วันนี้ (13 กรกฎาคม) ความคืบหน้าคดีซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่ง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกมายืนยันว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขออนุมัติออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องจำนวน 30 หมายจับ ทั้งในส่วนของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งรวมถึง ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ ป้อม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยเบื้องหลังพฤติการณ์แห่งคดีและหลักฐานชิ้นสำคัญที่นำไปสู่การออกหมายจับล็อตใหญ่ในครั้งนี้ว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสืบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานทางเทคโนโลยีและดิจิทัลจำนวนมากที่ตรวจยึดได้ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์จัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล (Hardware Wallet) ตลอดจนสินทรัพย์ดิจิทัลสกุล Bitcoin และ USDT รวมถึงเอกสารโครงสร้างเครือข่ายทั้งหมด
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด คณะพนักงานสอบสวนพบความเชื่อมโยงที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกันเป็นขบวนการ ตั้งแต่กลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (Introducing Broker หรือ IB) ที่ทำหน้าที่โพสต์ข้อความชักชวนเชิญชวนประชาชนผ่านระบบอินเทอร์เน็ต, กลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ (Broker) และกลุ่มบริษัทที่ให้บริการรับ-ส่งเงินและชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Payment Gateway)
ซึ่งพฤติการณ์มีลักษณะเป็นการหลอกลวงให้ลงทุน ไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง จนสร้างความเสียหายแก่ประชนชนจำนวนมาก โดยมีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษแล้วกว่า 500 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่าพันล้านบาท และเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำพยานผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกกว่า 300 ราย
แหล่งข่าวระบุต่อไปว่า ในส่วนความเชื่อมโยงของนักการเมืองชื่อดังอย่าง ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นั้น จากการตรวจสอบพบหลักฐานเส้นทางการเงินเด่นชัดว่า มีการรับโอนเงินจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด เป็นจำนวนเงินรวม 28 ล้านบาท โดยมีพฤติการณ์แบ่งรับโอนครั้งละ 2 ล้านบาท รวมจำนวน 14 ครั้ง ภายในวันเดียวกันคือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567
แม้ว่าก่อนหน้านี้ภาวุธจะพยายามชี้แจงต่อสื่อมวลชนและเข้าให้การในฐานะพยานต่อดีเอสไอเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการเทรดทองคำก็ตาม แต่คณะพนักงานสอบสวนได้ค้นพบประจักษ์พยานและหลักฐานอื่นเพิ่มเติมในระบบ ซึ่งยืนยันได้อย่างมั่นคงว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เงินจากการเทรดทองคำตามที่กล่าวอ้าง และยังพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอื่นที่มากกว่ายอดเงิน 28 ล้านบาทอีกด้วย
จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่พนักงานสอบสวนต้องยื่นขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญารัชดาภิเษก
นอกจากนี้ การสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินของกลุ่มบริษัทโบรกเกอร์รายดังกล่าวยังปรากฏรายชื่อของดาราชายชื่อดัง คือ รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม เข้าไปเกี่ยวข้องในการรับโอนเงินจากบริษัทในเครือข่ายนี้ด้วยเช่นกัน
เบื้องต้น ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 30 รายแล้ว ในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างการประชุมพิจารณาเพื่อเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มเติมให้ครอบคลุมพฤติกรรมความผิด
ได้แก่ พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 (กฎหมายแชร์ลูกโซ่), พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยยืนยันจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดตามพยานหลักฐานที่ปรากฏโดยไม่มีข้อยกเว้น


