วันนี้ (10 มิถุนายน) ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบข้อร้องเรียนการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งสืบเนื่องจากกระแสข่าวในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ระบุว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ซึ่งประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และเครือข่ายภาคการเมืองอีก 91 รายไม่มีมูลความผิด
จนกระทั่งล่าสุด ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ออกมายืนยันว่าที่ประชุมคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่ ได้เริ่มเปิดโต๊ะพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวเป็นครั้งแรกแล้ว โดยกำหนดกรอบการประชุมทุกวันจันทร์เว้นจันทร์รวม 12 ครั้ง เพื่อตรวจดูเอกสารอย่างละเอียดรอบคอบ และจะมีการลงมติพร้อมกันทีเดียวสำหรับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดในท้ายที่สุด
เกี่ยวกับเรื่องนี้ แหล่งข่าวภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในส่วนของคดีอาญา ซึ่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 ในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว โดยระบุว่า ภายหลังจากที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้มีคำสั่งตีกลับสำนวนที่สั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก 8 ราย เพื่อให้ทางดีเอสไปดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมใน 5 ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการให้รวบรวมข้อมูลสำนวนการไต่สวนของ กกต. ของคณะบุคคลทั้ง 7 กลุ่มเข้ามารวมเป็นสำนวนเดียวนั้น
ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยานและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้มีการประชุมร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อรายงานความคืบหน้า และได้ดำเนินการสอบปากคำพยานรายใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนมาก่อน โดยพยานยังคงให้การยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหาอย่างชัดเจน จึงยืนยันว่าการทำงานของดีเอสไอไม่ได้เผชิญกับทางตันตามที่มีการตั้งข้อสังเกต
อย่างไรก็ตาม ตามขั้นตอนทางกฎหมายและเพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความจำเป็นต้องรอผลมติอย่างเป็นทางการจากบอร์ดใหญ่ของ กกต. เนื่องจากผลการพิจารณาและเหตุผลประกอบของ กกต. ถือเป็นสาระสำคัญที่จะต้องนำมาประมวลเข้ากับสำนวนคดีอาญาอั้งยี่และฟอกเงิน เนื่องจากข้อหาดังกล่าวมีคดีทุจริตเลือกตั้งเป็นคดีมูลฐาน ซึ่งหากในท้ายที่สุด กกต. มีมติยกคำร้องว่าทั้ง 229 รายไม่มีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ประเด็นนี้ย่อมส่งผลต่อข้อพิจารณาในสำนวนคดีของดีเอสไอ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องเน้นหนักไปที่พยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นหลัก เพื่อส่งให้อัยการคดีพิเศษตรวจสอบความสมบูรณ์ของสำนวนในกลุ่มบุคคลทั้ง 7 กลุ่มต่อไป
รายงานข่าวระบุต่อไปว่า ที่ผ่านมานโยบายและมาตรการตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งของ กกต. มีความเข้มข้นไม่ต่างจากคดีอาญา และการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ไม่ใช่ประเด็นความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ หรือเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายที่จะมีผลเหนือกัน เนื่องจากดีเอสไอรับผิดชอบในส่วนของโทษทางอาญา ขณะที่ กกต. รับผิดชอบในส่วนของโทษตามกฎหมายเลือกตั้งซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับ อีกทั้งดีเอสไอยังมีกฎหมายเฉพาะด้านอื่นที่สามารถนำมาพิจารณาร่วมได้
เพียงแต่พยานหลักฐานบางรายการจำเป็นต้องใช้ร่วมกันเพื่อความรัดกุมสูงสุด ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงยืนยันที่จะขับเคลื่อนการสอบสวนตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยจะรอผลการพิจารณาอันเป็นที่สุดของคณะกรรมการ กกต. มาประกอบสำนวนเพื่อส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป


