×

ทำไม ‘ไครเมีย’ กล่องดวงใจปูติน อาจเป็นจุดเปลี่ยนในสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2026

03.07.2026
  • LOADING...
ภาพสะพานเคิร์ชในคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญของรัสเซีย

คาบสมุทรไครเมียกำลังถูกจับตามองว่า อาจเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังยูเครนปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หันมาใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีระยะไกล ถล่มโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางลำเลียงหลักของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางการทหารและชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 
 

สถานการณ์ที่บานปลายจนรัฐบาลท้องถิ่นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ทำให้ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า การโจมตีของยูเครนกำลังสร้างปัญหา และรัสเซียกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง ‘ในระดับหนึ่ง’ แม้จะพยายามยืนยันว่า สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตก็ตาม

 

แล้วเหตุใดยูเครนจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีคาบสมุทรแห่งนี้แบบกัดไม่ปล่อย และดินแดนที่เปรียบเสมือน ‘อัญมณีล้ำค่า’ มีความสำคัญต่อรัสเซียมากถึงขนาดไหน? THE STANDARD ชวนมองเบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ไครเมียกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญที่สุดของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังยูเครนปรับยุทธศาสตร์จากการ ‘ยึด’ คาบสมุทรแห่งนี้ด้วยปฏิบัติการภาคพื้นดิน มาเป็นการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนและขีปนาวุธ โดยมีเป้าหมายทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและระบบลำเลียงของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

 

รายงานจาก The New York Times และ ABC News ระบุว่า ตลอดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยูเครนเพิ่มความถี่ในการโจมตีทั้งคลังเชื้อเพลิง โรงกลั่นน้ำมัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ศูนย์บัญชาการ สถานีเรดาร์ ฐานทัพ และสะพานชอนฮาร์ (Chonhar Bridge) ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงหลักที่เชื่อมไครเมียกับกองกำลังรัสเซียที่ยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครน

 

นอกจากนี้ The New York Times ยังระบุว่า เส้นทางลำเลียงอื่น ๆ ทั้งทางทะเลและพื้นที่คอคอดที่เชื่อมกับแคว้นเคอร์ซอนก็ตกเป็นเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัสเซียต้องพึ่งพาสะพานเคิร์ช (Kerch Bridge) มากขึ้นในการขนส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์

 

ผลกระทบจากการโจมตีเริ่มลุกลามสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนในไครเมีย หลายพื้นที่ประสบปัญหาไฟฟ้าดับ น้ำประปาหยุดชะงัก และเชื้อเพลิงขาดแคลน จนทางการต้องจำกัดการจำหน่ายน้ำมันให้ประชาชน พร้อมสงวนเชื้อเพลิงไว้สำหรับหน่วยงานรัฐและหน่วยฉุกเฉิน ก่อนที่รัฐบาลท้องถิ่นจะประกาศภาวะฉุกเฉิน (State of Emergency) เมื่อปลายเดือนมิถุนายน

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ปูตินออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า การโจมตีของยูเครนกำลังสร้างปัญหาให้รัสเซีย และประเทศกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง ‘ในระดับหนึ่ง’ แต่ยืนยันว่า สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าที่เครมลินยอมรับ และอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้รัสเซียเพิ่มความเข้มข้นของการโจมตีทางอากาศต่อเมืองต่างๆ ของยูเครน เพื่อกดดันเคียฟและแสดงให้เห็นว่า มอสโกยังคงควบคุมสถานการณ์ได้

 

ไครเมียสำคัญต่อรัสเซียอย่างไร ทำไมยูเครนถึงเล็งเป้า

 

1. วาทกรรมประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และชาตินิยม: ไครเมียเปรียบเสมือน ‘อัญมณีล้ำค่า’ ของปูติน เพราะมีความสำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ ยุทธศาสตร์ และการเมืองภายในประเทศ

 

หากย้อนกลับไป ไครเมียเป็นฐานที่มั่นสำคัญของรัสเซียมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิ หลังจักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราชผนวกดินแดนแห่งนี้ในปี 1783 ก่อนพัฒนาให้เป็นที่ตั้งของกองเรือทะเลดำ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการแผ่อิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาค

 

นอกจากความสำคัญทางยุทธศาสตร์แล้ว ไครเมียยังมีความหมายทางประวัติศาสตร์และศาสนาต่อรัสเซีย ผ่านความเชื่อว่า เจ้าชายวลาดิเมียร์มหาราชแห่งรัฐเคียฟรุสได้รับศีลล้างบาปที่เมืองเคอร์โซเนซในคาบสมุทรแห่งนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดกำเนิดทางจิตวิญญาณของรัสเซีย แม้นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งจะโต้แย้งว่า รัฐเคียฟรุสเป็นรากเหง้าร่วมของรัสเซีย ยูเครน และเบลารุส

 

