×
1024

Going 90s: ทำไม Romeo + Juliet ฉบับ บาซ เลอห์มานน์ จึงเป็นผลงานขึ้นหิ้ง

05.06.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

4 Mins. Read
  • บทจูเลียตตอนแรกต้องตกเป็นของ นาตาลี พอร์ตแมน แต่ตอนนั้นเธอเพิ่งอายุ 13 ปี!
  • ไอเท็มที่มีบทบาทสำคัญที่สุดและยังได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบันก็คือเสื้อเชิ้ตลายปรินต์ทรงฮาวายที่โรมิโอใส่ในหนัง
  • บาซ เลอห์มานน์ ขอให้ Radiohead แต่งเพลงฉากจบ ซึ่งเราเกือบจะไม่ได้ยินเพลงนี้ในหนัง

 

ความคลาสสิกของ Romeo + Juliet อยู่ตรงไหน

    พูดได้ว่าการที่ทุกวันนี้คนยังเอาภาพจากหนังที่ฉายเมื่อ 21 ปีก่อนไปปักหมุดอยู่ใน Pinterest เป็นประจำ แชร์อินสตาแกรมกับแคปชัน #Vibes หรือ #Mood หรือเอาเพลงประกอบหนังไปโพสต์บนเฟซบุ๊กอยู่เรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพลังของ Romeo + Juliet ที่ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันวิดีโอเทป หรือไฟล์ดาวน์โหลด (อย่างถูกกฎหมายไม่พึ่งพาบิตทอร์เรนต์) ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีวันหมดอายุ กลายเป็นผลงานคลาสสิกที่เราจะได้เห็นและนึกย้อนไปถึงภาพในยุค 90s ตลอดกาล

 

Photo: FRANCOIS GUILLOT, AFP/Profile

กำกับ

    บาซ เลอห์มานน์ (Baz Luhrmann) เป็นผู้กำกับภาพยนต์ชาวออสเตรเลียที่ไม่ได้มีมิติเดียว เขากำกับและขับเคลื่อนภูมิทัศน์ของป็อปคัลเจอร์จากหนังไปสู่ผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะภาพยนตร์ลำดับที่ 2 ของเขาเรื่อง Romeo + Juliet ในปี ค.ศ. 1996 บาซไม่ได้เอาแค่บทประพันธ์ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) มาดัดแปลง แต่เขาได้สร้างโลกใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน สัญลักษณ์อันหลากหลาย การสะท้อนเรื่องเพศ และแทรกมนต์เสน่ห์ของดนตรี แฟชั่น และศิลปะแบบร่วมสมัยเข้าไปด้วย

 

 

นักแสดง

    คู่พระนางของหนังเรื่องนี้ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) และ แคลร์ เดนส์ (Claire Danes) ได้กลายเป็นอีกหนึ่งขวัญใจของยุค 90s อย่างรวดเร็ว เคมีของทั้งคู่ถือว่ากลมกล่อม และระหว่างถ่ายทำก็มีการสปาร์กเกิดขึ้น จนทั้งคู่จำใจต้องแยกจากกันหลังสั่งคัต เดิมทีบทจูเลียตต้องตกเป็นของ นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman) แต่เนื่องจากตอนนั้นเธอเพิ่งอายุ 13 ปี และด้วยเนื้อหาของหนัง จึงทำให้การเล่นคู่กับลีโอที่อยู่ในวัย 21 ปี อาจดูไม่เหมาะสม

 

 

    ตัวละครบาทหลวงลอเรนซ์ ก็มีการเปลี่ยนตัวนักแสดงเช่นกัน ก่อนที่บทจะมาถึงมือ พีต พอเซิลธ์เวต (Pete Postlethwaite) บทนี้เคยเป็นของ มาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando) หนึ่งในนักแสดงอมตะของฮอลลีวูดจากภาพยนตร์ไตรภาค The Godfather โดยมาร์ลอนให้เหตุผลในการไม่รับงาน เพราะปัญหาภายในครอบครัว

 

 

ดนตรี

    แค่ลิสต์ชื่อศิลปินที่รวมอยู่ในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถือว่าที่สุดของยุค 90s อาทิ The Cardigans, Garbage, Des’ree และ Radiohead โดยเฉพาะเพลง Exit Music (For a Film) ที่ใช้ในฉากจบโศกนาฏกรรม บาซได้ขอให้ Radiohead ช่วยแต่งเพลงพิเศษนี้ให้ แต่เราก็เกือบไม่ได้ยินเพลงนี้ในหนัง เพราะทางวงส่งเพลงเข้ามาช้า จนทีมภาพยนตร์ต้องเตรียมเพลงสำรองไว้ใช้แทน

 

 

แฟชั่น

    ตลอด 120 นาทีของหนังเรื่องนี้ คิม บาร์เรตต์ (Kym Barrett) คนออกแบบเครื่องแต่งกายได้รังสรรค์เสื้อผ้าที่ทุกวันนี้ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้หลายแบรนด์ เริ่มจาก Gucci หลายไอเท็มในคอลเล็กชันที่ผ่านๆ มา ผ่านการดีไซน์โดย อเลสซานโดร มิเคเล (Alessandro Michele) ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ มันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องนี้กับกลิ่นอายความโรแมนติกแบบอิตาเลียน ส่วน Prada เราก็ยังจะเห็นสูทสีน้ำเงินสุดคลาสสิกเหมือนที่โรมิโอใส่ในฉากแต่งงาน เพราะตัวที่เห็นในหนังนั้นดีไซน์โดย มิวเซีย ปราด้า (Miuccia Prada) เช่นกัน

    แต่หากเราต้องหยิบยกแค่หนึ่งไอเท็มจากหนังที่มีบทบาทสำคัญที่สุด ก็เห็นจะเป็นเสื้อเชิ้ตลายปรินต์สีสันจัดจ้านทรงฮาวายที่โรมิโอและเพื่อนๆ ในแก๊งมอนตะคิวใส่ ซึ่งมักกลับมาได้รับความนิยมอยู่เสมอ อย่างล่าสุดคอลเล็กชันสุภาพบุรุษ Spring/Summer 2017 ของแบรนด์ Saint Laurent ก็มีเสื้อเชิ้ตเวอร์ชันชื่อ ‘Love’ ที่มาด้วยลายปรินต์ดอกไม้และงู

 

อ้างอิง:

  • www.glamourmagazine.co.uk/gallery/leonardo-dicaprio-girlfriends-dating
  • www.etonline.com/features/201731_romeo_juliet_leonardo_dicaprio_claire_danes_on_edge_of_worldwide_stardom/
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories