รื้อระบบราชการ ควบรวมกระทรวง ดันคะแนนโปร่งใส CPI เวียดนามแซงไทย! ส.อ.ท. ชี้ปมจัดซื้อจัดจ้างรัฐรั่วไหลสูงถึง 20-30% กลืนงบประมาณกว่าแสนล้านบาท เตือนคอร์รัปชันรุนแรง ไทยเสี่ยงถูกลด Credit Rating กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง กรณีผลการประเมินดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 โดย Transparency International ซึ่งประเทศไทยได้คะแนน 33/100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสที่ถดถอยลง เมื่อเทียบกับคู่แข่งเพื่อนบ้าน
“เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน โดย CPI หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต คือ มุมมองที่มีการให้คะแนน ถือว่าไทยตกต่ำสุดในรอบ 19 ปี อยู่อันดับที่ 7 ในภูมิภาค ซึ่งถือว่าแย่ เพราะแพ้ทั้ง สปป.ลาวและเวียดนาม ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นแบบนี้”
ส่วนเวียดนามมีการพัฒนาขึ้นมาเป็น 41 คะแนน และมีแนวโน้มจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะมีนโยบายแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่เหตุใดไทยทรุดลงมาตลอด 4 ปี
ทั้งนี้ สอดคล้องกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ออกแคมเปญก่อนหน้านี้ เพราะมองว่าความเชื่อมั่น “Ease of Doing Business” และต้นทุนแฝง จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู้ประเทศอื่นในภูมิภาคไม่ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- วงจรคอร์รัปชัน ‘ซื้อเสียง-ถอนทุนคืน’ ในช่วงเลือกตั้ง กระทบเศรษฐกิจ ปากท้องคนไทยอย่างไร?
- จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
- ไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? วิกฤตขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อบุญเก่าหมด
- ชวนวิเคราะห์ เหตุใดสินค้าจีนทะลัก ส่งออกเริ่มหมดแรง แบกเศรษฐกิจไทยไม่ไหว
โดยเฉพาะต้นทุนแฝงเรื่องการขอใบอนุญาต กิโยตินกฎหมาย และการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้นในการที่ต้องจ่ายเป็นจำนวนมาก เรื่องดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์อย่างแน่นอน
อีกทั้งไทยเองกำลังถูกจับตามองจากบริษัท Credit Rating ต่าง ๆ ซึ่งดูจากภาพเศรษฐกิจของไทย เมื่อดูจาก CPI แล้วจะยิ่งสะท้อนให้มีผลกระทบมากขึ้น
“ผลจัดอันดับครั้งนี้ กระทบความเชื่อมั่น และความมั่นใจ อีกทั้งยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเวลาที่จะพิจารณาการลงทุน หากมาไทยแม้โลเคชันจะดี หลายอย่างดี แต่ต้นทุนแฝง รวมถึงขั้นตอนที่ยาก ทำให้เสียเวลาและเสียพลังมาก
หากเป็นบริษัทที่ดี ที่มีทางเลือกก็อาจไปลงทุนที่อื่นแทนไทย”
นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นยังส่งผลกระทบต่อคนในประเทศ เพราะต้องพบเจอกับปัญหาหลายเรื่องที่มาจากการคอร์รัปชัน เช่น เศรษฐกิจใต้ดินที่มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจทั้งหมด ซึ่งสะท้อนเศรษฐกิจที่เปราะบางอย่างชัดเจน
“หากไทยยังมีการคอร์รัปชันระดับสูง งบประมาณการอัดฉีดจากภาครัฐที่จะลงไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างก็จะรั่วไหลหมด นโยบายจะไม่เกิดประสิทธิผล หรือเรียกว่าจะทำให้มาตรการที่ภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผลเท่าที่ควร”
อีกทั้งยังกระทบความเชื่อมั่นของการลงทุนทั้งคนไทยและต่างประเทศ เพราะต้นทุนแฝงที่มีมาก ซึ่งจะยิ่งฉุดขีดความสามารถ และความเชื่อมั่นนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชน โดย กกร. และเพื่อนไม่ทน ขอให้ภาครัฐจริงจังกับการป้องกันและปราบปราม เพื่อส่งสัญญาณว่าจะพยายามทำให้การคอร์รัปชันลดลง ซึ่งเมื่อสามารถทำได้อันดับคะแนนของไทยก็จะดีขึ้นในปีหน้า
“ปัญหาใหญ่ของไทยที่เป็นมะเร็งร้ายมาจนถึงจุดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแล้ว ส่วนใหญ่มาจากการคอร์รัปชัน เอกชนจึงมองว่าหากลดหรือปราบปรามคอร์รัปชันได้จริงจัง จะแก้ปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งได้ทันที”
ขณะที่ หากเทียบประเทศอื่น รัฐบาลสนับสนุนช่วยให้ขั้นตอนเร็ว และง่าย เพราะถือว่านักลงทุนเป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้ให้ประเทศ มีการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ แต่ไทยกลับต้องเจอกับปัญหาเรื่องอุปสรรค เรื่องการขอใบอนุญาติ ต้องมีการจ่ายต้นทุนแฝงเพื่อให้ได้รับการอนุมัติทุกขั้นตอน ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น และกำลังใจ ทำให้ไม่ต้องการมาลงทุน
อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศ หรือที่ภาครัฐตั้งเป้าไว้ เพราะการลงทุนคือเครื่องยนต์หลัก (Engine) ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่กลับต้องติดขัดไปทั้งหมด ทำให้การลงทุนเอกชนลดลง
ที่น่าห่วงคือ การลงทุนจากภาครัฐก็ติดปัญหาเรื่องคอร์รัปชันจากระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่รั่วไหล 20-30% หรือประมานหลายแสนล้านบาท ประกอบกับเสถียรภาพรัฐบาลที่ไม่ดี มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐล่าช้า ยิ่งทำให้ตัวเลขการลงทุนหายไปเพิ่มมากขึ้น
“ทุกประเทศจะเปรียบการลงทุนของภาคเอกชนเป็นด่านหน้า หรือทหารที่จะออกไปลงทุน ไปสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจ แต่ต้องมีการส่งสเบียงเข้าไปบำรุง หรืออำนวยความสะดวกให้ แต่เวลานี้ไทยไม่เป็นแบบนั้น”
ขณะที่เวียดนามนั้น รู้ว่าหากยังเป็นไปตามระบบเดิมจะเหมือนกับไทย ดังนั้นจึงมีการ ’ปรับโครงสร้างระบบราชการ‘ ให้เล็กลง ’ควบรวมกระทรวง‘ เพื่อลดรายจ่ายประจำที่เป็นเงินเดือน ให้มีเงินเหลือไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพื่อพัฒนาประเทศมากขึ้น โดยไม่ต้องกู้ยืมและไม่เป็นภาระการคลัง
“แต่ไทยปัจจุบันกำลังถูกจับตามองจากบริษัท Credit Rating เพราะนโยบายพรรคการเมืองมักจะมุ่งเน้นการใช้เงินระยะสั้นในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยม หรือกึ่งประชานิยมทั้งหมด แต่ยังไม่เห็นวิธีหารายได้จากพรรคการเมือง ต่อไปก็จะกระทบกับกรอบวินัยทางการคลัง”
โดยไทยมีหนี้สาธารณะที่ขยายมาอยู่ที่ 65-66% ของ GDP โดยหากยังมีนโยบายขาดดุลปีละ 4% กว่าต่อไป ก็จะทำให้วินัยการคลังจะมีปัญหาและเสี่ยงถูกลดอันดับเรตติ้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด
ทั้งนี้ ภาคเอกชนออกมาเตือนก่อนล่วงหน้า และย้ำมาตลอดต้องรีบแก้ไขไม่เช่นนั้นประเทศจะเสียหายเป็นอย่างมาก หากปล่อยไว้จนไม่สามารถแก้ปัญหาใดได้ GDP ของไทยก็จะร่วงลงไปอีก
“ไทยต้องกลัวว่าจะเป็นไปตามคำทำนายของ IMF ซึ่งระบุว่า หากไทยยังเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ภายในปี 2030 ขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP ของไทยที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 3 จากที่เคยอยู่อันดับ 2 ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาถูกสิงคโปร์แซง”
อาจจะร่วงไปอยู่อันดับ 5 หรืออันดับ 6 ของภูมิภาค จนได้สมญานามว่าเป็น Sick Man of Asia หรือ คนป่วยแห่งเอเชีย ดังนั้น จึงต้องรีบแก้ไขเพื่อไม่ให้คำทำนายและฉายาดังกล่าวนี้เป็นจริง จะต้องรีบแก้ไขให้กลับมาเป็น Strong Man ของเอเชียให้ได้
ภาพ: SAKDAWUT14 / Getty image


