความยุติธรรม และกองคดีความมั่นคง สนธิกำลังร่วมหน่วยงานภาคี เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน สำนักงาน ปปง. และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดปฏิบัติการยุทธรัฐ นำหมายค้นศาลตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร
ได้แก่ มูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทย อาคาร ITF Silom Palace ชั้น 17 และยิวสมาคมแห่งประเทศไทย เพื่อแกะรอยเครือข่ายต่างชาติ ตรวจสอบกรณีบุคคลต่างด้าวอาจใช้บุคคลหรือนิติบุคคลไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยมิชอบ รวมถึงตรวจสอบบุคคลที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นไทย ซึ่งอาจปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญหรือมีพฤติการณ์กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ตามเรื่องสืบสวนที่ 104/2569
ล่าสุด วานนี้ (21 ตุลาคม) คณะพนักงานสืบสวน DSI รายงานผลการขยายผลตรวจสอบ พบข้อมูลบุคคลที่ได้รับการแปลงสัญชาติไทย แต่ยังใช้หนังสือเดินทางของประเทศเดิมเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ กำหนดให้ผู้ที่ถือสัญชาติอื่นและได้รับการแปลงเป็นสัญชาติไทยจะต้องสละสัญชาติเดิม ดังนั้น การใช้หนังสือเดินทางตามสัญชาติเดิมจึงไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมาย และอาจเข้าข่ายเหตุแห่งการถอนสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงเห็นควรส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบ โดย อังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งมอบเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แก่ วิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง และ รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center เพื่อพิจารณาตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษยืนยันการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เป็นธรรม และโปร่งใส พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยมิชอบ รวมถึงตรวจสอบการได้มาและพฤติการณ์ภายหลังได้รับสัญชาติไทยให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและความมั่นคงของประเทศ


