×
422867

‘วัคซีน’ แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทย?

19.11.2020
  • LOADING...
วัคซีนโควิด-19

ข่าววัคซีนของ Pfizer, BioNTech และ Moderna ที่มีประสิทธิผลในการป้องกันการติดโควิด-19 สูงกว่า 90% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น สายการบิน บริษัทเดินเรือสำราญ และโรงแรม ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทที่ได้ผลบวกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น Amazon, Zoom และ Peloton ปรับตัวลดลง ราคาหุ้นไทยก็ปรับขึ้นมากเช่นกันจากเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยเป็นบวกสุทธิเป็นเดือนแรกของปี จนหลายคนอาจสรุปว่าวัคซีนจะเป็นแสงสว่างสำหรับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยให้สามารถกลับมาสู่ภาวะปกติในเวลาไม่นาน แต่ในความเป็นจริงยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามและบริหารจัดการก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์จากวัคซีนโควิด-19 อย่างเต็มที่

ตลาดการเงินตอบสนองต่อผลการทดลองของ Pfizer และ Moderna อย่างรวดเร็ว เพราะมีนัยบวกต่อแนวโน้มความสำเร็จของการพัฒนาวัคซีนตัวอื่นๆ ด้วย

1. แมสเซนเจอร์อาร์เอ็นเอ หรือ mRNA ที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ ผลการทดลองของ Pfizer และ Moderna พิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานได้จริง ทำให้โอกาสความสำเร็จของวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA ที่กำลังอยู่ระหว่างการทดลองสูงขึ้นเช่นกัน

2. ประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้อของ Pfizer และ Moderna สูงถึง 90% และ 94.5% ตามลำดับ เทียบกับวัคซีนไข้หวัดที่มีประสิทธิภาพราว 40-60%

3. วัคซีนของทั้ง Pfizer และ Moderna ใช้ข้อมูลพันธุกรรมของ Spike Protein ซึ่งเป็นโครงสร้างชั้นนอกของไวรัสในการสั่งงานให้เซลล์ในร่ายกายของเราสร้างภูมิคุ้มกัน โดยวัคซีนตัวอื่นๆ ที่ใช้ Spike Protein ในการกระตุ้นให้ร่างการสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น AstraZeneca, Johnson & Johnson และ Novavax ก็มีโอกาสสำเร็จมากขึ้นเช่นกัน การที่มีวัคซีนหลายตัวที่ประสบความสำเร็จก็จะช่วยให้การเข้าถึงของประชากรโลกเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวดีข้างต้นยังมีความท้าทายที่เป็นคำถามสำคัญอย่างน้อย 2 ข้อ ได้แก่ ความชัดเจนของคุณสมบัติด้านต่างๆ ของวัคซีนใหม่ และความเร็วที่วัคซีนจะถูกกระจายไปยังประเทศต่างๆ ในประเด็นแรก เนื่องจาก mRNA เป็นเทคโนโลยีใหม่และการทดลองในมนุษย์ที่ทำแค่ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน แม้การทดลองทางคลินิกวัคซีนจะแสดงว่าวัคซีนได้ผลสูง แต่ก็เป็นการทดลองที่ใช้กับคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ยังมีความกังวลต่อโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงทั้งระยะสั้นและระยะยาวเมื่อใช้กับประชากรโดยทั่วไป ซึ่งรวมถึงกลุ่มคนที่มีความเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว

นอกจากนั้นยังไม่ชัดเจนว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนซึ่งจะได้รับภูมิต้านทานต่อโควิด-19 จะยังสามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้หรือไม่ ประเด็นนี้จะมีนัยสำคัญต่อนโยบายสาธารณสุขและนโยบายการเปิดประเทศต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ หากผู้ได้รับวัคซีนยังอาจเป็นพาหะแพร่เชื้อได้ การเปิดประเทศโดยไม่ต้องกักตัวนักท่องเที่ยวอาจต้องรอให้คนไทยได้รับวัคซีนในวงกว้างก่อนด้วย รวมทั้งยังไม่ชัดเจนว่าระยะเวลาของภูมิคุ้มกันจะยาวนานแค่ไหน ความไม่แน่นอนในคุณสมบัติด้านต่างๆ นี้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและความยินดีของผู้คนที่จะทดลองใช้วัคซีนในช่วงแรกด้วย ดังนั้นในประเด็นเหล่านี้คงต้องรอผลจากการใช้ในกรณีฉุกเฉิน (Emergency Use) ที่น่าจะเริ่มขึ้นได้ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ และจากการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไปควบคู่กับการสื่อสารอย่างเหมาะสมของหน่วยงานของประเทศต่างๆ ด้วย

ข้อตกลงการสั่งซื้อวัคซีนโควิด-19 ของประเทศต่างๆ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2020)

 

 

สำหรับความเร็วของการกระจายวัคซีนนั้นจะขึ้นอยู่กับการจัดการกับความท้าทายด้านการผลิต ขนส่ง และแจกจ่ายวัคซีนที่มีอยู่พอสมควร เนื่องจากเทคโนโลยี mRNA เป็นนวัตกรรมใหม่ ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนชนิดนี้ในประเทศกำลังพัฒนายังต่ำเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนประเภทอื่น และ Technology Transfer อาจจะต้องใช้เวลา ในด้านการขนส่งวัคซีนของ Pfizer ต้องเก็บที่อุณหภูมิต่ำถึง -70 องศาเซลเซียส และอยู่ได้ที่อุณหภูมิแช่เย็น (2-8 องศาเซลเซียส) ได้เพียงไม่กี่วัน ส่งผลให้การขนส่งวัคซีนจะมีความท้าทายและมีค่าใช้จ่ายสูง ในขณะที่วัคซีนของ Moderna ต้องเก็บที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส สามารถอยู่ได้ที่อุณหภูมิแช่เย็นได้ราว 30 วัน นอกจากนี้วัคซีนของ Pfizer และ Moderna ต้องฉีด 2 เข็มด้วยระยะเวลา 3 และ 4 สัปดาห์ ตามลำดับ ดังนั้นการบริหารจัดการให้คนมาฉีดให้ครบทั้ง 2 เข็มตามวันที่กำหนดก็จะเป็นความท้าทายเช่นกัน

จำนวนวัคซีนที่จะผลิตให้เพียงพอกับประชากรของโลกก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายหลัก Pfizer ได้ประกาศว่าบริษัทสามารถผลิตวัคซีนได้ราว 1,300 ล้านโดสในปี 2021 ในขณะที่ Moderna สามารถผลิตได้ราว 500-1,000 ล้านโดสในปี 2021 ซึ่งจะเพียงพอสำหรับ 900-1,150 ล้านคนเท่านั้น ในขณะที่ประชากรโลกมีถึง 7,800 ล้านคน โดยประชากรของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและมีข้อตกลงการสั่งซื้อวัคซีนจาก Pfizer และ/หรือ Moderna ราว 1,230 ล้านคน

นอกจากนี้วัคซีนตัวอื่นที่มีความคืบหน้าในการวิจัยหลายตัวก็ได้ถูกประเทศต่างๆ สั่งจองไปแล้ว โดยประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีการสั่งจองวัคซีนล่วงหน้าก็มีโอกาสได้รับวัคซีนก่อน โดยประชากรในประเทศเหล่านั้นก็อาจจะมี Herd Immunity จากการฉีดวัคซีนภายในครึ่งแรกของปี 2021 (ตามรูป) ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนา การได้รับวัคซีนในปริมาณที่เพียงพอที่จะสร้าง Herd Immunity ได้นั้นขึ้นอยู่กับ 3 แนวทาง ได้แก่

1. การตกลงสั่งซื้อวัคซีนจากผู้ผลิตหรือการได้ไลเซนส์ในการผลิต เช่น สยามไบโอไซเอนซ์ เอสซีจี ทำข้อตกลงกับ AstraZeneca เพื่อผลิตวัคซีนสำหรับไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

2. การประสานงานระหว่างประเทศ โดย COVAX (COVID-19 Vaccines Global Access Facility) คือโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ และมี 3 องค์กรหลักคือ องค์การอนามัยโลก พันธมิตรวัคซีนกาวี (Gavi, the Vaccine Alliance) และ Coalition for Epidemic Preparedness Innovations ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาและแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 2,000 ล้านโดสภายในปี 2021 ให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างเท่าเทียม โดยประเทศไทยได้ไปเข้าร่วมใน COVAX แล้ว อย่างไรก็ตาม การแจกจ่ายวัคซีนของ COVAX แก่ประเทศต่างๆ นั้น ยังไม่มีความชัดเจนและขึ้นอยู่กับไกด์ไลน์ขององค์กรใน COVAX ทั้ง 3 องค์กร

3. การผลิตขึ้นมาเองด้วยเทคโนโลยีของตน เช่น ในกรณีของไทย ที่ภาครัฐสนับสนุนโครงการผลิตวัคซีนในประเทศอยู่หลายโครงการ เช่น โครงการวัคซีน mRNA ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในภาพรวม EIC คาดการณ์ในกรณีฐานว่าไทยจะได้รับวัคซีนในวงกว้าง (อย่างน้อย 50% ของประชากร) ก็คงเป็นในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 

ข่าวของ Pfizer และ Moderna ถือเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในระยะสั้น การระบาดของโรคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปและสหรัฐฯ ก็จะทำให้เศรษฐกิจเหล่านั้นมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

ขณะที่การใช้วัคซีนจะเกิดขึ้นแพร่หลายในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ก่อนที่จะกระจายตัวมายังประเทศกำลังพัฒนารวมถึงไทยได้มากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 ซึ่งน่าจะช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศปรับสูงขึ้นได้บ้างประมาณ 8-10 ล้านคนในปีหน้า โดยจะเป็นการกระจุกตัวในช่วงครึ่งหลังของปีเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังน้อยกว่าระดับเดิมก่อนเกิดโควิด-19 ที่ 40 ล้านคนอยู่มาก ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1-2 ปี 

ดังนั้น แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มเห็นแสงสว่างและได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นและความเชื่อมั่นที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่เรายังต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริงอย่างช้าๆ ในช่วงปีหน้า และแผลเป็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการว่างงาน การปิดกิจการ และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ควบคู่กับการได้มาและการกระจายวัคซีนอย่างเพียงพอและทั่วถึง เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์จากวัคซีนและฟื้นตัวจากวิกฤตรอบนี้ได้อย่างเข้มแข็งต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories