หากพูดถึงอุตสาหกรรมอีเวนต์และคอนเสิร์ตในประเทศไทย ภาพที่หลายคนเห็นมักจะเป็นภาพของปรากฏการณ์บัตรคอนไทย-เทศขายหมดเกลี้ยงในไม่กี่วินาที แต่ปีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น บางงาน Sold Out ช้าลง แต่ในทางกลับกัน คอนเสิร์ตที่เป็นกระแสติดลมบน ยิ่งราคาแพงยิ่งขายดี
ประเด็นสำคัญ
เพื่อหาคำตอบเรื่องนี้ THE STANDARD WEALTH จึงชวน ‘เกรียงไกร กาญจนะโภคิน’ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กูรูผู้อยู่เบื้องหลังวงการอีเวนต์ไทย ออกมาฉายภาพสะท้อนความเป็นจริงอีกด้านของตลาดนี้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับความเปลี่ยนแปลงนี้
เกรียงไกรชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตไทยยังไม่มีการจัดทำตัวเลขสถิติที่แยกมูลค่าตลาดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่หากประเมินแบบง่ายๆ จากการนำยอดขายบัตรของแอปพลิเคชันต่างๆ มารวมกัน ก็จะเริ่มเห็นภาพรวมมูลค่ามวลรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น
เบื้องหลังเค้กหมื่นล้าน ทำไมธุรกิจคอนเสิร์ตยุคนี้ไม่ง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงยอดขายบัตรเท่านั้น แต่ยังไม่ได้นับรวมรายได้จากสปอนเซอร์ หรือหากมองภาพรวมทั้งตลาด (ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ค่ายใหญ่อย่าง GMM Grammy) มูลค่าของธุรกิจนี้ก็ทะยานสูงขึ้นไปอยู่ในระดับหลักหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว
โดยในการคำนวณมาตรฐาน ตลาดจะนับเฉพาะงานที่มีสเกลผู้ชมตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป และไม่อยู่ในรูปแบบผับหรือบาร์ อย่างไรก็ตาม หากเหลียวมองสถานการณ์จริงในปัจจุบัน จะพบว่างานสเกลเล็กๆ กลับกระจายขึ้นในทุกพื้นที่
ทว่าภายใต้เค้กมูลค่าหมื่นล้าน การทำธุรกิจคอนเสิร์ตในปีนี้กลับ ‘ไม่ง่าย’ อย่างที่คิด เพราะตลาดกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ หลายด้าน หากสังเกตมีบางงานที่บัตร Sold Out ช้าลงจากเดิมที่เคยขายหมดภายในหนึ่งวัน
แต่ในทางกลับกัน คอนเสิร์ตที่เป็นกระแสติดลมบน ยิ่งราคาแพงกลับยิ่งขายดี โดยเฉพาะบัตร VIP ที่มักจะถูกจับจองจนหมดเป็นอันดับแรกๆ ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องสะท้อนอย่างดีว่า ราคาบัตรคอนเสิร์ตไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเพดานราคา หรือขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา หากแต่ดำเนินไปตามกลไก Demand และ Supply รวมถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก
กลยุทธ์โปรโมต คำว่า ‘ครั้งสุดท้าย’ เริ่มสิ้นมนต์ขลัง
นอกจากนี้ การแข่งขันที่สูงขึ้นยังทำให้เราได้เห็นกลยุทธ์ของโปรโมเตอร์ที่พยายามสร้างความกระหาย ด้วยการโหมโปรโมตว่าคอนเสิร์ตนี่คือ ‘ครั้งสุดท้าย’ เพื่อกระตุ้นให้แฟนคลับไม่อยากพลาด
ทว่า เกรียงไกร ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการจัดงาน ‘ครั้งสุดท้าย’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มนต์ขลังของคำนี้จะเริ่มเสื่อมลง และอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ผู้จัดงานต้องระมัดระวัง
อย่างไรก็ดี แม้จะมีโจทย์ยากในบ้าน แต่ประเทศไทยก็ยังมีเสน่ห์ดึงดูด ที่กลายเป็นโอกาสมหาศาลของตลาดอีเวนต์และความบันเทิง ด้วยความที่เป็นสังคมเปิดกว้าง เปิดรับทุกวัฒนธรรม ทุกเพศ ตลอดจนกลุ่ม LGBTQ+ ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของผู้จัดงานระดับโลก
ยกตัวอย่าง ตลาดคอนเสิร์ต EDM ที่แฟนคลับยินดีจ่ายบัตรราคาสูงถึง 10,000–15,000 บาทจน Sold Out แถมยังมีคนรอหาซื้อบัตรหน้างานอีกจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้จัดงานจากจีนทยอยย้ายมาจัดงานในไทย
โดยหลายงานที่มีสเกลใหญ่ระดับ Impact Arena สามารถขายบัตรหมดเกลี้ยงจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยที่คนไทยหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการที่จีนมีข้อจำกัดและกฎระเบียบที่เข้มงวด เช่น การห้ามถอดเสื้อ ห้ามเต้นเกินงาม และมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมอยู่ตลอด มีส่วนทำให้บรรยากาศไม่สนุกเท่ากับการมาจัดงานที่ประเทศไทย
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ เมื่อนำประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ จะพบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่สิงคโปร์ต้องยอมทุ่มงบประมาณอุดหนุนมหาศาลเพื่อดึงศิลปินระดับโลกมาจัดคอนเสิร์ต แต่ประเทศไทยกลับเนื้อหอมด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากภาครัฐเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งเห็นได้ชัดจากการที่เจ้าของงานเฟสติวัลระดับโลกอย่าง Tomorrowland เลือกระบุให้ไทยเป็น Destination เดียวในการขยายงาน เนื่องจากต้องการความหลากหลายของสัญชาติผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งตอบโจทย์กว่าประเทศอย่างจีน เกาหลี อินเดีย หรือญี่ปุ่น ที่มักจะมีแต่คนชาติตัวเองเป็นหลัก
โดยคาดการณ์ว่าการจัดงาน Tomorrowland ที่จัดในไทยปีแรก จะมีผู้เข้าร่วมสูงถึง 50,000-60,000 คนเลยทีเดียว
ปลดล็อกกฎ–ยกระดับสนามกีฬา ดันไทยขึ้นฮับคอนเสิร์ตและอีเวนต์แห่งภูมิภาค
ความได้เปรียบดังกล่าวยังถูกเสริมทัพด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน ทั้งสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอย่าง Impact Arena และ BITEC ระบบการคมนาคมที่เชื่อมต่อถึงพื้นที่ด้วยรถไฟฟ้า โรงแรมรองรับ และสนามบินที่สะดวกสบาย
ตลอดจนการเติบโตของงานประเภท Incentive หรือการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลขององค์กร และงานความบันเทิงที่เริ่มขยายตัวไปสู่เมืองหลักและเมืองรอง เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่ และเชียงราย
อย่างไรก็ตาม แม้ศักยภาพของไทยจะโดดเด่นเพียงใด แต่ก็ยังคงมีอุปสรรคฉุดรั้งอยู่ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับการจัดอีเวนต์ระดับสากล เช่น ข้อห้ามขายแอลกอฮอล์ในสถานที่ราชการและสนามกีฬา หรือกฎหมายที่มีความย้อนแย้ง อย่างการห้ามดื่มบนชายหาดพัทยาแต่สามารถข้ามฝั่งมาดื่มบนถนนได้ ซึ่งช่องโหว่เหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาคอร์รัปชันและการตั้งด่านจับกุมใกล้สถานที่จัดงานโดยไม่จำเป็น
ด้วยเหตุนี้ จึงขอเสนอถึงภาครัฐ ให้เร่งปรับปรุงพัฒนาสนามกีฬาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะราชมังคลากีฬาสถาน ให้เปลี่ยนรูปแบบเป็น Multi-purpose ที่สามารถเปิด-ปิดหลังคาและติดตั้งเครื่องปรับอากาศได้ เช่นเดียวกับ National Stadium ของประเทศสิงคโปร์ เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดในช่วงหน้าฝนหรือ Low Season
รวมถึงการพัฒนาและรีโนเวตสนามสำคัญอื่นๆ เช่น สนามพัทยา หรือสนามศุภชลาศัย ให้สามารถแปลงสภาพและสลับการใช้งานระหว่างการแข่งขันกีฬาและคอนเสิร์ตได้อย่างรวดเร็ว ตามแบบอย่างของสนามระดับโลกในประเทศญี่ปุ่นหรือสเปน
“หากภาครัฐสามารถปลดล็อกกฎระเบียบที่ไม่สมเหตุสมผล และร่วมมือกับภาคเอกชนในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ เชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตและอีเวนต์ของไทยจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เค้กหมื่นล้าน แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความบันเทิงของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน” เกรียงไกร ย้ำ
ภาพปก: Ruben Gutierrez Ferrer / Shutterstock

