อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 2.82% เร่งตัว 6 เดือนติดจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ยังคงสูง ส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์คาดฉุดกำลังซื้อ ดันราคาผักสูงขึ้น แต่หนุนเงินเฟ้อเพิ่มแค่ 0.1% เนื่องจากการบริโภคและกำลังซื้อมีแนวโน้มอ่อนตัว
ประเด็นสำคัญ
สำหรับผลกระทบของสถานการณ์อุทกภัยที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อ วันนี้ (6 ตุลาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาจากช่วงน้ำท่วมในปี 2554 พบว่า สถานการณ์อุทกภัยไม่ได้ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ และคาดว่า สถานการณ์อุทกภัยปี 2569 จะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อเพียง 0.1%
โดย สนค. มองว่า ราคาสินค้าอาหารสดในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ยังไม่ปรากฎแรงกดดันด้านราคาในวงกว้างเทียบเท่ากับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 โดยแรงกดดันในปัจจุบัน มีการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผักสดเป็นสำคัญ ซึ่งมีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.49% ขณะที่ผลไม้ เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และปลาส่วนใหญ่ยังคงทรงตัวหรือลดลง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมยังคงส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจถูกรบกวน ซึ่งกดดันให้ครัวเรือนต้องดึงเงินออมและหาแหล่งรายได้ทางอื่นเพื่อคอยรับมือ ขณะเดียวกัน ครัวเรือนกว่า 29.7% ต้องลดการใช้จ่ายลงเพื่อประคองสถานการณ์ ทำให้การบริโภคและกำลังซื้อมีแนวโน้มอ่อนตัว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อไปที่การลงทุนและการจ้างงานได้
กรมการค้าภายใน เตรียมรับมือ ไข่ไก่-ผักสด ราคาขึ้น
ด้าน วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งจากแหล่งผลิตและระบบขนส่ง พร้อมเร่งบริหารจัดการให้มีสินค้าเพียงพอและลดแรงกดดันด้านราคา
สำหรับผักสด เช่น ผักบุ้งจีน มะเขือเปราะ ผักชีไทย กะเพรา และโหระพา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและฝนตกหนัก เนื่องจากมีแหล่งเพาะปลูกสำคัญอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันตก ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี รวมถึงนครราชสีมา ขณะที่แหล่งผลิตในภาคเหนือและภาคใต้ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
กรมการค้าภายในจึงเร่งนำผักจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้ามาทดแทน พร้อมเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดกลางสำคัญ ได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดศรีเมือง ก่อนกระจายต่อไปยังตลาดสด ร้านค้า ร้านอาหาร และโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าในระบบ
เบื้องต้นราคาผักบางรายการเริ่มผ่อนคลายลง เช่น กะหล่ำปลีลดจากประมาณ 12 บาท เหลือ 8 บาท และพริกจินดาเขียว-แดงลดจากประมาณ 50-70 บาท เหลือราว 45 บาท ขณะที่ผักบุ้งจีนยังอยู่ที่ประมาณ 100 บาท ส่วนผักใบอ่อน เช่น คะน้า ยังต้องติดตามใกล้ชิด เนื่องจากฝนตกต่อเนื่องอาจกระทบผลผลิตและทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น
“ถ้าเราเติมผักเข้าไปในระบบมากขึ้น ราคาผักก็น่าจะไม่เลวร้ายลง หากฝนฟ้าคลี่คลายเร็ว สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น แต่ผักเองต้องใช้เวลาในการเพาะปลูก จึงต้องเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ปลูกกับตลาดกลาง” วัฒนศักย์กล่าว
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ตั้งวอร์รูมติดตามสินค้าเกษตร ระบบตลาด และมาตรการลดค่าครองชีพ พร้อมเชื่อมโยงการทำงานกับ Single Command ของกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานระดับจังหวัด โดยจะประเมินสถานการณ์และปรับมาตรการเป็นรายวันตามสภาพอากาศและปริมาณผลผลิต
เร่งเติมสต็อก-ปรับแผนขนส่ง รับมือน้ำท่วม
ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค กรมการค้าภายในได้หารือกับห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ ผู้ผลิต และซัพพลายเออร์ ให้เพิ่มสินค้าในสต็อก ปรับแผนขนส่ง และใช้สินค้าจากสาขาใกล้เคียงทดแทน เพื่อให้มีสินค้าพร้อมจำหน่ายเมื่อสถานการณ์น้ำลดและสาขากลับมาเปิดให้บริการ
หากร้านค้าไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่พนักงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ เนื่องจากบ้านพักได้รับผลกระทบ กรมการค้าภายในได้ประสานผู้ประกอบการให้ปรับแผนการทำงาน รวมถึงเปิดพื้นที่ภายในร้านหรือห้างให้พนักงานพักอาศัยชั่วคราวได้ ขณะที่การเคลื่อนย้ายสินค้าในพื้นที่ประสบภัยจะประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงและทหารเข้าช่วยขนส่ง
สำหรับอาหารสำเร็จรูป กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างหารือผู้ประกอบการเพื่อขอความร่วมมือตรึงราคาและจัดโปรโมชัน โดยจะเร่งดำเนินการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นลำดับแรก พร้อมเตรียมเปิดจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในพื้นที่ที่สถานการณ์น้ำคลี่คลาย
นอกจากนี้ จะเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ” กว่า 1,000 จุด ครอบคลุม 77 จังหวัด เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ทำความสะอาด อุปกรณ์ซ่อมแซม เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างในราคาประหยัด รวมถึงเตรียมเปิดจุดจำหน่ายแบบรถโมบายล์ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ และประสานผู้ประกอบการกลุ่มวัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้าจัดทำโปรโมชัน เช่น เก่าแลกใหม่ เพื่อช่วยลดภาระประชาชน
ขอผู้ประกอบการลดส่งออกไข่ไก่ 30-50%