2. การผนวกไครเมียคือชัยชนะที่สร้างปูติน: แม้สหภาพโซเวียตจะโอนการปกครองไครเมียให้สาธารณรัฐยูเครนในปี 1954 แต่หลังการล่มสลายในปี 1991 รัสเซียยังคงเช่าฐานทัพเรือที่เมืองเซวาสโทพอลต่อไป เพราะมองว่า เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจสูญเสียได้

 

เมื่อรัสเซียผนวกไครเมียในปี 2014 ปูตินอธิบายว่า นี่คือการแก้ไขความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ พร้อมย้ำว่า ไครเมียมีความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ต่อรัสเซีย ไม่ต่างจากนครเยรูซาเล็มสำหรับชาวยิวและชาวมุสลิม

 

เจนนี มาเธอร์ส (Jenny Mathers) อาจารย์อาวุโสด้านการเมืองระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยอาเบอริสต์วิธ ให้สัมภาษณ์กับ ABC News ว่า การผนวกไครเมียได้ปลุกกระแสชาตินิยมในรัสเซียอย่างรุนแรง และทำให้คะแนนนิยมของปูตินพุ่งสูง

 

ในช่วงเวลานั้น วลี Crimea is Ours กลายเป็นคำขวัญที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ขณะที่ชาวไครเมียเชื้อสายรัสเซียจำนวนมาก ออกมาเฉลิมฉลองการผนวกดินแดน ส่วนชาวตาตาร์ไครเมียและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ซึ่งมีประวัติการถูกกดขี่ทั้งรัฐบาลโซเวียตและรัสเซีย กลับคัดค้านการยึดครองดังกล่าวอย่างหนัก

 

3. ไครเมียคือศูนย์กลางการทำสงครามของรัสเซีย: นอกจากความหมายเชิงสัญลักษณ์แล้ว ไครเมียยังเป็นฐานทัพสำคัญที่รัสเซียใช้ส่งกำลังพล อาวุธ และเชื้อเพลิงเข้าสู่แนวรบทางตอนใต้และตะวันออกของยูเครน

 

กระทรวงกลาโหมยูเครนระบุว่า รัสเซียได้เปลี่ยนไครเมียให้กลายเป็นฐานทัพขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครน และลำเลียงกำลังไปยังแนวรบด้านตะวันออก

 

4. ยูเครนมีศักยภาพโจมตีระยะไกลมากขึ้น: อีกปัจจัยสำคัญคือ ขีดความสามารถทางทหารของยูเครนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หากในช่วงแรกของสงคราม รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบด้านโดรนและขีปนาวุธ แต่ปัจจุบัน ยูเครนสามารถผลิตโดรนและอาวุธโจมตีระยะไกลภายในประเทศได้จำนวนมาก ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในไครเมีย กรุงมอสโก และพื้นที่อื่นของรัสเซียได้อย่างต่อเนื่อง

 

โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เรียกปฏิบัติการเหล่านี้ว่า ‘มาตรการคว่ำบาตรระยะไกล’ (Long-Range Sanctions) โดยมีเป้าหมายเพิ่มต้นทุนของสงครามให้รัสเซีย เช่น การขาดแคลนน้ำมัน ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และแรงกดดันจากประชาชนภายในประเทศ

 

สงครามรัสเซีย-ยูเครนจะเป็นอย่างไรต่อ?

 

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า เป้าหมายของยูเครนในการโจมตีไครเมีย คือการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเป็น ‘สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ’ ให้กลายเป็น ‘จุดอ่อน’ ที่บั่นทอนทั้งศักยภาพทางทหารและภาพลักษณ์ทางการเมืองของผู้นำรัสเซีย พร้อมเพิ่มแรงกดดันให้มอสโกกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

 

นิโคไล เปตรอฟ นักวิจัยอาวุโสด้านการเมืองรัสเซียจาก New Eurasian Strategies Centre ระบุว่า สถานการณ์ในไครเมียขณะนี้คือ ‘ฝันร้ายของเครมลิน’ เพราะทำให้ประชาชนรัสเซียเริ่มเผชิญสงครามที่จับต้องได้จริง ขณะที่ก็สร้างความอัปยศให้กับปูติน และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงคราม

 

ด้านมาร์ก กาเลออตตี ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียและศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์จาก University College London เขียนใน The Sunday Times ว่า เป้าหมายของยูเครนคือการทำให้ปูตินรู้สึกว่า อาจสูญเสีย ‘ชัยชนะที่มีค่าที่สุด’ เพื่อกดดันให้รัสเซียยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจาและยอมรับการหยุดยิง

 

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีความเสี่ยง เพราะหากปูตินรู้สึกว่ากำลังถูกต้อนจนมุม เขาอาจเลือกยกระดับความรุนแรงของสงครามแทนการเจรจา

 

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าภายในรัสเซียเริ่มมีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีเพื่อยับยั้งการโจมตีของยูเครน โดยเปตรอฟประเมินว่า หากเครมลินมองว่าไม่มีทางเลือกอื่น ก็อาจตัดสินใจ ‘เดิมพัน’ ด้วยการยกระดับความขัดแย้ง

 

ภาพ: Anastasia Barashkova / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising