วันนี้ (11 ตุลาคม) สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงความคืบหน้าการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยพาดพิงถึงกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีท่าทีดูแคลนญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค ว่าเป็นเพียงเพราะฝ่ายค้านไม่มีผลงานหรือมองเป็นเพียงความบันเทิงทางการเมือง
สาทิตย์ระบุว่า คำกล่าวอ้างดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย ไม่ให้เกียรติกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนถึงความไม่น่าไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดิน
สำหรับสาระสำคัญในญัตติ พรรคประชาธิปัตย์ได้บัญญัติคำว่า ‘ระบอบ น.หนู’ และ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ขึ้นเป็นแกนหลักของการอภิปราย โดยนิยามถึงพฤติการณ์การใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ ผ่านการลงทุนมหาศาลและการรวบรวมกลุ่มการเมือง ‘บ้านใหญ่’ ทั่วประเทศก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ตลอดจนความพยายามในการครอบงำที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้เป็นเนื้อเดียวกันกับระบอบ น.หนู
นอกจากนี้ ยังมีการใช้อำนาจ สว. เครือข่ายสีน้ำเงิน แต่งตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระ เพื่อสร้างกลไกเอื้อประโยชน์และปกป้องนักการเมืองในเครือข่ายของตนเอง ทำให้ปัจจุบันระบอบ น.หนู สามารถครองอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรตรวจสอบ
สาทิตย์ชี้แจงถึงเหตุผลที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายรัฐมนตรีมากถึง 18 คน ว่าเกิดจากการพบพฤติการณ์ที่เชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ โดยในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมข้อกล่าวหาหลัก 5 ประการ ได้แก่
- พฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่
- กระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
- ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะความล้มเหลวในการจัดการภัยพิบัติน้ำท่วม
- ปล่อยปละละเลยให้พวกพ้องแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
- แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานราชการ ไปจนถึงขั้นจัดทำเอกสารเท็จเพื่อช่วยเหลือพวกพ้อง
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำทิ้งท้ายว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไม่ใช่เกมการเมืองหรือการทำลายเครดิตรัฐบาล แต่เป็นการเปิดโปงความจริงให้สังคมได้เห็นถึงความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของคนรักชาติ การกระทำผิดกฎหมายและการเบียดบังสมบัติชาติไม่ใช่เรื่องบันเทิง เช่นเดียวกับความสูญเสียของประชาชนจากวิกฤตน้ำท่วม
ทั้งนี้ ฝ่ายค้านคาดการณ์ว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการอภิปรายคือปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยยืนยันขอใช้กรอบเวลา 5 วัน ซึ่งเฉลี่ยอภิปรายรัฐมนตรีวันละ 4 คน ถือเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม พร้อมเตือนรัฐบาลอย่าใช้กระบวนการในสภาเพื่อถ่วงรั้งหรือกีดกันการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน เพราะนั่นเท่ากับการเหยียดหยามประชาชนเช่นเดียวกัน