สำหรับไข่ไก่ ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นแหล่งผลิตไข่ไก่รายใหญ่และได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ กรมการค้าภายในจึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการลดหรือชะลอการส่งออกไข่ไก่ประมาณ 30-50% เพื่อเพิ่มปริมาณเข้าสู่ตลาดในประเทศ โดยบางรายขอให้เลื่อนการส่งออกออกไปก่อน พร้อมให้รายงานแผนการส่งออกในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้กรมฯ ติดตามสถานการณ์ได้ใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในร่วมกับกรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่ยืดระยะเวลาการเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรง เพื่อเพิ่มผลผลิตเข้าสู่ระบบประมาณวันละ 2 ล้านฟอง รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการรักษาราคาขายหน้าฟาร์ม และให้ผู้ผลิตรายใหญ่เร่งส่งไข่เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายปกติ
กรมการค้าภายในยังส่งสายตรวจเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายไข่ไก่และสินค้าที่จำเป็น เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา พร้อมประสานตำรวจและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ปคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการที่อาจมีพฤติกรรมฉวยโอกาสขึ้นราคา
“ตอนนี้เราต้องช่วยกัน ไม่ใช่เวลาหากำไร” วัฒนศักย์กล่าว
ส่วนมาตรการดูแลผู้เลี้ยงไก่ไข่ในระยะต่อไป กรมการค้าภายในจะหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม
ต้นทุนขนส่งกดดันราคาอาหารสำเร็จรูป
วัฒนศักย์กล่าวว่า การดูแลราคาอาหารสำเร็จรูปจำเป็นต้องดูตั้งแต่ต้นทุนวัตถุดิบ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาสินค้า ขณะที่ต้นทุนพลังงานและการขนส่งก็เป็นแรงกดดัน โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วมที่รถขนส่งต้องเปลี่ยนเส้นทางและใช้เส้นทางอ้อมมากขึ้น ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยืนยันว่าจะพยายามตรึงราคาสินค้าให้ได้มากที่สุด โดยหากสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ดี ก็จะช่วยให้สามารถดูแลราคาอาหารสำเร็จรูปและอาหารกึ่งสำเร็จรูปไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้นมากเกินไป
กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์สินค้าและราคาสินค้าเป็นรายวัน พร้อมปรับมาตรการตามสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้อย่างเพียงพอและในราคาที่เหมาะสมตลอดช่วงสถานการณ์อุทกภัย
เงินเฟ้อเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 2.82% ขยายตัว 6 เดือนติดต่กัน
พร้อมกันนี้ นันทพงษ์ เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนกันยายน 2569 สูงขึ้น 2.82% จากปีก่อน (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน และเร่งตัวขึ้นที่ 0.25% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน (MoM)
โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการกดดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวขึ้น ซึ่งความกังวลและความเสี่ยงต่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบยังคงมีอยู่ หลังจากพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี สถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย หลังการเจรจาทางการทูตระดับทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีข้อยุติร่วมกัน
นอกจากนี้ ผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนยังทำให้ผลผลิตในภาคเกษตรน้อยลง ทำให้อาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด มีราคาสูงขึ้น ซึ่งส่งผ่านไปยังอาหารสำเร็จรูปให้มีราคาเพิ่มขึ้นเช่นกัน ขณะที่ราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 1.50% (YoY) เร่งตัวขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2569 ที่สูงขึ้น 1.44% (YoY) และเพิ่มขึ้น 0.01% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน (MoM)
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาสที่ 3 ปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้น 2.44% (YoY) แต่ลดลง 0.45% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 9 เดือนแรกของปี 2569 สูงขึ้น 1.54% (AoA)
ส่องเงินเฟ้อไทยเทียบอาเซียน
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยสูงขึ้น 2.53% (YoY) อยู่ในระดับต่ำอันดับที่ 39 จาก 139 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และอันดับที่ 5 ของอาเซียนจาก 10 ประเทศที่มีการประกาศตัวเลข (ติมอร์-เลสเต บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว)
- 🇹🇱ติมอร์-เลสเต -0.1%
- 🇧🇳บรูไน 0.5%
- 🇲🇾มาเลเซีย 1.9%
- 🇸🇬สิงคโปร์ 2.3%
- 🇹🇭ไทย 2.53%
- 🇮🇩อินโดนีเซีย 3.19%
- 🇰🇭กัมพูชา 4.79%
- 🇻🇳เวียดนาม 4.89%
- 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 6.1%
- 🇱🇦สปป.ลาว 7.7%
ปรับกรอบคาดการณ์เงินเฟ้อแคบลง
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ทาง สนค.คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่
(1) ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น อีกทั้งสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย เนื่องจากการเจรจาทางการทูตระดับทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีข้อยุติร่วมกัน
(2) ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงกว่าปีก่อนหน้า จากต้นทุนที่ปรับขึ้นในหลายด้าน
(3) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา
(4) ราคาอาหารสดที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอุปทานบางส่วนได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน
สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่
(1) ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 อยู่ที่หน่วยละ 3.86 บาท ซึ่งต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท
(2) ราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง จากภาวะการแข่งขันที่สูง และผู้ประกอบการรายใหญ่จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จากเดิมที่อยู่ระหว่าง 1.5% – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) มาอยู่ที่ระหว่าง 1.8% – 2.2% (ค่ากลาง 2.0%)

